![]() | |||||
บทที่ 3 พระเยซูเจ้าทรงเข้าอยู่ในสังคมและชีวิตของชาวปาเลสไตน์ ได้อย่างครบครัน พระองค์ทรงเป็นชาวยิวที่ทรงรู้ดีในวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของประชากรของพระองค์ พระองค์ทรงเป็น อาจารย์ ที่ตรัส ที่ถกถียงที่รู้ และที่อ้างพระคัมภีร์เหมือนอาจารย์แห่งอิสราเอลทั้งหลาย (เทียบ ยน 3:10) ทว่า การประทับอยู่ ท่าที และคำสอนของพระองค์นั้นนำมาซึ่งความใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ทหารยามของพระวิหารที่ได้รับคำสั่งให้มาจับกุมพระองค์ต่างพูดด้วยความพิศวงว่า ไม่มีคนใดที่พูดจาเหมือนกับชายคนนี้ (ยน 7:46) นับตั้งแต่เมื่อทรงเทศน์สอน ประชาชนต่างก็รู้แก่ใจว่าพวกเขากำลังรับฟังสิ่งที่ไม่คาดคิด ไม่เคยได้ยินมาก่อนและรู้สึกปร ะทับใจมาก บางคนถึงขนาดรู้สึกเกรงกลัว อย่างเช่นที่เมืองคาเปอรนาอุม ทุกคนต่างประหลาดใจ จึงถามกันว่า นี่มันเรื่องอะไร เป็นคำสอนแบบใหม่ที่มีอำนาจเขาสั่งแม้กระทั่งปีศาจและมันก็เชื่อฟัง (มก 1:27) ฤทธิ์อำนาจของพระองค์ในการรักษาโรคก่อให้เกิดความทึ่งแกมพิศวงในหมู่ประชาชน แต่สิ่งที่เราอยากให้ความสนใจคือความประทับใจและพลังที่ประชาชนเห็นในประกาศกหนุ่มจากนาซาเร็ธซึ่งไม่ซ้ำแบบใคร แตกต่างจากที่พวกเขาได้พบเห็นในบ รรดาคัมภีร์ราจารย์โดยสิ้นเชิง บรรดาคัมภีร์ราจารย์ได้แต่เพียงวิเคราะห์พระคัมภีร์และพยายามตีความเพื่อสอนประชาชน แต่พระเยซูเจ้าทรงสัมผัสและเป็นหนึ่งกับความจริงที่ทรงประกาศสอน ดังที่พระองค์ทรงยืนยันในศาลาธรรมเมืองนาซาเร็ธ ในวันนี้ข้อความจากพระคัมภีร์ที่ท่านได้ยินกับหูอยู่นี้เป็นความจริงแล้ว (ลก 4:21) พระเยซูเจ้าทรงทำให้มรดกแห่งความจริงที่อิสราเอลได้รับส่งทอดมาและคอยดูแลรักษาไว้นั้น มีคุณค่าอีกแบบพระองค์ทรงแพร่หลายสารที่ไม่เคยได้ยินกันมาก่อน ซึ่งบางอย่างไปขัดกับความเชื่อถือที่ส่งทอดกันมาและก่อให้เกิดวิกฤติในสิ่งที่ไม่มีใครกล้าสงสัยมาก่อน แม้จะทรงมีความสัตย์ซื่อและเชื่อถือในคำสอนของศาลาธรรมที่ได้รับการเผยแสดงผ่านทางอับราฮัม โมเสส ดาวิด ประกา ศก ฯลฯ แต่กระนั้นก็ดี ในหลายอย่างพระองค์ไม่ทรงเห็นด้วย หรือจะพูดอีกนัยหนึ่ง ทรงสวนกระแส ซึ่งก่อให้เกิดปฏิกิริยาจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและศาสนาไม่น้อย พระองค์ไม่ทรงถือเรื่องอาหารสะอาดและอาหารไม่สะอาดตามการกำหนดของกฎ พระองค์ทรงถือว่าในแผนการของพระผู้สร้าง สัตว์ทุกชนิดสามารถใช้เป็นอาหารได้ ในพระวรสาร เราจะเห็นปฏิกิริยาของผู้มีหน้าที่ถือกฎหมายต่อท่าทีของพระเยซูเจ้า พระเยซูเจ้าทรงเรียกประชาชนเข้าม า ตรัสว่า จงฟังและเข้าใจเถิด สิ่งที่เข้าไปทางปากไม่ทำให้มนุษย์มีมลทิน แต่สิ่งที่ออกมาจากปากต่างหากทำให้มนุษย์มีมลทิน บรรดาศิษย์เข้ามาทูลพระองค์ ว่า พระองค์ทรงทาบหรือไม่ว่าพวกฟารีสีไม่พอใจเมื่อได้ยินสิ่งที่พระองค์ตรัส (มธ 15:10-12) แม้แต่มีคนไม่พอใจในเรื่องนี้ แต่พระองค์ก็ไม่ทรงโอนอ่อนตามหรือรอมชอมด้วย เมื่ออยู่ในบ้านตามลำพังกับศิษย์แล้ว พ ระองค์ก็ทรงอธิบายว่า สิ่งต่าง ๆจากภายนอกที่เข้าไปในมนุษย์นั้นทำให้เขาเป็นมลทินไม่ได้ เพราะมันไม่ได้เข้าไปในใจ แต่ลงไปในท้อง แล้วออกไปจากร่างกายดังนี้ ทรงประกาศว่า อาหารทุกชนิดไม่เป็นมลทิน พระองค์ยังตรัสอีกว่า สิ่งที่ออกจากภายในมนุษย์นั้นแหละทำให้เขามีมลทิน จากภายในคือจากใจมนุษย์นั้นเป็นที่มาของความคิดชั่วร้าย การปร
ะพฤติผิดทางเพศ การลักขโมย การฆ่าคน การมีชู้ ความโลภ การทำร้าย การฉ้อโกง การสำส่อน ความอิจฉา การใส่ร้าย ความหยิ่งยโส ความโง่เขลา สิ่งชั่วร้ายทั้งหมดนี้ออกมาจากภายใน และทำให้มนุษย์มีมลทิน (มก 7:18-23) พระเยซูเจ้าทรงสวนกระแสเมื่อทรงประกาศว่า ความร่ำรวยไม่ใช่โชค แต่เป็นความเสี่ยง คนที่มีจิตใจยากจนถือว่าเป็นค นมีบุญ (เทียบ มธ 5:3; ลก 6:20-25) คำสอนของพระองค์สร้างความประหลาดใจให้แก่สาวกมาก พระเยซูเจ้าตรัสแก่บรรดาศิษย์ว่า เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนมั่งมีจะเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ได้ยากเราบอกท่านอีกว่า อูฐจะลอดรูเข็มยังง่ายกว่าคนมั่งมีเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ เมื่อบรรดาศิษย์ได้ยินเช่นนั้นต่างรู้สึกประหลาดใจมาก จึงทูลถามว่า แล้วดังนี้ใครเล่าจะรอดพันได้ พระเยซูเจ้าทอดพระเ
นตรบรรดาศิษย์ แล้วตรัสว่า สำหรับมนุษย์เป็นไปไม่ได้ แต่สำหรับพระเจ้า ทุกอย่างเป็นไปได้(มธ 19:23-26) มีการยอมรับการหย่าร้างในสังคมกรีก โรมัน และในสังคมโบราณหลายแห่ง แม้ในสังคมอิสราเอลก็มีการปฏิบัติเหมือนกัน ส่วนเหตุผลเพื่อการหย่าร้างนั้น มีความคิดเห็นหลากหลายในกลุ่มอาจารย์สอนศาสนา แม้จะมีการอนุญาตโดยกฎของโมเสส แต่พระเยซูเจ้าทรงประกาศอย่างชัดเจนว่า ผู้ใดหย่าร้างภรรยาและแต่งงานกับอีกคนหนึ่ง ก็ทำผิดประเวณีต่อภรรยาคนเดิม และถ้าหญิงคนหนึ่งหย่ากับสามี ไปแต่งงานกับอีกคนหนึ่ง ก็ทำผิดประเวณีเช่นเดียวกัน (มก 10:11-12) และเพื่อยืนยันชัดเจนว่าไม่มีใครสามารถฝ่าฝืนกฎข้อนี้ได้ แม้เพื่อความดีของฝ่ายที่ถูกทอดทิ้งไปและไม่ต้องการจะหย่า พระองค์ทรงเสริมว่า ผู้ใดที่แต่งกับหญิงที่หย่าร้าง ก็ล่วงประเวณีด้วย (มธ 5:32) ในเรื่องนี้ พระองค์ทรงแสดงให้เห็นชัดเจนว่าพระองค์สวนกระแส พวกศิษย์ถึงกับถามพระองค์เชิงประชดประชันว่า ถ้าสภาพของสามีกับภรรยาเป็นเช่นนี้ ไม่แต่งงานเลยจะดีกว่า (มธ 19:10) ถึงแม้สาวกจะมีท่าทีประชดประชันเกี่ยวกับการแต่งงาน พระเยซูเจ้าก็ทรงเสนอความเป็นไปได้ของการถือความบริสุทธิ์ค รบครัน ซึ่งตรงข้ามกับความคิดเห็นของชาวยิวและชนชาติอื่น ๆ สมัยนั้น พระองค์ตรัสตอบสาวกว่าไม่ทุกคนเข้าใจคำสอนนี้ คนที่เข้าใจคือคนที่พระเจ้าประทานให้ เพราะว่าบางคนเป็นขันทีตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา บางคนถูกมนุษย์ทำให้เป็นขันที และบางคนทำตนเป็นขันทีเพราะเห็นแก่อาณาจักรสวรรค์ ผู้ที่เข้าใจได้ ก็จงเข้าใจเถิด (มธ 19:10-12) ไม่มีใครในชน
ชาติอิสราเอลเคยได้ยินความเห็นที่ขัดแย้งเช่นนี้มาก่อน เป็นความเห็นที่ท้าทายและก่อให้เกิดปฏิกิริยากันทั่วหน้า
พระเยซูเจ้าได้รับความสว่างและพลังมาจากไหนจึงทำให้พระองค์ทรงมั่นใจและกล้าหาญในพระวาจาและการกระทำของพระองค์อย่างไม่เหมือนใครเช่นนี้มีอะไรเป็นแหล่งที่บันดาลความคิด การตัดสินใจและพฤติกรรมไม่ธรรมดาของพระอาจารย์ผู้นี้ อะไรเป็นที่มาของการแสดงออกและการกระทำของพระองค์ในการสั่งสอนความจริงด้วยความสัตย์ซื่อต่อความเชื่อดั้งเดิมแต่ก็ทำให้เป็นความใหม่และสร้างความทึ่งให้แก่ทุกคนได้ การค้นหาแง่จิตวิทยาของพระเยซูเจ้าจะทำให้เราเข้าถึงแหล่งที่มาของความลับนี้ การค้นคว้าดังกล่าวนี้เรากระทำไปภายใต้การชี้นำของสิ่งที่มีเขียนในพระวรสาร สิ่งแรกที่เราเห็นได้อย่างชัดเจนคือ พระวรสารบอกเราว่า สิ่งที่เป็นหัวใจและชีวิตภายในของพระเยซูเจ้าคือความสำนึกถึงพระบิดาเจ้า ความสำนึกว่าพระเจ้าทรงเป็นพระบิดา เป็นท่าทีฝ่ายจิตของชาวยิว ประกาศกโฮเชยาได้บรรยายถึงความรักและความเอ
าใจใส่เยี่ยงบิดาของพระเจ้าต่อชนชาติอิสราเอลด้วยภาพลักษณ์ที่น่าประทับใจมาก ความเป็นบิดาของพระเจ้าอยู่ในความสัมพันธ์กับประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร เราคือบิดาสำหรับชนชาติอิสราเอล (
ยรม 31:9) บ่อยครั้งที่เราพบในบันทึกของประกาศกว่าพระเจ้าทรงรำพึงรำพัน ถ้าเราเป็นบิดาเกียรติที่เราพึงได้รับอยู่ที่ไหน (มคา 1:6) พระเจ้าแห่งอิสราเอลยังได้ชื่อว่าเป็น บิดาของเด็กกำพร้าและผู้ปกป้องหญิงม่าย (สดด 88:6) และ ดังบิดาที่มีความเม
ตตาต่อบุตร พระเจ้าทรงเมตตาทุกคนที่ยำเกรงพระองค์ (สดด 103:13) เช่นนี้ผู้ชอบธรรมทุกคนสามารถอวดอ้างได้ว่า มีพระเจ้าเป็นพระบิดา (ปชญ 2:6) ไม่มีใครในอิสราเอลที่มีประสบการณ์แห่งความเป็นบิดาของพระเจ้าได้แจ่มชัด น่าประทับใจ และสนิทแน่นเหมือนกับพร ะเยซูเจ้า ความทรงจำที่เร่าร้อนและเต็มด้วยความรักต่อพระบิดาแทรกซึมเข้าไปในคำพูด การกระทำและแต่ละช่วงเวลาแห่งชีวิตของพระองค์ พระวรสารแต่ละหน้าบ่งบอกความจริงนี้ได้ดี พ่อแม่ไม่รู้หรือว่าลูกต้องอยู่ในบ้านของพระบิดาของลูก ? (ลก 2:49) นี่คือคำพูดแรกของพระเยซูเจ้าที่มีการบันทึกไว้ และคำพูดสุดท้ายคือ พระบิดาเจ้าข้า ข้าพเจ้ามอบจิตของข้าพเจ้าไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ (ลก 23:46) เราอาจพูดได้ว่า ระห ว่างสองคำพูดนี้ คำพูดทุกคำของพระองค์มีบ่งบอกถึงตัวพระบิดาและแผนการแห่งความรอดของพระองค์ เพื่อจะได้อยู่กับพระบิดาเจ้าอย่างเต็มที่ พระเยซูเจ้าทรงเลือกช่วงเวลาแห่งความเงียบและการอยู่ตามลำพังในแต่ละวันเพื่อการนี้ พระองค์ทรงภาวนาเมื่อรับพิธีล้างที่แม่น้ำจอร์แดน (เทียบ ลก 3:21) ทรงภาวนาก่อนที่รักษาคนเจ็บคนป่วยที่ถูกนำมาให้
พระองค์รักษา (เทียบ มก 7:34;9:29; ยน 11:41; มธ 14:19) ทรงภาวนาตลอดทั้งคืนก่อนจะทรงเลือกสาวก (เทียบ ลก 6:12-15) ทรงภาวนายืดยาวเมื่อจบการรับประทานอาหารค่ำครั้งสุดท้าย (เทียบ ยน 17:1-26) ทรงภาวนาเพื่อเตรียมตัวเผชิญกับความทรมานอันโหดร้าย (เทียบ มธ 26:36-42; มก 14:32-39; ลก 22:39-46) พระเยซูเจ้าตรัสอะไรกับพระบิดาเจ้าบ้าง ความรู้สึกหลักๆ ที่ทำให้การสวดภาวนาของพระองค์เป็นมาตรฐานของการภาว นาของเราคือ การนมัสการและการสรรเสริญ (เทียบ มธ 11:25) การโมทนาคุณ (เทียบ ยน 11:41) การวอนขอเพื่อพระสิริมงคลของพระเจ้า (เทียบ ยน 12:28:ข้าแต่พระบิดา ขอให้พระนามของพระองค์จงเป็นที่สักการะ) การวอนขอสำหรับเพื่อน (ยน17:11: โปรดเฝ้ารักษาบรรดาผู้ที่ทรงมอบให้ข้าพเจ้าไว้ในพระนามของพระองค์) ภาวนาเพื่อศัตรู (เทียบ ลก23:34 : พระบิดาเจ้าข้าโปรดอภัยความผิดแก่เขาเถิด เพราะเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร) มีสิ่งเ
ดียวที่พระเยซูเจ้าไม่ต้องมีในการภาวนาคือการเป็นทุกข์สำหรับคามผิดที่ได้ทำ และความหวั่นเกรงและหวาดกลัวที่เรารู้สึกเมืออยู่ต่อหน้า พระผู้ศักดิ์สิทธิ์ เราเข้าใจได้ว่า ทำไมพระเยซูเจ้าจึงทรงมีความสงบต่อหน้าความคิดเห็นรุนแรงและพฤติกรรมก้าวร้าว ความเป็นหนึ่งเดี ยวกับพระบิดาฉันลูกให้ความสว่างแก่พระองค์มากกว่าเหตุผลประสามนุษย์ และให้พลังแก่พระองค์ ในการรักษาที่ทีแจ่มใส ทั้งในเวลาที่ทรงอยู่ท่ามกลางประชาชน หรือเมื่อทรงอยู่ตามลำพัง พระวรสารพูดถึงการที่พระเยซูเจ้าทรงปลีกคัวไปในที่เปลี่ยว โดยเฉพาะ เมื่อไม่ทรงต้องการให้ใครสร้างเงื่อนไขให้แก่พระองค์ พระองค์เสด็จไปบนภูเขาตามลำพัง (ยน6:15) นอกนั้น ความสันโดษของพระองค์ไม่ใช่ความเปล่าเปลี่ยว เราไม่อยู่คนเ
ดียว เพราะพระบิดาทรงอยู่กับเรา (ยน16:32;8:16,29 ) สิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงสนใจคือการเป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดาเจ้า และการคล้อยตามพระประสงค์ของพระบิดาพระองค์ทรงยืนยันแข็งขันว่า อาหารของเราคือการทำตามพระประสงค์ของพระผู้ทรงส่งเรา และประกอบภารกิจของพระองค์ให้สำเร็จลุล่วงไป (ยน 4:34 ) การทำตามพระประสงค์ของพระบิดาไม่ใช่สิ่งที่ง่ายสำหรับพระเยซูเจ้าเสมอไป ดังที่เราเห็นได้ในการเข้าตรีทูตของพระองค์ในสวนเกทเสมนี พระบิดาเจ้าข้า ถ้าเป็นไปได้ ขอให้ถ้วยนี้พันข้าพเจ้าไปเถิด ถ้าเป็นไปไม่ได้ขออย่าให้เป็นไปตามใจข้าพเจ้า แต่ให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์เถิด (มธ 26:39) ผู้เขียนจดหมายถึงชาวฮีบรูได้กล่าวถึงแง่นี้ไว้ได้อย่างดี ซึ่งทำให้เราแปลกใจแต่ก็พอเข้าใจได้ พระองค์ทรงอธิษฐาน ทูล ขอ คร่ำครวญ และร่ำไห้ต่อพระเจ้าผู้ทรงช่วยพระองค์ให้พันความตายได้ พระเจ้าทรงสดับฟังเพราะความเคารพยำเกรงของพระเยซูเจ้า ถึงแม่ว่าพระเยซูเจ้า ทรงเป็นพระบุตร ก็ยังทรงเรียนรู้ที่จะนอบน้อมเชื่อฟังโดยการรับทรมาน (ฮบ 5:7-8) ใช่ พระบิดาเจ้า (มธ 11:26) เป็นคำสั้น ๆ ที่พระเยซูเจ้าทรงกล่าว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงชีวิตภายในของพระองค์และเป็น
ที่มาของทุกสิ่งที่พระองค์ตรัสและกระทำ นักบุญเปาโลได้มีความคิดเดียวกันเมื่อเขียนว่า พระเยซูคริสตเจ้า...ไม่ตรัส ใช่ และ ไม่ ทว่านพระองค์มีแต่ ใช่ อย่างเดียว (2 คร 1:19)
การถวายพระนามพระเจ้า เป็น พระบิดา เป็นสิงที่ชาวอิสราเอลทำด้วยความชัดเจนและต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงลักษณะทุกอย่างที่คำนี้บ่งบอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของความรักที่พระผู้สร้างทรงมีต่อมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ พระบิดาทรงรักพวกท่าน (ยน 16:27) เป็นความจริงที่ซื่อ ๆ แต่วิเศษสุดซึ่งพระเยซูเจ้าได้ทรงมอบให้สาวกเป็นมรดก พระเจ้าของพระเยซูคือพระเจ้าที่ทรงรักและเอาใจใส่ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น แม้กระทั่งนกกระจอกที่บินในท้องฟ้าและดอกไม้ในทุ่งหญ้า (เทียบ มธ 6:26-30) สาอะไรกับลูกของอาดับที่พระองค์ทรงรักและให้การดูแลเอาใจใส่อย่างที่สุด โดยไม่คำนึงถึงพฤติกรรมของพวกเขา พระองค์โปรดให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นเหนือคนดีและคนชั่ว โปรดให้ฝนตกเหนือคนชอบธรรมและคนอธรรม (มธ 5:45) นักบุญยอห์นเขียนในจดหมายฉบับที่หนึ่ง ประโยคสั้น ๆ ว่า พระเจ้าคือความรัก (1ยน 4:8) แต่ก็สามารถสรุปความคิดของพระอาจารย์เดี่ยวกับพระเจ้าได้ดียิ่ง ลูกน่าจะเหมือนพ่อ สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับพระบิดาต้องกลับกลายเป็นชีวิตของเรา จงเป็นคนดีอย่างสมบูรณ์ดังที่พระบิดาเจ้า สวรรค์ของท่านทรงความดีอย่างสมบูรณ์เถิด (มธ 5:48) แน่นอนว่าเราคงจะบรรลุเป้าหมายนี้ไม่ได้ แต่ก็เป็นการเชื้อเชิญให้เราทำตัวเราให้เหมือนพระบิดาในความรักต่อผู้อื่น หรือจะพูดอีกนัยหนึ่ง การกระทำของเราต้องได้รับแรงบันดาลใจจากความรัก นั่นเอง พระเยซูเจ้าทรงสอนว่า จงเป็นผู้เมตตากรุณาดังที่พระบิดาของท่านทรงพระเมตตากรุณาเถิด (ลก 6:36) แล้วทรงเสริ มอีกว่า นี่คือบทบัญญัติของเรา ให้ท่านทั้งหลายรักกันและกัน เหมือนดังที่เรารักท่าน (ยน 15:12) ความรักต้องตอบด้วยความรัก ความรักที่พระบิดาเจ้าทรงมีต่อลูก ๆ เรียกร้องให้ลูก ๆ รักกันและกันเพื่อเห็นแก่พระองค์ นี่คือแก่นของศาสนา จึงไม่ต้องแปลกใจที่พระเยซูเจ้าทรงสรุปพระบัญญัติของอิสราเอลลงมาเหลือแค่พระบัญญัติแห่งความรัก มีคนหนึ่งเป็นบัณฑิตทางกฎหมายได้ทูลถามเพื่อจะจับผิดพระองค์ว่า พระอาจารย์ บทบัญญัติข้อใดเป็นเอกในธรรมบัญญัติ พระเยซูตรัสตอบว่า ท่านจะต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญาของท่าน นี่คือบทบัญญัติเอกและเป็นบทบัญญัติแรก บทบัญญัติประการที่สองก็เช่นเดียวกัน คือท่านต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง ธรรมบัญญัติและคำสอนขอ
งบรรดาประกาศกก็ขึ้นอยู่กับบทบัญญัติสองประการนี้ (มธ 22:35-40) พระเยซูเจ้าทรงสวนกระแสทัศนคติของเพื่อนร่วมชาติของพระองค์ที่เอาแต่เน้นความรักชาติเป็นใหญ่ ครั้งหนึ่ง ที่ศาลาธรรมเมืองนาซาเร็ธ พระองค์ทรงยกประเด็นให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้เลอเลิศไปกว่าชาติอื่น ในแผนการของพระเจ้าโดยยกตัวอย่า งเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ให้เห็น ในสมัยประกาศกเอลียาห์ เมื่อฝนไม่ตกเป็นเวลาสามปีหกเดือนและเกิดความอดอยากครั้งใหญ่ทั่วแผ่นดิน มีหญิงม่ายหลายคนอิสราเอล แต่พระเจ้ามิได้ทรงส่งประกาศกเอลียาห์ไปหาหญิงม่ายเหล่านี้ นอกจากหญิงที่เมืองศาเรฟัท ในเขตเมืองไซดอน ในสมัยประกาศกเอลีชา มีคนโรคเรื้อนหลายคนในอิสราเอล แต่ไม่มีใครได้รับการรักษาให้หายจากโ
รค นอกจากนาอามานชาวซีเรียเท่านั้น เมือคนที่อยู่ในศาลาธรรมได้ยินเช่นนี้ ทุกคนโกรธเคืองยิ่งนัก จึงลุกขึ้นขับไล่พระองค์ออกไปจากเมือง นำไปที่หน้าผาของเนินที่เมืองตั้งอยู่ ตั้งใจจะผลักพระองค์ลงไปแต่พระองค์ทรงดำเนินฝ่ากลุ่มคนเหล่านั้น แล้วเสด็จจากไป (ลก 4:25-28) ไม่เคยมีใครที่ยืนยันถึงความเป็นสากลแห่งการเป็นบิดาของพระเจ้าได้เข้มข้นและหนักแน่นไปกว่าพระเยซูเจ้า พระองค์ ทรงเตือนผู้ที่ฟังพระองค์ให้สำนึกใน พระบิดาของเรา พระบิดาของท่านที่ประทับอยู่ในสวรรค์ พระบิดาเจ้าสวรรค์ของพวกท่าน พระบิดาของพวกท่านที่ทรงเห็นที่เร้นลับ อันเป็นความจริงสูงส่งที่อยู่ในแก่นของสิ่งที่พระองค์สอน ก่อนพระองค์ ไม่มีใครเคยพูดอย่างชัดเจนว่า ความรักเป็นดังจิตวิญญาณ เป็นความหมาย เป็นสุดยอดแห่งความสัมพันธ์กับพระเจ้า และเป็นท่าทีฝ่ายจิตที่สำคัญซึ่งจะต้องควบคุมการดำเนินชีวิตร่วมกันของมนุษย์ ก่อนพระองค์ ไม่มีใครตีความด้านมนุษย์วิทยา โดยให้เน้นความสำคัญอันดับแรกแก่ ดวงใจ กล่าวคือ ชีวิตภายในที่ต้องมาก่อนท่าทีภายนอก ทั้งหมดนี้บอกให้เรารู้ว่าศาสนาคริสต์อยู่ในแก่นของประวัติศาสตร์แห่งความเลื่อมใสศรัทธา เป็นสิ่งน่าทึ่งและเป็นการปฏิวัติแห่งทัศนคติอย่างแท้จริง กระนั้นก็ดี เรายังเข้าไม่ถึงเหตุผลแห่งการไม่เหมือนใครของประกาศกแห่งนาซาเร็ธผู้นี้ ตลอดจนแก่นแห่งชีวิตภายในขอ
งพระองค์ และที่มาแห่งเอกลักษณ์แท้ ๆ ของพระองค์ เราเพียงแค่อยู่ชายขอบจิตวิทยาที่ไม่ซ้ำแบบใครของพระองค์ เรายังไม่ได้รับกุญแจที่เปิดเข้าไปถึงบุคลิกภาพยิ่งใหญ่ของพระองค์ซึ่งตลอดสองพันปีที่ผ่านมามีอิทธิพลเหนือชีวิตจิตของมนุษยชาติ
สิ่งที่ทำให้พระเยซูแห่งนาซาเร็ธทรงแตกต่างจากทุกคนคือความตระหนักใจในความสัมพันธ์กับพระเจ้าแห่งอิสราเอลในความสัมพันธ์กับพระเจ้าแห่งอิสราเอลในความหมายแห่งความเป็นจิรงและเฉพาะเจาะจงแค่พระองค์ผู้เดียว การที่พระองค์ถือว่า พระผู้สร้างสวรรค์และแผ่นดินเป็น พระบิดา ก็เพราะว่าพระองค์ทรงทรงทราบว่าพระองค์คือพระบุตรของพระเจ้า ความเป็นบุตรของพระองค์จึงเฉพาะเจาะจง ไม่มีความสับสน และแท้จริงอย่างที่ไม่มีใครสามารถเป็นได้ พระองค์ตรัสซ้ำบ่อย ๆว่า พระเจ้าทรงเป็น พระบิดาของข้าพเจ้า ความรู้สึกทุกอย่าง คำพูดทุกคำ กิจการทุกอย่างของพร
ะองค์ ได้รับแรงบันดาลใจและควบคุมโดยความตระหนักใจนี้ ซึ่งก่อให้เกิดความทึ่งในทุกคนที่พบเห็นพระองค์ คนอื่น ๆ เป็น พี่น้องของพระองค์ เพราะทุกคน เป็นบุตรของพระเจ้า บางครั้งพระองค์ก็ทรงเรียกคนอื่นๆ ว่า น้องคนเล็กของเรา (เทียบ มธ 25 : 40 ) พระองค์ทรงบอกมารีย์ ชาวมักดาลาว่า จงไปหาพี่น้องของเรา (เทียบ ยน 20:17) ทว่า ความเป็นบุตรของคนอื่น ๆ ไม่เหมือนกับที่พระองค์ทรงเป็น โดยเฉพาะเมื่อทรงสอนคนอื่นให้สวดภาวนา เมื่อพวกท่านสวดภาวนาจงสวดดังนี้ ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย...(มธ6:9) ในพระวรสาร มีการพูดถึงการที่พระเยซูเจ้าทรงยืนยันว่าพระเจ้าทรงเป็น พระบิดาของข้าพเจ้า และ พระบิดาของพวก ท่าน ที่สอดคล้องกันอย่างต่อเนื่องและชัดเจน แม้กระทั่งในแง่ประวัติศาสตร์ก็มีความคล้องจองกันในเรื่องนี้ ทุกคนไม่ว่าผู้ที่เชื่อหรือผุ้ที่ไม่เชื่อ ต่างก็ไม่สงสัยเลยว่า พระเยซูแห่งนาซาเร็ธทรงมีความเชื่อมั่นว่าพระองค์ทรงเป็นบุตรของพระเจ้าแห่งอิสราเอลต่างกับมนุษย์ทุกคน ไม่มีมนุษย์คนใด ไม่มีอาจารย์คนใด ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่แค่ไหน ไม่มีศาสดาคนใดที่เคยมีความคิดแบบพระยซูเจ้า พระองค์
ทรงถือว่า การเป็นบุตรของพระเจ้าเป็นสิ่งที่พระองค์ผู้เดียวทรงเป็น ความสำนึกแห่งการเป็นบุตรของพระเจ้าทำให้พระเยซูเจ้ามีความยิ่งใหญ่และไม่ซ้ำแบบใคร ซึ่งพระองค์แต่เพียงผู้เดียวได้รับจากพระบิดาเจ้า เพราะเหตุนี้ คำเทศน์ของพระองค์จึงเต็มด้วยอำนาจและก่อให้เกิดความแปลกใจแก่ทุกคน พระองค์ทรงพู ดถึงพระเจ้าตลอดเวลา ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นที่พูดเช่นนี้คงไม่มีใครรับได้ แต่เมื่อพระองค์ตรัส คนฟังกลับไม่รู้สึกว่าเป็นการอวดอ้างหรือโออวดแต่อย่างใด ไม่มีใครกล้าจะอ้างว่า ทุกคนที่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราก็ยอมรับผู้นั้นเฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ (มธ 10:32-33) แล้วนั้น ผู้ที่รักบิดามารดามากกว่ารักเรา ก็ไม่คู่ควรกับเรา ผู้ที่รักบุตรชายหญิงมากกว่ารักเรา ก็ไม่ควรคู่กับเรา (มธ 10:37) เป็นคำพูดที่ยืนยันเกี่ยวกับพระองค์ปราศจากความลังเลใด ๆ เป็นคำพูดที่สะท้อนให้เห็นจิตวิทยาของผู้ที่มีความมั่นใจสิ่งที่ตนเป็น ดังที่นักบุญยอห์นสะท้อนความคิดของพระอาจารย์โดยเขียนว่า ทรงเป็นพระบุตรแต่พระองค์เดียวของพระบิดา (ยน 1:14) เราได้ค้นหาความเป็นพระเยซูแห่งนาซาเร็ธโดยทางข้อมูลต่างๆ ที่เรามีอยู่ในมือและในรูปแบบการวิเคราะห์ด้านประวัติ ศาสตร์และจิตวิทยา ในบทสรุป เราอยากจะยกประเด็นของสิ่งที่เราค้นหาได้และขีดจำกัดแห่งการค้นคว้าของเรา ความเป็นมนุษย์ของพระเยซูเจ้านั้น เราได้จากภาษา ที่ใช้กัน ซึ่งบางครั้งก็ไม่ชัดเจน เป็นรูปแบบซ้ำไปซ้ำมาและกำกวม กระนั้นก็ดี ก็ยังทำให้เราเข้าใจและทำให้เกิดมิตรภาพและความรักกับพระองค์ ผู้ทรงความสง่างามมากกว่ามนุษย์คนใด (สดด 45:3) นอกนั้น จากการวิเคราะห์ที่เราได้มาโดยทางข้อมูลที่เรามี ทำให้ความรู้สึกที่ผิวเผินที่ผิด ๆ ถูก ๆ และที่ยกย่องพระเยซูแ ห่งนาซาเร็ธเป็นเชิงอุดมคติ ตลอดจนการตีความคำสอนของพระองค์แบบสบายๆ ต้องหมดสิ้นไป การค้นคว้าเกี่ยวกับพระเยซูเจ้ายังคงต้องดำเนินต่อไป ไม่ใช่ด้วยความเพียรพยายามของเราอย่างเดียวแต่ต้องตั้งอยู่บนความสัตย์ซื่อด้านสติปัญญาด้วย ความรู้ที่ได้มาตามแง่มนุษย์ ทางเนื้อหนังและเลือด (มธ 16:7) หรือพูดอีกนัยหนึ่ง ความรู้แง่มนุ ษย์ล้วน ๆ ทำให้เราเข้าไม่ถึงพระธรรมล้ำลึกของพระคริสตเจ้า เราต้องได้รับการดลใจจากเบื้องบนและเข้าถึงพระปรีชาญาณของพระเจ้า เพราะ ไม่มีใครรู้จักพระบุตร เว้นแต่พระบิดา (มธ 11:27) แนวทางจากความเชื่อจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น อย่างเช่นความเชื่อของนักบุญเปโตร พระองค์เป็นพระคริสต์ พระบุตรแห่งพระเจ้าผู้ทรงชีวิต (มธ 16:6) ความเชื่อของนักบุญเปาโล พระคริสตเจ้าทรงยอมสละพระชนมชีพเพราะบาปของเรา และทรงกลั บคืนพระชนมชีพเพราะบาปของเรา และทรงกลับคืนพระชนมชีพเพื่อให้เราเป็นคนชอบธรรม (รม 4:25) ความเชื่อที่พระวรสารเล่มที่สี่ได้สรุปคำสอนทั้งหมด พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระเจ้าของข้าพเจ้า (ยน 20:28) สิ่งที่เราได้ไตร่ตรองและรำพึงด้านเทววิทยา เราได้พิศเพ่งพระเยซูแห่งนาซาเร็ธ พระเมสสิยาห์ พระผู้กลับคืนพระชนมชี
พ พระผู้ไถ่ผู้เดียวของมนุษย์ทุกคนองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งจักรวาล พระบุตรองค์เดียวของพระบิดา พระเจ้าแท้จากพระเจ้าแท้ | |||||