หน้าหลักเช็คเมลล์ติดต่อเราสมุดเยี่ยมลิงค์คาทอลิกแผนผังเวบไซด์

ค้นหาข้อมูล :

วันจันทร์สัปดาห์ที่สิบเก้า

บทอ่านจากหนังสือประกาศกเอเสเคียล อสค.1:2-5, 24-28ค
“ลักษณะแห่งรังสีความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเป็นดังนี้แหละ”

เมื่อวันที่ห้าเดือนนั้น (คือในปีที่ห้าที่กษัตริย์เยโฮยาคิมต้องเป็นเชลย) พระวจนะของพระเจ้ามาถึงเอเสเคียลปุโรหิต บุตรบูซี ในแผ่นดินของชนเคลเดียริมแม่น้ำเคบาร์ ที่นั่นพระหัตถ์ของพระเจ้ามาอยู่เหนือท่าน เมื่อข้าพเจ้ามองดู ก็เห็นมีลมพายุพัดมาจากทางทิศเหนือ มีเมฆก้อนใหญ่ที่มีความสว่างล้อมรอบ มีไฟลุกวาบออกมาอยู่เสมอ ท่ามกลางไฟนั้นดูประหนึ่งทองสัมฤทธิ์ที่แวบวาบ จากท่ามกลางไฟนี้มีร่างดังสัตว์สี่ตัวออกมา รูปร่างของสัตว์นั้นเป็นเช่นนี้ คือมีสัณฐานเหมือนมนุษย์

ข้าพเจ้าได้ยินเสียงปีกของมันเหมือนเสียงน้ำมากหลาย ดังเสียงคะนองของผู้ทรงอำนาจ เมื่อมันกำลังไปก็มีเสียงโกลาหลเหมือนเสียงพลโยธา เมื่อมันหยุดนิ่งมันก็หุบปีกลง (มีเสียงมาจากท้องฟ้าเหนือหัวของมัน เมื่อสัตว์เหล่านั้นหยุดนิ่ง มันก็หุบปีกลง) เหนือท้องฟ้าที่อยู่เหนือหัวของสัตว์นั้นมีสิ่งคล้ายบัลลังก์ มีลักษณะเหมือนไพฑูรย์ บนสิ่งที่เหมือนบัลลังก์นั้นก็มีสิ่งที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์ ข้าพเจ้าเห็นประหนึ่งทองสัมฤทธิ์ที่แวบวาบเหมือนไฟที่บังไว้อยู่รอบข้างเหนือสิ่งที่เหมือนบั้นเอวของผู้นั้นขึ้นไปจากสิ่งที่เหมือนบั้นเอวลงมาข้าพเจ้าเห็นเหมือนไฟมีความสุกใสอยู่รอบท่านผู้นั้น ลักษณะความสุกใสที่อยู่รอบนั้นเหมือนสัณฐานรุ้งที่ปรากฏในเมฆเมื่อฝนตกลักษณะแห่งรังสีความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเป็นดังนี้แหละ เมื่อข้าพเจ้าเห็นแล้ว ก็ซบหน้าลงถึงพื้นดิน
(นี่คือพระวาจาของพระเจ้า)

สร้อย - สวรรค์และแผ่นดินเต็มไปด้วยพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ (หรือ อัลเลลูยา)
(หรือ เพลงที่ 66) จงขอบพระคุณพระเป็นเจ้า เพราะพระองค์พระทัยดี


เพลงสดุดี สดด.148:1-2, 11-12, 13-14
ก)สรรเสริญองค์พระเจ้าผู้ปกเกล้าฯ จักรวาล
ทูตสวรรค์ในพิมานสาธุการอย่าเว้นวาย
สรรเสริญเถิดตะวันทั้งดวงจันทร์แจ่มประกาย
อีกเหล่าดารารายอยู่บนฟ้าเหนือวารี

ข)สรรเสริญเถิดราชากับบรรดาชนทั้งสิ้น
ผู้นำทั่วแดนดินหนุ่ม สาว เด็ก ชราชน
จงซ้องสาธุการพระนามท่านทั่วแห่งหน
รังสีเหนือสากลโลกสวรรค์ชั้นวิมาน

ค)ทรงกระทำประชาชาติให้เก่งกาจและอาจหาญ
อิสราเอลทรงโปรดปรานจงสาธุการแด่พระองค์

อัลเลลูยา 2 ธส.2:14
อัลเลลูยา อัลเลลูยา
พระองค์ทรงเรียกท่านมาโดยอาศัยข่าวดีที่เราเทศน์สอน
ก็เพื่อท่านจะได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

บทอ่านจากพระวรสารนักบุญมัทธิว  มธ.17:22-27

“บุตรมนุษย์จะถูกมอบในเงื้อมมือของคนทั้งหลาย และถูกประหารชีวิต แต่ในวันที่สาม บุตรแห่งมนุษย์จะ กลับคืนชีพ...ถ้าเช่นนั้นโอรสธิดาย่อมได้รับการยกเว้น”เวลานั้น เมื่อบรรดาศิษย์ชุมนุมอยู่กับพระเยซูเจ้าในแคว้นกาลิลี พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “บุตรแห่งมนุษย์จะถูกมอบในเงื้อมมือของคนทั้งหลาย และถูกประหารชีวิต แต่ในวันที่สาม บุตรแห่งมนุษย์จะกลับคืนชีพ” บรรดาศิษย์รู้สึกเป็นทุกข์ยิ่งนักเมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงเมืองคาเปอรนาอุมพร้อมกับบรรดาศิษย์พวกเก็บภาษีบำรุงพระวิหารเข้ามาหาเปโตรถามว่า“อาจารย์ของท่านไม่เสียเงินบำรุงพระวิหารหรือ?”เปโตรตอบว่า “เสียซิ”

เมื่อเปโตรเข้าไปในบ้าน พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาก่อนว่า “ซีโมน ท่านมีความเห็นอย่างไร กษัตริย์ในโลกนทรงเก็บภาษีจากใคร? จากโอรสธิดาหรือจากคนอื่น?” เปโตรทูลตอบว่า “จากคนอื่น” พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า “ถ้าเช่นนั้นโอรสธิดาย่อมได้รับการยกเว้น แต่เพื่อมิให้ใครตำหนิเราได้ ท่านจงไปที่ทะเล หย่อนเบ็ดลงไปจับปลาตัวแรกที่ตกได้ เปิดปากปลาท่านจะพบเงินหนึ่งเหรียญ จงนำเงินนั้นไปเสียภาษีสำหรับเราและท่านเถิด”
(นี่คือพระวาจาของพระเจ้า)

 


วันอังคารสัปดาห์ที่สิบเก้า


บทอ่านจากหนังสือประกาศกเอเสเคียล อสค.2:8-3:4
“ข้าพเจ้าได้กินหนังสือม้วนนั้น และในปากข้าพเจ้ามันก็หวานเหมือนน้ำผึ้ง”

พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า “บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย จงฟังสิ่งที่เรากล่าวแก่เจ้าเถิด อย่าเป็นคนกบฏอย่างพงศ์พันธุ์ที่มักกบฏนั้น จงอ้าปากขึ้นและกินสิ่งที่เราให้เจ้าเถิด” เมื่อข้าพเจ้ามองดู ก็เห็นมือหนึ่งเหยียดออกมาหาข้าพเจ้า ในมือนั้นมีหนังสืออยู่ม้วนหนึ่ง พระองค์ทรงคลี่หนังสือนั้นออกต่อหน้าข้าพเจ้า มีตัวอักษรเขียนอยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มีบทคร่ำครวญ คำไว้ทุกข์ และคำวิบัติเขียนไว้ในนั้น

และพระองค์ตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า “บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย จงกินสิ่งที่เจ้าได้พบ จงกินหนังสือม้วนนี้ จงไปพูดกับพงศ์พันธุ์อิสราเอลเถิด” ข้าพเจ้าจึงอ้าปาก พระองค์ทรงให้ข้าพเจ้ากินหนังสือม้วนนั้น และตรัสว่า “บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย จงกินหนังสือม้วนนี้ที่เราให้แก่เจ้า บรรจุให้เต็มท้องของเจ้า” แล้วข้าพเจ้าก็ได้กิน และในปากของข้าพเจ้า มันก็ห วานเหมือนน้ำผึ้ง แล้วพระองค์ตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า “บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย จงไปยังพงศ์พันธุ์อิสราเอล และกล่าวถ้อยคำของเราให้พวกเขาฟังเถิด”
(นี่คือพระวาจาของพระเจ้า)

สร้อย - พระดำรัสของพระองค์นั้นช่างหวานจริงๆ ในปากของข้าพเจ้า
(หรือ เพลงที่ 35) ข้าพเจ้าพร้อมแล้ว พระเจ้าข้า ข้าพเจ้ายินดีทำตามน้ำพระทัย


เพลงสดุดี สดด.119:13-14, 24, 72, 102-103, 111-112, 131-132
ก)ข้าฯ จะท่อง บัญญัติที่ ภูมีให้จนเจนใจ ด้วยเสียงดัง ฟังฉะฉาน
ทำตามกฎ ด้วยยินดี ปรีดิ์เปรมมานยิ่งกว่าการ มีทรัพย์ นับอนันต์...
คำสั่งสอน ของพระองค์ ทรงค่ายิ่งเพลิดเพลินจริง น่านิยม บรมไท้
ล้วนแนะนำ พร่ำสอน ว่าวอนไปมุ่งหวังให้ กระทำ ย้ำวจี

ข)บทบัญญัติ ที่พระองค์ ทรงประทานดลบันดาล ความหมายดัง หวังประสงค์
มากกว่าเงิน ทั้งมวล ถ้วนดำรงยั่งยืนยง ในโลกหล้า ไร้ค่าควร...
ข้าฯ ไม่ทิ้ง คำสอน วอนวจีเพราะภูมี อบรม บ่มนิสัย
ลิ้มกฎดู จะรู้หวาน ซ่านซึมใจน้ำผึ้งใส ยังด้อย พลอยเป็นรอง

ค)ข้าพระองค์ มีกฎ บทบัญญัติ เป็นสมบัติ ถาวร ดุจพรให้
ทำให้ข้าฯ ชื่นชม สมหทัยตกลงใจ ตามกฎมั่น ตราบวันตาย...
ข้าฯ อ้าปาก หอบกระหาย ใคร่ได้รับคำกำชับ พระบัญชา มาเฉลย
โปรดหันมา เมตตา อย่าละเลยเหมือนเช่นเคย ปรานีชน คนรักองค์

อัลเลลูยา มธ.11:29กข
อัลเลลูยา อัลเลลูยา
พระเยซูเจ้าตรัสว่า “จงรับเอาแอกของเราแบกไว้
และมาเป็นศิษย์ของเรา เพราะเรามีใจสุภาพอ่อนโยนและถ่อมตน”

บทอ่านจากพระวรสารนักบุญมัทธิว มธ.18:1-5, 10, 12-14
“จงระวังให้ดี อย่าดูหมิ่นคนธรรมดาๆ เหล่านี้คนใดเลย”

ขณะนั้น บรรดาศิษย์เข้ามาเฝ้าพระเยซูเจ้า ทูลถามว่า “ผู้ใดใหญ่ที่สุดในอาณาจักรสวรรค์?” พระเยซูเจ้าทรงเรียกเด็กเล็กๆ คนหนึ่งให้มายืนอยู่ท่ามกลางพวกเขาแล้วตรัสว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านไม่กลับเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ท่านจะเข้าอาณาจักรสวรรค์ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นผู้ใดที่ถ่อมตนลงเป็นเหมือนเด็กเล็ กๆ คนนี้ ผู้นั้นจะยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักรสวรรค์” “ผู้ใดต้อนรับเด็กเล็กๆ เช่นนี้ในนามของเราผู้นั้นต้อนรับเรา” “จงระวังให้ดี อย่าดูหมิ่นคนธรรมดาๆ เหล่านี้คนใดเลย เราบอกท่านทั้งหลายว่า ตลอดเวลาในสวรรค์ทูตสวรรค์ของเขาเฝ้าชมพระพักตร์พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์”

“ท่านทั้งหลายคิดอย่างไร ถ้าชายคนหนึ่งมีแกะอยู่ร้อยตัว แล้วแกะตัวหนึ่งบังเอิญหลงทางไป เขาจะไม่ปล่อยแ กะเก้าสิบเก้าตัวไว้บนภูเขา เพื่อค้นหาแกะตัวที่หลงไปหรือ? เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าเขาหาแกะตัวนั้นพบแล้ว เขาจะรู้สึกยินดีที่พบมัน มากกว่ายินดีในแกะเก้าสิบเก้าตัวที่มิได้พลัดหลงไป พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ก็เช่นกัน ไม่ทรงปรารถนาให้คนธรรมดาๆ เหล่านี้เพียงผู้เดียวต้องพินาศไป”
(นี่คือพระวาจาของพระเจ้า)
 


วันพุธสัปดาห์ที่สิบเก้า

บทอ่านจากหนังสือประกาศกเอเสเคียล อสค.9:1-7 และ 10:18-22
“จงทำเครื่องหมายกากบาทไว้บนหน้าผากของผู้ที่คร่ำครวญถึงความลามก
ทั้งสิ้นที่กระทำกันในเมือง”

พระเจ้าทรงเปล่งพระสุรเสียงดังเข้าหูข้าพเจ้าว่า “เจ้าทั้งหลายผู้เป็นพนักงานทำโทษประจำเมือง จงเข้ามาใกล้ๆ ให้แต่ละคนถือเครื่องมือทำลายมาด้วย” ทันใดนั้นมีชายหกคนเข้ามาจากทางประตูด้านบนซึ่งหันหน้าไปทางทิศเหนือ แต่ละคนถือเครื่องมือสำหรับฆ่ามาด้วย มีชายคนหนึ่งนุ่งห่มผ้าป่าน สะพายหีบเครื่องเขียนมากับคนเหล่านั้ นด้วย เขาทุกคนเข้ามายืนอยู่ที่ข้างพระแท่นทองสัมฤทธิ์ พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าแห่งอิสราเอลได้เหาะขึ้นจากเครูบ ซึ่งเป็นที่ประทับอยู่ ไปยังธรณีประตูพระนิเวศ พระองค์ทรงเรียกชายนุ่งห่มผ้าป่านที่สะพายหีบเครื่องเขียน สั่งเขาว่า “จงผ่านไปตลอดนคร คือตลอดกรุงเยรูซาเล็ม จงทำเครื่องหมายกากบาทไว้บนหน้าผากประชาชนที่ถอนใจและคร่ำครวญถึงความลามกทั้งสิ้นที่กระทำกันในเมืองนั้น”

พระเจ้าตรัสกับคนอื่นๆ ให้ข้าพเจ้าได้ยินว่า “จงผ่านไปทั่วนครตามชายคนนั้น และฆ่าฟันเสีย นัยน์ตาของเจ้า อย่าได้ปรานี อย่าสงสารเลย จงฆ่าให้ตายทั้งคนแก่ คนหนุ่มสาว ทั้งเด็กและผู้หญิง แต่อย่าแตะต้องผู้ที่มีเครื่องหมายกากบาท จงเริ่มต้นที่สถานนมัสการของเรา” ดังนั้นเขาจึงเริ่มต้นกับพวกคนแก่ซึ่งอยู่หน้าพระนิเวศแล้วพระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า“จงทำให้พระนิเวศเป็นมลทิน จงทิ้งผู้ที่ถูกฆ่าให้เต็มลานจงออกไปเถิด”เขาทุกคนจึงออกไปและฆ่าฟันผู้คนในนครนั้น

พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าได้ออกจากธรณีประตูพระนิเวศไปสถิตอยู่เหนือเหล่าเครูบ เหล่าเครูบก็กางปีกออก บินจากแผ่นดินขึ้นไปต่อหน้าต่อตาข้าพเจ้า วงล้อก็ตามข้างไปด้วยไปยืนอยู่ที่ประตูทางเข้าพระนิเวศของพระเจ้าด้านตะวันออกพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าแห่งอิสราเอลก็อยู่เหนือเครูบเหล่านั้นนี่คือสัตว์ที่ข้าพเจ้าได้เห็นอยใต้พระเจ้าแห่งอิสราเอลที่ริมน้ำเคบาร์ ข้าพเจ้าทราบว่าเป็นเหล่าเครูบ เครูบแต่ละตนมีสี่หน้าและสี่ปีกภายใต้ปีกมีสิ่งที่มีสัณฐานเหมือนมือมนุษย์ ส่วนสัณฐานของหน้าเหล่านั้นเป็นหน้าซึ่งข้าพเจ้าได้เห็นที่ริมแม่น้ำเคบาร์เครูบีแต่ละตนต่างเดินตรงไปข้างหน้าของตน
(นี่คือพระวาจาของพระเจ้า)

สร้อย - รังสีความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าสูงส่งเหนือสวรรค์ชั้นฟ้า (หรือ อัลเลลูยา)
(หรือ เพลงที่ 30) ข้าพเจ้าจะขับร้องสรรเสริญพระเจ้าเพราะพระองค์ได้ประทานพระคุณแก่ข้าพเจ้า


เพลงสดุดี สดด.113:1-3, 4-6
ก)จงสรรเสริญ เยินยอ ต่อพระเจ้าบรรดาเหล่า ผู้รับใช้ ไท้สถาน
จงเยินยอ พระเกียรติยศ ปรากฏนานสาธุการ พระนามองค์ พระทรงชัย
จงสรรเสริญ พระนามไท้ ในบัดนี้สดุดี ตลอดกาล มานสดใส
ตะวันออก ถึงตะวัน- ตกทันใดพระนามไท้ เป็นที่เทิด เชิดเกียรติคุณ

ข)พระเจ้าทรง ครอบครอง ผองชาติทั่วทรงคุ้มหัว โอบเอื้อ คอยเกื้อหนุน
พระสิริ สูงส่ง ทรงค้ำจุนธ ทรงบุญ เหนือสวรรค์ พิมานแมน
ไม่มีใคร เหมือนพระเจ้า ของเรานั้น ประทับมั่น เบื้องบนไซร้ ไกลสุดแสน
ทอดพระเนตร ลงดูฟ้า สง่าแดนกระทั่งแผ่น พื้นพิภพ จบโลกา

อัลเลลูยา 2คร.5:19
อัลเลลูยา อัลเลลูยา
พระเจ้าได้ทรงทำให้โลกคืนดีกับพระองค์ในองค์พระคริสตเจ้า
และทรงมอบให้เราประกาศสารแห่งการคืนดีนี้

บทอ่านจากพระวรสารนักบุญมัทธิว มธ.18:15-20
“ถ้าเขาเชื่อฟัง ท่านจะได้พี่น้องกลับคืนมา”

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสแก่บรรดาศิษย์ว่า “ถ้าพี่น้องของท่านทำผิด จงไปตักเตือนเขาตามลำพัง ถ้าเขาเชื่อฟัง ท่านจะได้พี่น้องกลับคืนมา ถ้าเขาไม่เชื่อฟัง จงพาอีกคนหนึ่งหรือสองคนไปด้วยคำพูดของพยานสองคนหรือสาม คนจะได้จัดเรื่องราวให้เรียบร้อย ถ้าเขาไม่ยอมเชื่อฟังพยาน จงแจ้งให้หมู่คณะทราบ ถ้าเขาไม่ยอมฟังหมู่คณะอีก จงปฏิบัติต่อเขาเหมือนเขาเป็นคนต่างศาสนา หรือคนเก็บภาษีเถิด

“เรากล่าวความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าทุกสิ่งที่ท่านผูกในโลก จะผูกไว้ในสวรรค์และทุกสิ่งที่ท่านจะแก้ในโลกจะแก้ในสวรรค์ด้วย” “เราบอกความจริงแก่ท่านอีกว่า ถ้าท่านสองคนในโลกนี้พร้อมใจกันอ้อนวอนขอสิ่งหนึ่งสิ่งใด พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์จะประทานให้ เพราะว่า ที่ใดมีสองหรือสามคนชุมนุมกันในนามของเรา เราอยู่ที่นั่นท่ามกลางพวกเขา”
(นี่คือพระวาจาของพระเจ้า)
 


วันพฤหัสบดีสัปดาห์ที่สิบเก้า

บทอ่านจากหนังสือประกาศกเอเสเคียล อสค.12:1-12
“จงไปเป็นเชลยในเวลากลางวันต่อหน้าต่อตาพวกเขา”

พระวจนะของพระเจ้ามาถึงข้าพเจ้าว่า “บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย เจ้าอาศัยอยู่ท่ามกลางพงศ์พันธุ์ที่มักกบฏ มีตาเพื่ อดู แต่ดูไม่เห็น มีหูเพื่อฟัง แต่ฟังไม่ได้ยินเพราะเขาทั้งหลายเป็นพงศ์พันธุ์ที่มักกบฏ ดังนั้นบุตรแห่งมนุษย์เอ๋ยเจ้าจงจัดเตรียมข้าวของสำหรับตนเพื่อถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย จงไปเป็นเชลยในเวลากลางวันต่อหน้าต่อตาพวกเขา เจ้าจะต้องไปเป็นเชลยจากสถานที่ของเจ้า ไปยังอีกที่หนึ่งต่อหน้าต่อตาพวกเขา บางทีพวกเขาจะเข้าใจว่าพวกเขาเป็นพงศ์พันธุ์ที่มักกบฏ เจ้าจงนำข้าวของของเจ้าออกมาในเวลากลางวันต่อหน้าต่อตาพวกเขาเหมือนข้าวของเ พื่อถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยเจ้าจงออกไปต่อหน้าต่อตาพวกเขาในเวลาเย็นออกไปอย่างผู้ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยเจ้าจงเจาะกำแพงต่อหน้าต่อตาพวกเขาแล้วออกไปตามรูกำแพงนั้น

จงยกข้าวของใส่บ่าของเจ้าต่อหน้าต่อตาของพวกเขา แล้วแบกออกไปในเวลามืดจงคลุมหน้าเสียอย่าให้เห็นแผ่นดินเพราะเราทำเจ้าให้เป็นเครื่องหมายแก่พงศ์พันธุ์อิสราเอล”ข้าพเจ้าทำตามที่ได้รับบัญชามา ข้าพเจ้าได้นำข้ าวของออกมาในเวลากลาง วันเหมือนข้าวของเพื่อถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย ในเวลาเย็นข้าพเจ้าก็ใช้มือเจาะกำแพง แล้วได้ออกไปในเวลามืด แบกสัมภาระไปต่อหน้าต่อตาพวกเขาครั้นรุ่งเช้า พระวจนะของพระเจ้าได้มาถึงข้าพเจ้าว่า “บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย พงศ์พันธุ์อิสราเอล คือพงศ์พันธุ์ที่มักกบฏนั้น ได้พูดกับเจ้ามิใช่หรือว่าเจ้ากำลังทำอะไรอยู่น่ะ เจ้าจงกล่าวแก่พวกเขาว่า “พระยาห์เวห์ พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า คำกล่าวนี้เกี่ยวกับเจ้านายคนนั้น

ในกรุงเยรูซาเล็มและพงศ์พันธุ์อิสราเอลทั้งหมดที่อยู่ในนครนั้น เจ้าจงกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นเครื่องหมายสำหรับพวกท่าน จะเกิดเหตุการณ์แก่พวกเขาดังที่ข้าพเจ้าได้กระทำไปนี้เช่นเดียวกัน พวกเขาจะถูกเนรเทศไปเป็นเชลย เจ้านายคนนั้นที่อยู่ท่ามกลางพวกเขา จะยกข้าวของขึ้นใส่บ่าในเวลามืดและออกไปพวกเขาจะเจาะกำแพงและนำออกไปทางนั้น เขาจะคลุมหน้าของตนเพื่อจะไม่เห็นแผ่นดินด้วยตาของตน”
(นี่คือพระวาจาของพระเจ้า)

สร้อย - ท่านทั้งหลายอย่าได้ลืมกิจการต่างๆ ของพระเจ้า
(หรือ เพลงที่ 48) ในวันนี้ ถ้าท่านได้ยินเสียงของพระองค์ ก็อย่าทำใจแข็งเลย


เพลงสดุดี สดด.78:56-57, 58-59, 61-63
ก)แต่พวกเขา แข็งข้อ ต่อพระองค์พระผู้ทรง ฤทธิไกร ยิ่งใครอื่น
ทั้งทดลอง พระเจ้านั้น ทุกวันคืนเขาขัดขืน บัญญัติไท้ ไม่ทำตาม
ไม่ซื่อเหมือน บรรพบุรุษ สุดซื่อสัตย์ปฏิบัติ การกบฏ ผิดกฎห้าม
ยิงธนู จากคันงอ หงิกไม่งามมิอาจข้าม เชื่อไม่ได้ ไม่ตรงทาง

ข)เขาทำให้ ทรงพิโรธ โกรธทวีด้วยสร้างที่ สักการะ พระต่างต่าง
พระเจ้าทรง หวงแหนไซร้ ที่ไว้วางกราบไหว้ร่าง รูปเคารพ นบบูชา
เมื่อเขาทำ เช่นว่า พระทรงเห็นธ ไม่เว้น พิโรธ โกรธนักหนา
จึงทิ้งคน ของพระองค์ ทรงเลี้ยงมาไม่รักษา เขาไว้ ไม่แลดู

ค)พระองค์ยอม ให้ศัตรู จู่เร่งรีบยึดเอาหีบ พระบัญญัติ จัดการขน
เป็นที่เห็น ฤทธิ์เดชไท้ ได้ทุกคนและยินยล พระสิริ อยู่นิรันดร์
ทรงกริ้วโกรธ ฝูงชน พล (ะ) ไพร่ธ ยอมให้ ศัตรูผลาญ ประหารนั่น
ในสงคราม คนหนุ่มกล้า ถูกฆ่าฟันหญิงสาวนั้น ไร้ชายเหลือ เพื่อแต่งงาน

อัลเลลูยา สดด.119:135
อัลเลลูยา อัลเลลูยา
ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดให้พระพักตร์ทอแสงเหนือผู้รับใช้พระองค์
ขอทรงสอนข้าพเจ้าให้รู้กฎเกณฑ์ของพระองค์เถิด

บทอ่านจากพระวรสารนักบุญมัทธิว มธ.18:21-19:1
“เราไม่ได้บอกท่านว่าต้องยกโทษให้เจ็ดครั้ง แต่ต้องยกโทษให้เจ็ดคูณเจ็ดสิบครั้ง”

เวลานั้น เปโตรเข้ามาทูลถามพระเยซูเจ้าว่า “พระเจ้าข้า ถ้าพี่น้องทำผิดต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องยกโทษให้เขาสักกี่ครั้ง? ถึงเจ็ดครั้งหรือไม่?” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “เราไม่ได้บอกท่านว่าต้องยกโทษให้เจ็ดครั้ง แต่ต้องย กให้เจ็ดคูณเจ็ดสิบครั้ง”อาณาจักรสวรรค์เปรียบได้กับกษัตริย์องค์พระองค์หนึ่ง ทรงประสงค์จะตรวจบัญชีหนี้สินของผู้รับใช้ ขณะที่ทรงเริ่มตรวจบัญชีนั้น มีผู้นำชายผู้หนึ่งเข้ามา ชายผู้นี้เป็นหนี้อยู่เป็นพันล้านบาท ชายผู้นี้ไม่มีสิ่งใดจะชำระหนี้ได้ กษัตริย์จึงตรัสสั่งให้ขายทั้งตัวเขา บุตรภรรยาและทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อใช้หนี้ ผู้รับใช้ผู้นั้นกราบลงแทบพระบาททูลอ้อนวอนว่า “ขอทรงพระกรุณาผัดหนี้ไว้ก่อนเถิด แล้วข้าพเจ้าจะชำระหนี้ให้ทั้งหมด”

กษัตริย์ทรงสงสารจึงทรงปล่อยเขาไปและทรงยกหนี้ให้ ขณะที่ผู้รับใช้ผู้นี้ออกไป เขาก็พบเพื่อนผู้รับใช้ด้วยกันซึ่งเป็นหนี้เขาอยู่ไม่กี่พันบาท เขาได้เข้าไปคว้าคอบีบไว้แน่นกล่าวว่า“เจ้าเป็นหนี้ข้าอยู่เท่าไร? จงจ่ายให้หมด” เพื่อนนั้นคุกเข่าลงอ้อนวอนว่า “กรุณาผัดหนี้ไว้ก่อนเถิด แล้วข้าพเจ้าจะชำระหนี้ให้” แต่ชายผู้นั้นไม่ยอมฟัง นำลูกหนี้ไปขังไว้จนกว่าจะชำระหนี้ให้หมด เพื่อนผู้รับใช้อื่นๆ เห็นดังนั้นต่างสลดใจมาก จึงนำความทั้งหมดไปทูลกษัตริย์ พระองค์จึงทรงเรียกชายผู้นั้นมา ตรัสว่า “เจ้าคนสารเลว ข้ายกหนี้สินของเจ้าทั้งหมดเพราะเจ้าขอร้อง เจ้าต้องเมตตาเพื่อนผู้รับใช้ด้วยกัน เหมือนกับที่ข้าได้เมตตาเจ้ามิใช่หรือ?”

กษัตริย์กริ้วมาก ตรัสสั่งให้นำผู้รับใช้นั้นไปทรมานจนกว่าจะชำระหนี้หมดสิ้น พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์จะทรงกระทำกับท่านทำนองเดียวกัน ถ้าท่านแต่ละคนไม่ยกโทษให้พี่น้องจากใจจริง”เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสเรื่อ งนี้จบแล้ว จึงเสด็จออกจากแคว้นกาลิลีเข้าไปในแคว้นยูเดีย อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำจอร์แดน
(นี่คือพระวาจาของพระเจ้า)
 


วันศุกร์สัปดาห์ที่สิบเก้า

บทอ่านจากหนังสือประกาศกเอเสเคียล อสค.16:59-63
“เราจะระลึกถึงพันธสัญญาซึ่งเราได้กระทำไว้กับเจ้า แล้วเจ้าจะมีความละอาย”

พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า “เราจะกระทำแก่เจ้าดังที่เจ้าได้กระทำแล้วนั้น เจ้าได้ดูหมิ่นคำสาบานและทำลายพันธสัญ ญา ถึงกระนั้นเราจะระลึกถึงพันธสัญญาของเรา ซึ่งเราได้กระทำไว้กับเจ้าในสมัยเมื่อเจ้ายังสาวอยู่เราจะสถาปนาพันธสัญญานิรันดรไว้กับเจ้า แล้วเจ้าจะระลึกถึงความประพฤติของเจ้าและมีความละอาย เมื่อเจ้าจะรับทั้งพี่และน้องสาวของเจ้า เรามอบให้เจ้าเป็นบุตรสาว แต่มิใช่ตามพันธสัญญาซึ่งทำไว้กับเจ้าเราจะสถาปนาพันธสัญญาของเราไว้กับเจ้า และเจ้าจะรู้ว่าเราคือพระเจ้า เพื่อเจ้าจะจดจำและมีความละอายเจ้าจะไม่อ้าปากพูดอีกเพราะความละอายของเจ้า เมื่อเราให้อภัยทุกสิ่งที่เจ้าได้กระทำมาแล้ว” พระเจ้าตรัสดังนี้แล
(นี่คือพระวาจาของพระเจ้า)

สร้อย - ความกริ้วของพระองค์พลันหายไป และพระองค์ทรงปลอบโยนข้าพเจ้า
(หรือ เพลงที่ 39) พระยาห์เวห์ทรงเป็นพละกำลังและบทเพลงของข้าพเจ้า
พระองค์ทรงเป็นผู้ช่วยข้าพเจ้าให้รอด


เพลงสดุดี  อสย.12:2-3, 4-5, 6
ก)พระทรงช่วย ข้าฯ รอดตน ผ่านพ้นภัยข้าฯ วางใจ ไม่หวั่นกลัว ทั่วทุกที่
ประทานพลัง อำนาจเพิ่ม เสริมทวีพระภูมี ช่วยตลอด ให้รอดตาย
น้ำจืดนำ ความยินดี มีมาสู่แก่ชนผู้ หิวน้ำ ยามกระหาย
เช่นเราชม ชื่นชีวี มิมีคลายสุขสมหมาย เมื่อทรงช่วย ด้วยเมตตา

ข)ขอบพระคุณ พระเจ้า เฝ้าพร่ำพร้องจงขอร้อง ให้พระช่วย ด้วยเถิดหนา
บอกชาติปวง ไท้กอปรกรรม ล้ำคุณาและเล่าว่า พระยิ่งใหญ่ เพียงไรนั้น
จงร้องเพลง ถวายพระเจ้า เนาสูงส่งเพราะพระองค์ กิจเลิศ ประเสริฐสรรพ์
ให้ทั่วโลก ยินเรื่องนี้ ที่สำคัญต่างกล่าวขวัญ สรรเสริญองค์ พระทรงชัย

ค)ให้ทุกคน ในศิโยน ตะโกนก้องต่างโห่ร้อง ยินดี จะมีไหน
ร่วมร้องเพลง บรรเลงขับ เพราะจับใจถวายไท้ ทรงฤทธี ด้วยปรีดา
พระเจ้าผู้ พิสุทธิ์นัก ทรงศักดิ์สิทธิ์พระทรงฤทธิ์ ของอิสราเอล เห็นคุณค่า
ทรงสถิตอยู่ ท่ามกลาง หว่างประชาชนทั่วหน้า ของพระเจ้า เฝ้าพร้อมเพรียง

อัลเลลูยา 1ธส.2:13
อัลเลลูยา อัลเลลูยา
จงรับพระวาจาของพระเจ้า อย่าให้เหมือนกับว่าเป็นคำพูดของมนุษย์
แต่จงรับตามที่เป็นจริง คือเหมือนพระวาจาของพระเป็นเจ้า

บทอ่านจากพระวรสารนักบุญมัทธิวมธ.19:3-12
“เพราะใจของท่านทั้งหลายแข็งกระด้าง โมเสสจึงยอมอนุญาตให้หย่าร้างได้”

เวลานั้นชาวฟาริสีบางคนเข้ามาเพื่อจับผิดพระองค์ ทูลถามว่า “เป็นการถูกต้องหรือไม่ ที่ชายจะหย่าร้างกับภรรยาเนื่องจากสาเหตุใดก็ตาม?”พระองค์ทรงตอบว่า“ท่านไม่ได้อ่านพระคัมภีร์หรือว่าพระผู้สร้างเมื่อแรกนั้นทรงสร้างมนุษย์ให้เป็นชายและหญิง และตรัสว่า เพราะฉะนั้น ชายจะละบิดามารดาไปสนิทอยู่กับภรรยาของตนและชายห ญิงจะเป็นเนื้อเดียวกัน ดังนี้ เขาจึงไม่เป็นสองอีกต่อไป

แต่เป็นเนื้อเดียวกัน ฉะนั้น สิ่งที่พระเจ้าทรงรวมกันไว้ มนุษย์อย่าได้แยกเลย”พวกเขาจึงทูลถามว่า “แล้วทำไมโมเสสจึงได้สั่งให้ชายทำหนังสือหย่าร้างแล้วหย่าร้างได้เล่า?” พระองค์ตรัสว่า “เพราะใจของท่านทั้งหลายแข็งกระด้าง โมเสสจึงยอมอนุญาตให้หย่าร้างได้แต่เมื่อแรกเริ่มนั้นหาเป็นเช่นนี้ไม่

เราบอกท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดหย่าร้างภรรยาและแต่งงานกับอีกคนหนึ่ง เขาก็ทำผิดประเวณีเว้นแต่ในกรณแต่งงานไม่ถูกต้อง” บรรดาศิษย์ทูลพระองค์ว่า “ถ้าสภาพของสามีกับภรรยาเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ควรจะแต่งงานเลย?”พระองค์ตรัสตอบว่า “บางคนเท่านั้นที่เข้าใจคำสอนนี้ คือผู้ที่พระเจ้าประทานให้ เพราะว่าบางคนเป็นขันทีตั้งแต่ในครรภ์มารดา บางคนถูกมนุษย์ทำให้เป็นขันที และบางคนทำตนเป็นขันทีเพราะเห็นแก่อาณาจักรสวรรค์ ผู้ที่สามารถเข้าใจได้ ก็จงเข้าใจเถิด”
(นี่คือพระวาจาของพระเจ้า)
 


วันเสาร์สัปดาห์ที่สิบเก้า

บทอ่านจากหนังสือประกาศกเอเสเคียล อสค.18:1-10, 13ข, 30-32
“เราจะพิพากษาเจ้าแต่ละคนตามความประพฤติของเขา”

พระวจนะของพระเจ้าได้มาถึงข้าพเจ้าว่า “เพราะเหตุใดพวกเจ้าจึงพากันกล่าวคำพังเพยนี้ในแผ่นดินอิสราเอลว่า “พ่อกินองุ่นดิบ แต่ลูกเข็ดฟัน” พระเจ้าตรัสว่า “เรามีชีวิตอยู่แน่ฉันใด เจ้าทั้งหลายอย่าได้กล่าวคำพังเพยนี้อี กในอิสราเอล นี่แน่ะ ชีวิตทั้งสิ้นเป็นของเรา ชีวิตของบิดาเป็นของเราฉันใด ชีวิตของบุตรก็เป็นของเราฉันนั้นใครทำบาป เขาก็จะตาย” “ถ้าคนหนึ่งเป็นคนชอบธรรมและกระทำความยุติธรรมและความชอบธรรม ถ้าคนนั้นมิได้รับประทานบนเนินเขา (ร่วมพิธีศาสนาของพระเท็จเทียมชาวคานาอัน) และเงยหน้าขึ้นนมัสการรูปเคารพแห่งพงศ์พันธุ์อิสราเอล มิได้กระทำให้ภรรยาของเพื่อนบ้านเป็นมลทิน หรือเข้าหาหญิงที่มีประจำเดือน มิได้บีบบังคับผู้หนึ่งผ ู้ใด แต่คืนของประกันให้แก่ลูกหนี้ไม่เคยลักทรัพย์ให้อาหารแก่ผู้หิวโหยให้เสื้อผ้าคลุมกายที่เปลือยอยู่ มิได้ให้เขายืมเพื่อหาดอกเบี้ย หรือมิได้รีดดอกเบี้ยหากำไร ยั้งมือไว้ไม่กระทำความชั่ว ตัดสินยุติธรรมตาม

ความจริงระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกันดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเราและระวังตัวกระทำตามกฎหมายของเราคนนั้นเป็นคนชอบธรรม เขาจะมีชีวิตดำรงอยู่อย่างแน่นอน” พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ“ถ้าเขามีบุตรเป็นโจร เป็นผู้หลั่งโ ลหิต และกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งในสิ่งที่กล่าวมาแล้วนี้แก่พี่น้อง เขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือ?เขาจะไม่มีชีวิตอยู่เพราะเขาได้กระทำสิ่งน่าสะอิดสะเอียนเหล่านี้ เขาจะตายอย่างแน่นอน โลหิตของเขาจะตกแก่เขาเอง”พระยาห์เวห์พระเจ้าตรัสว่า “พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย

เพราะฉะนั้นเราจะพิพากษาเจ้าแต่ละคนตามความประพฤติของเขา จงกลับใจและหันกลับมาจากการล่วงละเ มิดทั้งสิ้นของเจ้าเถิด เกรงว่าความชั่วของเจ้าจะเป็นเหตุให้เจ้าพินาศ จงละทิ้งการล่วงละเมิดทั้งสิ้นซึ่งเจ้าได้กระทำต่อเรา จงทำตัวให้มีดวงใจใหม่และจิตใจใหม่ พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย เจ้าจะตายเสียทำไมเล่า?เพราะเราไม่มีความพอใจในความตายของผู้หนึ่งผู้ใดเลย” พระเจ้าตรัส “จงหันกลับมา และมีชีวิตอยู่เถิด”
(นี่คือพระวาจาของพระเจ้า)

สร้อย - ข้าแต่พระเจ้า โปรดสร้างดวงใจใหม่ในตัวข้าพเจ้าเถิด
(หรือ เพลงที่ 69) พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยความอ่อนหวานและเมตตาสงสาร


เพลงสดุดี สดด.51:10-12ก, 12ข-13, 16-17
ก)ขอพระเจ้า สร้างสรรค์ ชีวันใหม่มีจิตใจ รักพระองค์ มั่นคงที่
อย่าขับไล่ ไสลง อเวจีพ้นวิถี พ้นพักตร์ พ้นรักลา
โปรดอย่านำ พระจิต ของพระองค์อันสูงส่ง สูญสลาย ไปจากข้าฯ
โปรดประทาน ยินดี และปรีดาทรงช่วยข้าฯ ให้รอด และปลอดภัย

ข)โปรดทำให้ ใจข้าฯ นี้ มีความเชื่อทุกทุกเมื่อ โปรดปราน ประทานให้
ข้าฯ จะสอน คนบาป ให้กลับใจถึงอยู่ไกล หันมา หาพระองค์

ค)พระองค์ไม่ ประสงค์ เครื่องบูชาหาไม่ข้าฯ จัดถวาย ให้ท่านหนอ
เครื่องบูชา มาเผาไฟ ไม่รีรอท่านไม่พอ พระทัย ไม่ต้องการ
เครื่องบูชา ข้าฯ หรือ คือดวงจิตมอบชีวิต พลีวาง อย่างกล้าหาญ
พระจะไม่ ปฏิเสธ ซึ่งดวงมานยอมรับการ เชื่อฟัง ทั้งจำนวน

อัลเลลูยา  มธ.11:25
อัลเลลูยา อัลเลลูยา
ข้าแต่พระบิดาเจ้าฟ้าดิน ขอถวายพระพรสดุดี
เพราะพระองค์ทรงเผยให้ผู้ต่ำต้อยได้ทราบเรื่องลี้ลับเกี่ยวกับเมืองสวรรค์

บทอ่านจากพระวรสารนักบุญมัทธิว  มธ.19:13-15
“ปล่อยให้เด็กๆ มาหาเราเถิด อย่าห้ามเลย
เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของคนที่เหมือนเด็กเหล่านี้”

ขณะนั้น มีผู้นำเด็กเล็กๆ มาให้พระองค์ปกพระหัตถ์อวยพร แต่บรรดาศิษย์กลับดุว่าคนเหล่านั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “ปล่อยให้เด็กเล็กๆ มาหาเราเถิด อย่าห้ามเลย เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของคนที่เหมือนเด็กเหล่า นี้”พระองค์ทรงปกพระหัตถ์ให้เด็กเหล่านั้น แล้วจึงเสด็จไปจากที่นั่น
(นี่คือพระวาจาของพระเจ้า)