วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล  คอนเซ็ปชัญ

167 ซ.มิตตคาม ถ.สามเสน
แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต
จ. กรุงเทพฯ  10300
--------------------------------------------------------------------------

02-243-2617, 02-243-0064

ตารางมิสซา

 02-668-7775

แผนที่การเดินทาง

รูปวัด   800x600   /   1024 x768

บาทหลวงยอแซฟสุวนารถ กวยมงคล


ประวัติของวัดและหมู่บ้านคอนเซ็ปชัญ ได้คัดลอกและรวบรวมมาจากหนังสือที่ระลึกงานฉลองวัดคอนเซ็ปชัญครบ 250 ปี

เมื่อปี ค.ศ. 1938  บุคคลสำคัญที่เป็นผู้วิ่งเต้นค้นคว้าหาหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของวัด มีพระยาสมุทรศักดารักษ์ (เจิม วิเศษรัตน์) พันโทพระประจักษ์ยุทธธน (มรกต วงศ์ภักดี) และหลวงสมานไมตรี (พิศ สมานไมตรีรักษ์) โดยได้รับความร่วมมือจากท่านศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน (ยง เสถียรโกเศศ) ซึ่งขณะนั้นท่านรับราชการเป็นผู้เชี่ยวชาญอยู่ที่กรมศิลปากร และได้มอบหมายให้นายปรีดา ศรีชลาลัย เจ้าหน้าที่ในกองวรรณคดี กรมศิลปากร  เป็นผู้ชำระตรวจแก้ เรื่องในหลวงของวัดคอ นเซ็ปชัญ จึงมีให้อนุชนรุ่นหลังไว้ศึกษาบ้าง ดังนั้น
 
 วัดคอนเซ็ปชัญ สามเสน ในปัจจุบันนี้ เป็นวัดของคณะคริสตัง มีกำหนดเนื้อที่ คือ        ทิศตะวันออกจดถนนสามเสน ทิศตะวันตกจดลำน้ำเจ้าพระยา ทิศเหนือจดคลองบ้านญวณ สามเสน (เดี๋ยวนี้ส่วนหนึ่งถมเป็นถนนคอนกรีตแล้ว) ทิศใต้จดคลองวัดราชาธิวาส วัดคอนเซ็ปชัญ มีขึ้นในประเทศสยาม ได้ความ ว่า ครั้งสมเด็จพระนารายน์ มีชาวโปรตุเกสเข้ามาทำการค้าขายใน กรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมาก นอกจากค้าขาย บางคนได้รับราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ครั้งนั้นมีศึกสงครามบ่อย ชาวโปรตุเกสที่รับราชการฝ่ายทหารได้ทำการรบ มีความชอบหลายครั้งหลายคราว เป็นเหตุให้สมเด็จพระนารายน์โปรดปรานมาก ในที่สุดถึงกับพระราชทานให้ชาวโปรตุเกสที่นิยมนับถือลัทธิคริสตัง ตั้งวัดบำเพ็ญลัทธิกรรมได้โดยสะดวกใจ เมื่อราว ปี ค.ศ. 1674
 
 
วัดคอนเซ็ปชัญหลังเก่า(วัดน้อย)สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยต้นๆ ของกรุงรัตนโกสินทร์แทนวัดหลังเก่าโบราณที่สร้างด้วยไม้
 
 
 บุคคลสำคัญที่ได้รับพระราชทานที่ดินสร้างวัดนั้นคือพระสังฆราชหลุยส์ ลาโน ในชั้นต้นพระสังฆราชหลุยส์ลาโน เริ่มสร้างวัด มีเพียงโบสถ์ไม้หลังหนึ่ง ขนานนามเป็นความหมายที่สำแดงออกจากความนับถือ พงศวดารรัชกาลที่ 1 ว่า พร ะบาทสมเด็จอันแน่วแน่ของท่านว่า “วัดแม่พระปฏิสนธิ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ได้โปรดหามลทินมิได้” ซึ่งเป็นพยานให้เห็นว่า พระสังฆราช หลุยส์ ลาโน มีน้ำใจเลื่อมใสในพระแม่มหามารีอาอย่างยิ่ง ทั้งเป็นผู้เชื่อมั่นในหลักความจริง ซึ่งพระสมัย (พระศาสนจักร) ได้ประกาศพระสัจธรรมนี้ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ.1854 ต่อหน้าพระสังฆราชกว่า 200 องค์ อย่างสง่าผ่าเผยว่า พระนางพรหมจารีณีทรงพ้นจากบาปกำเนิดตั้งแต่แรกปฏิสนธิ
 
สภาพของวัดน้อยก่อนการบูรณะ (ก่อน พ.ศ.2516)
          
           ...พระสังฆราชหลุยส์ ลาโน  มีบาทหลวงชางเดอบัว เดอ ฟาลังแดง เป็นผู้ช่วยอยู่องค์หนึ่ง ท่านบาทหลวงชางเดอบัว เดอ ฟาลังแดง เป็นผู้ที่คร่ำเคร่งในวัตรปฏิบัติ ถึงกับมีคำยกย่องของท่านบาทหลวงวาเช ว่าเป็นผู้มีจิตอาโปสโตโลแท้ (หมาย ความว่าเท่ากับเป็นสาวกเดิมของพระมหาเยซูเจ้า)

           เรื่องเกี่ยวกับวัดคอนเซ็ปชัญนี้ นับแต่พระสังฆราชหลุยส์ ลาโน ได้มาสร้างวัดเมื่อปี ค.ศ.1674 แล้ว ก็ไม่ปรากฏว่ามีการกล่าวถึงในที่ใดๆ เลย  จนกระทั่งถึงปี ค.ศ.1782 จึงได้มีการกล่าวในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 1 ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1ได้โปรดให้ชาวเขมร 500 คน  ที่หลบหนีลี้ภัยมาจากเขมร มาอยู่รวมกับชาวโปรตุเกสในหมู่บ้านนี้เท่านั้น และตังแต่นั้นมาก็มีการเรียกหมู่บ้านนี้ว่า บ้านเขมร
 
 
           ชาวบ้านเขมรสามเสนสำนักวัดคอนเซ็ปชัญนี้ ได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเฉพาะส่วนที่สำคัญที่ปรากฏเป็นหลักฐานคือ ครั้งรัชกาลที่ 1 มีพระราชประสงค์จะให้จัดซื้อปืนใหญ่จากต่างประเทศมาไว้ใช้ในราชการให้เพียงพอ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ชาวโปรตุเกสในหมู่บ้านวัดคอนเซ็ปชัญสามเสนนี้ จัดการสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่เพราะที่ปืนใหญ่ที่ซื้อมาใหม่นั้น ต่างจากปืนใหญ่เก่าที่มีอยู่ จึงหาผู้สันทัดยิงปืนใหญ่ชนิดนี้ให้แม่นยำได้ยาก พระบาทสมเ ด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงโปรดให้มีการทดลองยิงที่ปากอ่าวแม่น้ำเจ้าพระยา โดยใช้โอ่งขนาดใหญ่ลอยเป็นเป้า ไม่ปรากฏว่ามีใครยิงถูก
 
 
ต่อมามีเขมรผู้หนึ่ง ชื่อ “แก้ว” เคยได้รับการสั่งสอนในการยินปืน ชนิดนี้มาจากชาวโปรตุเกส ได้ทำการยิงถวายให้ทอดพระเนตร นายแก้วยิงครั้งแรกถูกโอ่ง เป้านั้นแตกกระจาย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ยังทรงแคลงพระรา ชหฤทัยว่า นายแก้วยิงถูกเป้าโดยบังเอิญหรือโดยแม่นยำกันแน่ จึงโปรดให้นายแก้วยิงอีกที นายแก้วก็ยิงถูกโอ่งเป้าอีกเป็นครั้งที่สอง ปรากฏชัดต่อพระเนตรว่านายแก้วเป็นผู้ยิงปืนแม่นจริง จึงทรงพระราชดำริตั้งกรมทหารฝรั่งแม่นปืนใหญ่ขึ้นกรมหนึ่ง และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายแก้วเป็นที่พระยาวิเศษสงคราม รามภักดี จางวางกรมทหารฝรั่งแม่นปืนใหญ่ และเป็นหัวหน้าดูแลชาวหมู่บ้านคอนเซ็ปชัญด้วย ครั้นเมื่อพระยาวิเศษสงครามรามภักดี (แก้ว)
 
               ถึงแก่อนิจกรรม ก็ทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงบุตรหลานให้ได้รับราชการสืบต่อกันมาเป็นลำดับ และทุกวันนี้ก็ยังมีเชื้อสายสกุลพระยาวิเศษสงครามภักดี (แก้ว) ปรากฏอยู่ (คือ สกุล “วิเศษรัตน์” และ “วงศ์ภักดี” นามสกุลทั้งสองนี้ได้รับพระราชทานจาก
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6)
 
           กรมทหารฝรั่งแม่นปืนใหญ่นี้มีหน้าที่เก็บรักษาปืนใหญ่ ควบคุมปืนประจำป้อมและฝึกซ้อมการยิงเพื่อความชำนาญ ใ นเวลาเสด็จพระราชดำเนินทรงชลมารคเกี่ยวกับการพระราชทานกฐินหลวงเป็นต้น ก็มีหน้าที่ความปืนหัวเรือพระที่นั่ง ในเมื่อ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานดำเนินไปท้องถิ่น ก็มีหน้าที่เฝ้าพระบรมมหาราชวังโดยกวดขัน
 
 
 
           ถึงรัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าให้ตั้งกรมทหารฝรั่งแม่นปืนใหญ่ขึ้นอีกครั้ง ให้ชื่อว่า “กรมทหารฝรั่งแม่นปืนใหญ่หลัง” รับบรรจุคนที่อยู่บ้านญวนสามเสนเป็นพื้น ทรงพระกรุณาตั้งพระยาบันลือสิงหนาทเป็นจางวางส่วนกรมทหารฝรั่งแม่นปืนใหญ่กรมเก่าให้ชื่อว่า “กรมทหาฝรั่งแม่นปืนใหญ่หน้า” และโปรดให้พระยาวิเศษสงครามรามภักดี (แก้ว)เป็นจางวางอยู่ตามเดิม



 
           ในระหว่างรัชกาลที่ 3 นั้น ได้มีเหตุที่ไทยต้องรบกับญวนอยู่หลายปี พระยาวิเศษสงครามรามภักดี (แก้ว) ก็ได้ไปในราชการสงครามฉลองพระเดชาพระคุณจนสุดความสามารถ คราวนั้นปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า มีญวนคลององเจืองและญวนเมืองโจดก บรรดาที่นับถือศาสนาเดียวกับพระยาวิเศษสงครามรามภักดี (แก้ว) ขอสวามีภักดีเข้ามาอยู่ในประเทศสยาม พระบ าทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ถัดบ้านเขมรไปทางเหนือ และพระยาวิเศษสงครามรามภักดี (แก้ว) กราบบังคมทูลขอญวนเหล่านั้นให้มาอยู่กับเขมร ครั้งต่อมาพระยาวิเศษสงครามรามภักดี (แก้ว) ถึงแก่อนิจกรรมลง ก็ทรงพระกรุณาโปรดตั้งนายจันทร์ผู้น้องเป็นพระยาวิเศษสงครามแทนที่ ภายหลังผู้คนในบ้านเขมรเกิดทบทวีมากขึ้น ที่อยู่แออัดไม่เพียงพอกันแล้ว พระยาวิเศษสงครามรามภักดี (จันทร์) จึงกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานขยายเขตหมู่บ้านเขมรออกไปอีก ก็ได้ รับพระมหากรุณาธิคุณตามที่กราบบังคมทูลขอ เขตบ้านจึงขยายกว้างออก คือทิศเหนือวัดราชผาติการาม (วัดส้มเกลี้ยง) ทิศใต้จดวัดราชาธิวาส (วัดสมอราย) ทิศตะวันออกติดถนนสามเสน ทิศตะวันตกจดแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนพวกญวนก็ขยับจากที่เดิมไปตั้งเคหะสถานทางด้านเหนือ
 
                                                 ผู้สืบตำแหน่งจากพระยาวิเศษสงครามรามภักดี

                            
                            
 
และต่อมาก็ได้สร้างวัดขึ้นอีกวัดหนึ่ง คือวัดนักบุญฟรังซิสเซเวียร์หลังปัจจุบันนี้ขึ้น ซึ่งได้ทำการเสกเมื่อ ปี ค.ศ.1867 วัดนี้คุณพ่อยิบาร์ตผู้มีหน้าที่ดูแลค่ายญวนได้เริ่มสร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1853  แล้วแต่เพราะขาดเงินการก่อสร้างจึงต้องชงักหลายหน

 ในระหว่าง ค.ศ. 1828-1843 ท่านบาทหลวงฌอง บัปติสต์ ปัลเลอกัว ได้มาเป็นเจ้าอธิการวัดคอนเซ็ปชัญ ท่านได้พยายามทะน ุบำรุงวัดคอนเซ็ปชัญให้เจริญมากขึ้น โดยปกติท่านบาทหลวง ฌอง บัปติสต์ ชอบสะสมความรู้เกี่ยวภาษา ฝรั่งเศส อังกฤษ ลาติน และภาษาไทย เอาใจใส่ศึกษาสอบสวนจนได้ว่าเป็นผู้หนึ่งที่มีความรู้หลักแหลมใน 4 ภาษานี้ ได้เรียบเรียงพจนานุกรม 4 ภาษาขึ้นเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือขนาดใหญ่และยังร้อยกรองเรื่องอื่นๆ เป็นหนังสือสำคัญไว้อีกหลายเรื่อง


         ในส่วนบำรุงวัด สมัย บาทหลวง ฌอง บัปติสต์  มีผู้ไปสวดมนต์ภาวนาที่วัดมา กขึ้น ท่านเห็นว่าวัดน้อยคับแคบไม่พอจำนวนผู้ไปสวดมนต์ จึงดำริสร้างวัดขึ้นใหม่อีก คือวัดใหญ่ที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ แต่ระระฆังคงใช้ของเก่าซึ่งมีอยู่แล้วที่มุมกำแพงวัดด้านใต้ ภายหลังได้สร้างกำแพงรอบวัดใหม่ เป็นที่สง่างามแก่วัดยิ่งขึ้น และอัญเชิญรูปพระแม่เจ้า (ที่นำมาจากเมืองเขมร) ประดิษฐานไว้ในวัดใหม่ด้วย) การสร้างวัดใหม่ สำเร็จเรียบร้อยใน ค.ศ.1938 พอดีที่ท่านได้เลื่อนสมณะศักดิ์ขึ้นเป็นพระสังฆราช กระทำพิธีอภิเษกพระสังฆราชตามลัทธินิยมในวัดที่สร้าง ใหม่นี้เอง
 
รูปสลัก พระรูปพระแม่เจ้า ( รัตน์ รัตนา...รวบรวม )
 
 วัดคอนเซ็ปชัญมีวัตถุอันล้ำค่าอยู่สิ่งหนึ่ง ที่ชาวบ้านต่างเคารพบูชาและหวงแหนอย่างที่สุด วัตถุนั้นคือ รูปสลักพระรูปพระแม่เจ้าพระนางมหามารีอา พระรูปสลักนี้มีขนาดสูงประมาณ 100 เมตร แกะสลักด้วยฝีมือประณีตบรรจง และลงรักปิดทองสวยงามหาที่ติมิได้ การได้มาซึ่งพระรูปสลักนี้ มีเรื่องปรากฏเป็นหลักฐาน อยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ว่า เมื่อ พ.ศ.2325 ซึ่งตรงกับ ค.ศ.1782 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ได้สร้างกรุงเทพมหานคร ได้เกิดการจลาจลขึ้นในเมืองเขมร เวลานั้นพระยายมราช(แบน) ได้ตั้งตัวเป็นที่ฟ้าทละหะปกครองกัมพูชา ในขณะเดียวกันได้มีขุนนางเขมรบางนายได้คบคิดกับพวกแขกจามเมืองตะโบงคะมุม ยกกองทัพเรือจะไปกำจัดพระยายมราช(แบน)  พระยายมราช (แบน) เห็นว่าจะต่อต้านไม่ไหว จึงได้เกลี้ยกล่อมพวกเขมรที่นับถือศาสนาคริสตัง และอัญเชิญนักองเมน นักองอี นักองเภา
 
           ซึ่งเป็นพระขนิษฐาของสมเด็จพระนารายณ์ราชากษัตริย์เขมร และนักองเองราชบุตรของสมเด็จพระนารายณ์ราชา หลบเข้ามาเมืองไทย ขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ซึ่งได้ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ทะนุบำรุงเจ้านายของเขมรไว้เยี่ยงพระราชโอรสและราชธิดาของพระองค์ ส่วนชาวเขมรที่เข้ามาด้วย 500 คนนั้น ได้โปรดเกล้าฯให้ชาวเขมร 500 คนมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่วัดคอนเซ็ปชัญ ก็ด้วยทรงเห็นว่าในหมู่บ้านนี้มีชาวโปรตุเกสซึ่งเป็นคริสตัง อาศัยอยู่ก่อนแล้วและชาวเขมรเหล่านั้นก็เป็นคริสตังเช่นเดียวกัน จึงเห็นควรให้อยู่ด้วยกัน เพื่อจะได้ถือปฏิบัติทางศาสนกิจร่วมกันต่อไป
 
           ชาวเขมรที่อพยพมาคราวนั้น ได้อัญเชิญพระรูปสลักพระแม่เจ้าพระนางมารีอาดังกล่าวข้างต้นเข้ามาด้วย และได้ประดิษฐานพระรูปนั้นไว้ในวัดคอนเซ็ปชัญ เพื่อเป็นที่เคารพสักการะของคนในหมู่บ้านนั้น คือชาวโปรตุเกสซึ่งมาอยู่ก่อน และชา วเขมรที่ได้มาอยู่ในภายหลังนี้ด้วย ทั้งสองพวกต่างอยู่ด้วยกันอย่างสนิทสนมกลมเกลียวด้วยความผาสุขตลอดมา

           ต่อมาเหตุการณ์ในเมืองเขมรสงบราบคาบ ได้มีชาวเขมรที่อพยพหนีภัยเข้ามาพึ่งโพธิสม ภารบางหมู่เห็นว่าบ้านเมืองของตนสงบเรียบร้อยดีแล้ว จึงใคร่จะกลับไปยังภูมิลำเนาเดิม ณ เมืองเขมร ในที่สุดได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ อนุญาตให้ชาวเขมรที่ต้องการกลับ กล ับคืนสู่ภูมิลำเนาของตนได้ตามความประสงค์และในการกลับคืนบ้านเกิดเมืองนอนของชาวเขมรเหล่านั้น ก็ได้อัญเชิญพระรูปสลักพระแม่เจ้าลงเรือเพื่อนำกลับไปเมืองเขมรด้วย
 
“แม่พระตุ้งติ้ง” เพราะแต่เดิมแม่พระใส่ตุ้มหูห้อยตุ้งติ้งไว้ทั้งสองข้าง รูปแม่พระองค์นี้ทำด้วยไม้
 
 

          
           ในตอนนี้ได้มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า ขณะที่อัญเชิญพระรูปสลักพระแม่เจ้าไปนั้นได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้น คือเรือ ที่อัญเชิญพระรูปพระแม่เจ้าไปนั้น เมื่อแจวออกไปไม่ไกลนัก เรือก็หยุดอยู่นิ่งกับที่ คนแจวพยายามแจวเท่าไรเรือก็ไม่ยอมเดินหน้า แม้จะเพิ่มคนแจวเข้าไปอีกเรือก็มิได้แล่นต่อไป เป็นเหตุให้เกิดความพิศวงมาก มีชาวเขมรบางคนสงสัยว่า อาจจะเป็นเพราะอำนาจปาฏิหาริย์ของพระรูปพระแม่เจ้า ที่มีพระประสงค์จะประทับอยู่ที่วัดคอนเซ็ปชัญก็อาจเป็นได้ จึงได้ทดลองแจวเรือกลับมาทางวัดคอนเซ็ปชัญ คราวนี้เรือก็ยอมแล่นกลับโดยง่ายดาย แต่ครั้นทดลองแจวเรือกลับไปทางเก่าอีก เรือก็ไม่ย อมขยับเขยื้อน ได้กระทำอยู่เช่นนี้หลายครั้งหลายหน ก็คงเป็นอยู่ในลักษณะเดิม ชาวเขมรที่จะกลับเมืองเขมรก็แน่ใจว่า พระแม่เจ้ามีพระประสงค์จะให้พระรูปสลักนี้ประทับอยู่ที่วัดคอนเซ็ปชัญ จึงได้อัญเชิญพระรูปกลับมาประดิษฐานไว้ ณ วัดคอนเซ็ปชัญ แล้วพวกเขาก็เดินทางกลับเมืองเขมรโดยสวัสดิภาพ และพระรูปสลักรูปพระแม่เจ้าพระนางมหามารีอาก็ได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดคอนเซ็ปชัญตราบเท่าทุกวันนี้
 
 
                                    
                                                 แท่นเล็ไม้สัก                                             ตู้ศีล

           เกี่ยวกับพระรูปพระแม่เจ้านี้ ได้มีเรื่องเล่าต่อๆ มาว่า ตั้งแต่ได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดคอนเซ็ปชัญนี้แล้ว ความเลื่อมใสศรัทธาในพระรูปนี้ไปแพร่หลายออกไป มีผู้นิยมนับถือมากขึ้น มีอยู่คราวหนึ่งคือเมื่อ ค.ศ. 1849 ได้เกิดอหิวาตกโรคระบาด ทำให้ชาวกรุงเทพฯ ล้มตายเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านวัดคอนเซ็ปชัญ จึงได้ตกลงประชุมพร้อมกันให้อัญเชิญพระรูปพระแม่เจ้าแห่ไปตามหมู่บ้านจนทั่ว พร้อมทั้งสวดอ้อนวอนขอพระมหากรุณาต่อพระผู้เป็นเจ้าได้โปรดบำบัดโรคร้ายนี้ ปรากฏว่าหลัง จากได้แห่พระรูปพระแม่เจ้าแล้ว รุ่งขึ้นโรคร้ายก็สงบ ผู้ที่กำลังทรมานด้วยโรคก็หายรอดชีวิตได้จำนวนมาก ทั้งนี้เข้าใจกันว่าเนื่องจากพระบารมีของพระแม่เจ้าคุ้มครอง และด้วยความเลื่อมใสศรัทธาอันแรงกล้าของชาวบ้านนั้นเอง ซึ่งเรื่องนี้ได้อยู่ในความทรงจำของชาววัดค