วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม 2011
สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา


บทอ่านจากหนังสืออพยพ                                                                 อพย 22:20-26

องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสดังนี้ว่า “ท่านจะต้องไม่ข่มเหงหรือรังแกคนต่างชาติ เพราะท่านทั้งหลายก็เคยเป็นคนต่างชาติในแผ่นดินอียิปต์ ท่านจะต้องไม่ข่มเหงหญิงม่ายหรือลูกกำพร้า ถ้าท่านข่มเหงเขา เขาจะร้องขอความช่วยเหลือจากเรา เราจะฟังเสียงร้องขอของเขาอย่างแน่นอน เราจะโกรธมาก และจะฆ่าท่านให้ตายในสงคราม ภรรยาของท่านจะต้องเป็นม่าย และลูกของท่านจะเป็นกำพร้า ถ้าท่านให้ประชากรคนใดคนหนึ่งของเราที่ยากจนซึ่งอาศัยอยู่กับท่านขอยืมเงิน ท่านจะต้องไม่ทำเหมือนคนออกเงินกู้ที่เรียกร้องให้เขาเสียดอกเบี้ย

ถ้าท่านยึดเสื้อคลุมของเพื่อนไว้เป็นประกัน ท่านจะต้องคืนให้เขาก่อนตะวันตกดิน เพราะเสื้อคลุมเป็นเครื่องหุ้มกายชิ้นเดียวที่เขามี เขาจะใช้สิ่งใดป้องกันความหนาวเมื่อนอนเล่า ถ้าเขาร้องขอความช่วย เหลือจากเรา เราก็จะฟังคำร้องขอของเขา เพราะเราเป็นผู้มีเมตตากรุณา

เพลงสดุดี                                                                                    สดด 18:1-2ก,2ข-3,46และ50

ก) ข้าแต่องค์พระเจ้าข้าฯเฝ้าภักดิ์   ด้วยแสนรักพระองค์แน่ไม่แปรผัน
พระองค์ทรงคุ้มครองคอยป้องกัน             เป็นเกราะกั้นบังตนให้พ้นภัย
พระเจ้าช่วยข้าฯไว้ในหัตถ์อ้อม                ทรงเป็นป้อมแข็งกล้าได้อาศัย
พระเป็นเจ้าของข้าฯห่วงอาลัย                  สนพระทัยพิทักษ์รักข้าฯจริง

ข) ข้าพระองค์ปลอดภัยเมื่อใกล้ท่าน        เหมือนโล่กั้นข้าฯไว้อันใหญ่ยิ่ง
ทรงคุ้มกันรักษาข้าฯพึ่งพิง             ไม่ทอดทิ้งช่วยตลอดปลอดภัยราน
ข้าพระองค์เพ้อพร่ำร่ำร้องทูล           ทรงเกื้อกูลข้าฯรอดตนภัยพ้นผ่าน
ช่วยให้พ้นศัตรูพ้นหมู่มาร                สาธุการข้าฯสรรเสริญเยินยอองค์

บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปาโลอัครสาวกถึงเธสะโลนิกา ฉบับที่หนึ่ง       1 ธส 1:5ค-10

พี่น้อง ท่านทั้งหลายรู้ว่า เราปฏิบัติตนอย่างไรในหมู่ท่านเพื่อเป็นบทเรียนแก่ท่าน และท่านก็ได้ทำตามอย่างเราและตามแบบฉบับขององค์พระผู้เป็นเจ้า โดยท่านได้รับพระวาจาด้วยความทุกข์ยากหลายประการ แต่ท่านก็ยังมีความปิติยินดีของพระจิตเจ้า ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงเป็นแบบอย่างให้กับผู้มีความเชื่อทุกคนในแคว้นมาซิโดเนียและแคว้นอาคายา พระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้าดังก้องมาจากท่าน ไม่เพียงแต่ในแคว้นมาซิโดเนียและแคว้นอาคายาเท่านั้น ความเชื่อของท่านในพระเจ้านี้ยังเลื่องลือไปทั่วทุกหนทุกแห่ง จนเราไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก เพราะคนเหล่านั้นพูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับเราว่า เราได้เริ่มงานในหมู่ท่านอย่างไร และท่านกลับใจละทิ้งรูปเคารพมาสู่พระเจ้าอย่างไร เพื่อรับใช้พระเจ้าแท้จริงผู้ทรงชีวิต และรอคอยให้พระบุตรของพระองค์เสด็จมาจากสวรรค์คือพระเยซูเจ้า ผู้ทรงช่วยเราให้พ้นจากพระพิโรธที่จะมาถึง พระเยซูเจ้านี้ พระเจ้าทรงบันดาลให้กลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตาย

พระวรสารนักบุญมัทธิว                                                                     มธ 22:34-40

เวลานั้น เมื่อชาวฟาริสีได้ยินว่าพระเยซูเจ้าทรงทำให้ชาวสะดูสีนิ่งอึ้งไป จึงมาชุมนุมพร้อมกัน มีคนหนึ่งเป็นบัณฑิตทางกฎหมายได้ทูลถามเพื่อจะจับผิดพระองค์ว่า “พระอาจารย์ บทบัญญัติข้อใดเป็นเอกในธรรมบัญญัติ”
พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “ท่านจะต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญาของท่าน นี่คือบทบัญญัติเอกและเป็นบทบัญญัติแรก บทบัญญัติประการที่สองก็เช่นเดียวกัน คือท่านต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง ธรรมบัญญัติและคำสอนของบรรดาประกาศกก็ขึ้นอยู่กับบทบัญญัติสองประการนี้”

บทเทศน์จากพระวาจาของพระเจ้า
ประจำอาทิตย์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา

เมื่อพี่น้องฟังพระวาจาของพระเจ้าจากบทอ่านแรก บทอ่านจากหนังสือประกาศกอิสยาห์ พี่น้องได้ยินพระเจ้าสื่อความในใจของพระเจ้าถึงพี่น้องเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในสังคมที่พี่น้องร่วมชีวิตอยู่อย่างไรบ้าง พระเจ้าทรงเตือนสอนพี่น้องให้ดำเนินชีวิตร่วมกับพี่น้องรอบข้างอย่างไร ถ้อยคำที่พี่น้องได้ยินพระเจ้าตรัสผ่านทางประกาศกอิสยาห์ที่ว่า “ท่านจะต้องไม่ข่มเหงหรือรังแกคน” พระเจ้ากำลังเตือนสอนเราแต่ละคนด้วยเรื่องอะไร

ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากของประชาชนทั้งประเทศ อันเนื่องมาจากอุทกภัยครั้งสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ ข่าวเรื่อง “ขโมย” เข้าไปขโมยข้าวของของชาวบ้านที่จำใจต้องหนีภัยน้ำท่วมเอาชีวิตรอด ทั้งๆที่จิตใจก็ยังห่วงแสนห่วงในทรัพย์สินที่ต้องทิ้งไว้กับบ้านที่ถูกท่วมอยู่ นี่คือการข่มเหงรังแกซ้ำเติมผู้คนที่แม้แต่คนเราด้วยกันก็รู้สึกตรงกันว่า เป็นการกระทำของผู้ที่ “ใจร้าย” “ใจอำมหิต” ที่กระทำซ้ำเติมต่อผู้ที่เดือดร้อนได้ เสียงของพระเจ้าตรัสถึงบุคคลที่ข่มเหงซ้ำเติมผู้คนเช่นนี้ว่า ทันทีที่ผู้เดือนร้อนเหล่านั้นส่งเสียงร้องขึ้น พระองค์จะทรงรับฟังและจะลงโทษต่อผู้กระทำการข่มเหงรังแกผู้อื่นเช่นนี้อย่างรุนแรง “เราจะฟังเสียงร้องขอของเขาอย่างแน่นอน เราจะโกรธมาก และจะฆ่าท่านให้ตายในสงคราม ภรรยาของท่านจะต้องเป็นม่าย และลูกของท่านจะเป็นกำพร้า”

พระบัญญัติแห่งความรักที่พระเยซูเจ้าตรัสในพระวรสารตามคำเล่าของท่านนักบุญมัทธิวในวันนี้ เป็นพระบัญญัติที่พระเยซูเจ้าทรงกำชับเราคริสตชนที่ “รู้จักพระเจ้า” “ได้รับความรักจากพระเจ้า” มากมายตั้งแต่ทรงโปรดให้มารู้จักและพบทางสว่างอันประเสริฐแห่งพระธรรมคำสอนของพระองค์ จนมั่นใจได้ว่าชีวิตของตนจะสามารถเดินทางผ่านชีวิตบนโลกนี้ไปสู่พระราชัยสวรรค์ได้อย่างแน่นอนผ่านทางพระเยซูคริสตเจ้า การรู้จักและได้รับความรักจากพระเจ้าเช่นนี้ เรียกร้องให้เราคริสตชนทุกคนพึงต้อง “รักพระเจ้า” ตอบแทนพระทัยดีของพระองค์ และเชื่อแน่ว่าเราคริสตชนล้วนมีใจรักพระเจ้าด้วยกันทั้งสิ้น วันนี้พระเยซูเจ้าจึงขอให้เราที่ประกาศว่าจะรักพระองค์ได้พิสูจน์ความรักที่ “พูดด้วยปาก” ให้เป็นการกระทำอย่างจริงจังด้วยการแสดงความรักต่อเพื่อนมนุษย์ “เหมือนรักตนเอง”

เพื่อที่จะรักผู้อื่นเหมือนรักตนเองให้พี่น้องหวนกลับไปฟังพระวาจาของพระเจ้าจากหนังสือประศกอิสยาห์กันอีกครั้ง ถ้อยคำที่ประกาศกอิสยาห์กล่าวว่า “ท่านจะต้องไม่ข่มเหงรังแกคนต่างชาติเพราะท่านทั้งหลายก็เคยเป็นคนต่างชาติในแผ่นดินอียิปต์” เวลาที่พี่น้องพึงให้เหตุผลต่อตนเองและต่อกันและกันที่จะไม่ขมเหงรังแกผู้อื่น เราพึงต้องล้อเอาคำพูดจากประกาศกอิสยาห์มาเตือนใจตนเองและกันและกันว่า “เราไม่ควรรังแกขมเหงผู้อื่นเพราะชีวิตของเราแต่ละคนล้วนเคยตกยากทนทุกข์ด้วยเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งด้วยกันทั้งนั้น” ความรู้สึกในขณะนั้น เราไม่ต้องการให้ใครมาซ้ำเติมชีวิตของเราอย่างแน่นอน จงใช้ความรู้สึกเช่นเดียวกันนั้นสะกดใจของตนไม่ให้กระทำการซ้ำเติมผู้อื่นเหมือนกับที่เราเคยรู้สึกไม่ต้องการให้ใครกระทำเช่นนั้นกับเราในเวลานั้น หากทั้งๆที่รู้ แต่ยังกล้าทำผิดต่อเพื่อนพี่น้อง ก็พึงรู้ตัวไว้ล่วงหน้าเลยว่า พระเจ้าจะทรงลงโทษเราอย่างแน่นอน และในเวลานั้นเราคงแก้ตัวกับพระเจ้าไม่ได้อีกเพราะพระเจ้าได้เตือนพี่น้องในอาทิตย์นี้แล้ว และคงพูดได้ไม่เต็มปากอีกว่า “พี่น้องรักพระเจ้าสุดชีวิต” ตามพระบัญญัติเอกที่พระเยซูเจ้าทรงสอนไว้ และน่าจะละอายใจที่จะรับพระเมตตาความรักจากพระเจ้าที่ยังทรงแสดงความรักต่อพี่น้องอยู่อย่างมั่นคง ความรู้สึกไม่ดีเช่นนี้จะยังคงอยู่ในจิตใจของพี่น้องต่อไป จนกว่าพี่น้องจะหันกลับมาแสดงความรักต่อเพื่อนพี่น้องเหมือนรักตนเองอีกครั้งหนึ่ง

พี่น้องที่เคารพ พระวาจาของพระเจ้าประจำอาทิตย์นี้เป็นเสียงของพระเจ้าที่สื่อถึงพี่น้องตรงกับสภาพชีวิตของบริบทสังคมในประเทศไทยของเรา ที่ผู้เดือดร้อนทั้งหลายกำลังรอรับความรักจากเพื่อนพี่น้องรอบข้างอยู่ นอกจากเราจะไม่ซ้ำเติมพวกเขาแล้ว เราควรพิสูจน์ความรักต่อเพื่อนพี่น้องให้มากยิ่งขึ้นไปอีกด้วยการ “ให้แบบไม่หวังผลตอบแทน” จากพวกเขานั่นแหละดีที่สุด เรื่องของ “ดอกเบี้ย” หรือ “ดอกผล” หรือ “ผลกำไร”  ที่พึงได้ตามความยุติธรรม หากเป็นไปได้ก็ให้งดเสีย เปลี่ยนมาเป็นการให้โดยไม่หวัง “ผลตอบแทน” เพราะหากเป็นตัวของพี่น้องเองที่มีใครปฏิบัติตนเช่นนี้ในภาวะแบบนี้กับตน พี่น้องคงยิ้มได้ทั้งน้ำตาใช่ไหม พ่ออยากให้พี่น้องปฏิบัติตนเช่นนี้กับเพื่อนพี่น้องที่เดือดร้อนทั้งหลายรอบข้างจริงๆ และในที่สุดให้ยกระดับของการให้ด้วยความรัก มิใช่ใช้เพียงมาตรฐานของการแสดงความรักเหมือนรักตัวของเราเองเท่านั้น แต่ให้กลายเป็นมาตรฐานที่สูงขึ้นด้วยการ “รักผู้อื่นเหมือนที่พระเยซูเจ้าทรงรักเรา”  เป็นการแสดงความรักด้วยการ “ให้ทั้งชีวิต” เพื่อช่วยให้ผู้อื่นได้รับความรอดพ้นอีกด้วย