ค้นหาข้อมูล :

กาลครั้งหนึ่ง ในสมัยราชวงศ์ซ้อง เจ้าเมืองต้องการส่งข่าวด่วนให้แม่ทัพที่ชายแดน แต่เกรงว่าจะไม่ทันการ จึงให้ม้าตัวหนึ่งแก่ผู้นำสาร ผู้นำสารได้ม้าแล้วก็ควบม้าเต็มเหยียด ส่วนตัวเองวิ่งตามหลังม้า  ขุนนางผู้หนึ่งเห็นเข้าก็อดสงสัย ไม่ได้ จึงถามว่า “เรื่องนี้เร่งด่วนนัก ทำไมเจ้าไม่ขี่ม้า” ผู้นำสารตอบว่า “วิ่งหกขาก็ต้องเร็วกว่าสี่ขาสิครับ”

สี่ขาเร็วกว่าสองขาก็จริงอยู่ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า หกขาต้องเร็วกว่าสี่ขา ความเป็นจริงไม่ใช่บัญญัติไตรยางศ์ แต่บ่อยครั้งคนเราเผลอคิดอย่างนั้น เช่น คิดว่ายิ่งมีเงินมากเท่าไร ก็ยิ่งสุขมากเท่านั้น ถ้าเงิน แสนทำให้มีความสุข เงินสิบล้านก็ยิ่งทำให้สุโขสโมสรเพิ่มขึ้น แต่ชีวิตจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ มีเงินมากมายมหาศาลกลับทำให้สุขน้อยลงกว่าตอนที่มีแค่แสน เพราะไหนจะต้องคอยห่วงกังวลว่าใครจะขโมยไป  ไหนจะต้องครุ่นคิดว่าจะเอาเงินไปลงทุนที่ไหนถึงจะได้ผลตอบแทนสูงสุด ไหนจะต้องปวดหัวที่ใครต่อใครก็มาขอเงิน ครั้นไม่ให้ก็กลัวจะผิดใจกันแถมยังคิดไม่ตกว่าจะเอาเงินไปซื้อรถยี่ห้อไหน หรือเที่ยวประเทศไหนดี เพราะมีทางเลือกมากมายจนงงไปหมด ฯลฯ

ความสุขนั้นไม่ใช่กราฟเส้นตรงที่จะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ  ตามจำนวนเงินและทรัพย์ที่มี แต่คล้ายกับกราฟรูประฆังหรือครึ่งวงรี คือตอนที่ไม่มีเงินเลยก็ทุกข์ พอมีเงินก็เริ่มมีความสุข ทีแรกความสุขก็เพิ่มตามจำนวนเงิน แต่ถ้าเลยจุดพอดีไปแล้ว   มีเงินเพิ่มขึ้นกลับจะทำให้ความสุขลดลง ถึงตอนนี้ยิ่งมีมากเท่าไร เส้นความสุขก็ยิ่งดิ่งลงมากเท่านั้น

จึงไม่น่าแปลกใจที่คนรวยล้นฟ้าส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีความสุขเท่าไร    แค่จะนอนให้หลับก็ต้องกินยาเป็นกำ    ถ้าไม่อยากให้ความสุขลดลง ควรกลับไปหาความพอดี ซึ่งเป็นจุดที่ความสุขพุ่งสูงสุด ความพอดีคือชีวิตที่พออยู่พอกิน ไม่ยากจนและไม่ฟุ้งเฟ้อ หากมีความสะดวกสบายพอสมควร

ถ้าสี่ขาคือความเร็วที่เหนือสองขาและหกขา ความพอดีก็คือความสุขที่เหนือความยากไร้และความฟุ้งเฟ้อนั่นเอง

ที่มา : นิตยสารแม่พระยุคใหม่ ฉบับที่ 167 ปีที่ 29 กันยายน – ตุลาคม 2009/2552