วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน 2012
สัปดาห์มหาทรมาน (แห่ใบลาน)

บทอ่านจากหนังสือประกาศกอิสยาห์                                                                   อสย 50:4-7

องค์พระผู้เป็นเจ้าประทานให้ข้าพเจ้ามีลิ้น เหมือนลิ้นของศิษย์ที่พระองค์ทรงสอน เพื่อข้าพเจ้าจะได้รู้จักพูดจาให้กำลังใจแก่ผู้เหน็ดเหนื่อย ทุก ๆ เช้า พระองค์ทรงปลุกข้าพเจ้า  ทรงปลุกหูข้าพเจ้าให้ฟังเหมือนศิษย์ที่พระองค์ทรงสอน องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเปิดหูให้ข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็ไม่ต่อต้าน ไม่หันหลังหนีไป ข้าพเจ้าหันหลังให้แก่ผู้โบยตีข้าพเจ้า และหันแก้มให้แก่ผู้ที่ดึงเคราข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ซ่อนหน้าแก่ผู้สบประมาทและถ่มน้ำลายรด องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยข้าพเจ้า ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ต้องละอาย ข้าพเจ้าทำหน้าของข้าพเจ้าให้ด้านเหมือนหิน ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าจะไม่อับอาย

บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปาโลอัครสาวกถึงชาวฟิลิปปี                                          ฟป 2:6-11

แม้ว่าพระองค์ทรงมีธรรมชาติพระเจ้า พระองค์ก็มิได้ทรงถือว่าศักดิ์ศรีเสมอพระเจ้านั้น เป็นสิทธิที่จะต้องหวงแหน แต่ทรงสละพระองค์จนหมดสิ้น เพื่อทรงรับสภาพดุจทาส กลายเป็นมนุษย์ดุจเรา เมื่อทรงปรากฏพระองค์ในธรรมชาติมนุษย์แล้ว ก็ยังทรงถ่อมพระองค์กว่านั้นอีก จนถึงกับทรงยอมรับแม้ความตาย เป็นความตายบนไม้กางเขน

เพราะเหตุนี้ พระเจ้าจึงทรงเทิดทูนพระองค์ท่านขึ้นสูงส่ง และประทานนามให้แก่พระองค์ท่าน พระนามนี้ประเสริฐกว่านามอื่นใดทั้งสิ้น เพื่อทุกคนในสวรรค์และบนแผ่นดิน รวมทั้งใต้พื้นพิภพ จะย่อเข่าลงนมัสการพระนาม“เยซู”นี้ และเพื่อชนทุกภาษาจะได้ร้องประกาศว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อพระสิริรุ่งโรจน์แด่พระเจ้า พระบิดา


พระวรสารนักบุญมาระโก                                                                               มก 15:1-39

ครั้นรุ่งเช้า บรรดาหัวหน้าสมณะ พร้อมกับผู้อาวุโส ธรรมาจารย์ และบรรดาสมาชิกสภาสูงทุกคน ได้ประชุมตกลงกัน สั่งให้มัดพระเยซูเจ้า และนำไปมอบให้ปิลาต

ปิลาตจึงถามพระองค์ว่า ‘ท่านเป็นกษัตริย์ของชาวยิวหรือ?’ พระองค์ตรัสตอบว่า ‘ท่านพูดเองนะ’ บรรดาหัวหน้าสมณะพยายามกล่าวหาพระองค์หลายประการ ปิลาตจึงถามพระองค์อีกว่า ‘ท่านไม่ตอบอะไรหรือ? เห็นไหมเขากล่าวหาท่านหลายประการทีเดียว!’ แต่พระเยซูเจ้ามิได้ตรัสตอบอะไรอีก ทำให้ปิลาตประหลาดใจมาก

ในช่วงเวลาเทศกาล ปิลาตเคยปล่อยนักโทษคนหนึ่งตามคำของประชาชน มีคนคนหนึ่งชื่อ บารับบัส ถูกจองจำพร้อมกับพวกกบฎที่ได้ฆ่าคนในการจลาจล เมื่อประชาชนขึ้นไปขอให้ปิลาตปล่อยนักโทษตามประเพณีที่เคยทำ ปิลาตกล่าวแก่เขาว่า ‘ท่านต้องการให้เราปล่อยกษัตริย์ของชาวยิวหรือ?’ ปิลาตทราบอยู่แล้วว่าบรรดาหัวหน้าสมณะได้มอบพระองค์ให้เพราะความอิจฉา แต่บรรดาหัวหน้าสมณะได้เสี้ยมสอนยุยงให้ประชาชนขอปิลาตปล่อยตัวบารับบัสมากกว่า ปิลาตถามเขาอีกว่า ‘ท่านจะให้ข้าพเจ้าทำอะไรกับคนนี้ที่ท่านเรียกว่ากษัตริย์ของชาวยิว?’ ประชาชนร้องตะโกนตอบว่า ‘จงเอาเขาไปตรึงกางเขา!’ ปิลาตถามว่า ‘เขาได้ทำผิดอะไร?’ แต่ประชาชนร้องตะโกนดังยิ่งขึ้นว่า ‘จงเอาเขาไปตรึงกางเขน!’ ปิลาตต้องการเอาใจประชาชน จึงปล่อยบารับบัสไป แล้วสั่งให้โบยตีพระเยซูเจ้า มอบพระองค์ให้เขาเอาไปตรึงบนไม้กางเขน

บรรดาทหารนำพระองค์เข้าไปในลานชั้นในคือ “จวนของผู้ว่าราชการ” แล้วเรียกทหารทั้งกองมาพร้อมกัน เขาเอาเสื้อคลุมสีม่วงแดงมาคลุมให้พระองค์ เอาหนามมาสานเป็นมงกุฎสวมพระเศียร แล้วคำนับพระองค์กล่าวว่า ‘ข้าแต่กษัตริย์ของชาวยิว! ขอทรงพระเจริญเทอญ’ เขาเอาไม้อ้อฟาดพระเศียร ถ่มน้ำลายรด แล้วคุกเข่ากราบพระองค์เป็นเชิงเยาะเย้ย เมื่อได้เยาะเย้ยพระองค์แล้ว เขาก็ถอดเสื้อคลุมสีม่วงแดงเสีย เอาฉลองพระองค์สวมให้ดังเดิม

บรรดาทหารนำพระองค์ไปเพื่อตรึงบนไม้กางเขน ชายคนหนึ่งชื่อ ซีโมนชาวไซรีนเป็นบิดาของอเล็กซานเดอร์และรูฟัส กำลังเดินทางจากชนบทผ่านมาทางนั้น บรรดาทหารจึงเกณฑ์ให้เขาแบกไม้กางเขนของพระองค์ไป ทหารนำพระองค์มาถึงสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเรียกว่า “กลโกธา” แปลว่า “เนินหัวกระโหลก”

ทหารนำเหล้าองุ่นผสมมดยอบให้พระองค์ แต่พระองค์ไม่ทรงรับ เขาตรึงพระองค์บนไม้กางเขน แล้วเอาฉลองพระองค์มาแบ่งกันโดยจับสลากว่าใครจะได้สิ่งใด เมื่อเขาตรึงพระองค์นั้นเป็นเวลาประมาณเก้านาฬิกา มีป้ายบอกข้อกล่าวหาพระองค์เขียนไว้ว่า ‘กษัตริย์ของชาวยิว’ เขายังได้ตรึงโจรสองคนพร้อมกับพระองค์ด้วย คนหนึ่งอยู่ข้างขวา อีกคนหนึ่งอยู่ข้างซ้าย

ผู้คนที่ผ่านไปมาต่างสบประมาทพระองค์ สั่นศีรษะเยาะเย้ยว่า ‘เอ๊ะ! ท่านผู้ทำลายพระวิหาร และสร้างขึ้นใหม่ได้ภายในสามวัน! จงช่วยตนให้รอดพ้น และลงจากไม้กางเขนเถิด!’ บรรดาหัวหน้าสมณะและธรรมาจารย์ต่างเยาะเย้ยพระองค์เช่นเดียวกันว่า “เขาช่วยคนอื่นให้รอดพ้นได้ แต่ช่วยตนเองไม่ได้ ให้พระคริสต์กษัตริย์แห่งอิสราเอลลงมาจากไม้กางเขนบัดนี้เถิด เพื่อเราจะได้เห็นและมีความเชื่อ’ แม้ผู้ถูกตรึงบนไม้กางเขนพร้อมกับพระองค์ก็เยาะเย้ยพระองค์ด้วย

เมื่อถึงเวลาเที่ยง ทั่วแผ่นดินก็มืดไปจนกระทั่งถึงเวลาบ่ายสามโมง ครั้นถึงเวลาบ่ายสามโมง พระเยซูเจ้าทรงร้องเสียงดังว่า ‘เอโลอี เอโลอี ลามา ซาบั๊กทานี?’ ซึ่งแปลว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ข้าแต่พระเจ้า ทำไมพระองค์จึงทรงทอดทิ้งข้าพเจ้าเล่า?’ ผู้ที่ยืนอยู่ที่นั่นบางคนได้ยินจึงพูดว่า ‘ฟังซิ เขากำลังร้องเรียกเอลียาห์’ คนหนึ่งวิ่งไปเอาฟองน้ำจุ่มน้ำส้มเสียบปลายไม้อ้อส่งให้พระองค์ดื่มกล่าวว่า ‘เราจงคอยดูซิว่าเอลียาห์จะมาปลดเขาลงหรือไม่’ แต่พระเยซูเจ้าทรงเปล่งเสียงดัง แล้วสิ้นพระชนม์ ม่านในพระวิหารได้ฉีกขาดเป็นสองส่วนตั้งแต่ด้านบนตลอดจนถึงด้านล่าง นายทหารซึ่งยืนเฝ้าอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ เมื่อเห็นพระองค์สิ้นพระชนม์ดังนั้น จึงกล่าวว่า ‘ชายคนนี้เป็นพระบุตรของพระเจ้าแน่ทีเดียว’

 

บทเทศน์อาทิตย์มหาทรมาน แห่ใบลาน
อาทิตย์เป็นนี้เป็นอาทิตย์ใบลาน
เป็นอาทิตย์ที่สิ้นสุดเทศกาลมหาพรตเพื่อจะก้าวเข้าสู่
อาทิตย์ศักดิ์สิทธิ์และฉลองอาทิตย์ปัสกาในอาทิตย์หน้า

อาทิตย์นี้พระวรสารของนักบุญมาร์โก เชิญชวนให้พี่น้องได้ไตร่ตรอง ก้าวเดิน โค้งสุดท้ายในชีวิตของพระองค์   เรามองชีวิตของพระองค์ตรงนี้ เราจะได้เข้าใจว่า ชีวิตของพระองค์เมื่อมาถึงจุดนี้มีอะไรอยู่ข้างใน มีอะไรอยู่เบื้องหลังชีวิตของพระองค์ และพระองค์ได้ก้าวมาน้อมรับชีวิตแบบนี้

ในพระวรสารของนักบุญมาร์โก เราเห็นชีวิตของพระเยซูเจ้าที่ต้องถูกตัดสิน   เป็นชีวิตที่เข้าใจชัดเจนว่า ตัดสินโดย  ไม่ยุติธรรม ผู้บริสุทธิ์คนหนึ่งต้องถูกตัดสินให้ต้องตาย อย่างน่าอัปยศ อย่างทุกข์ทรมานถึงที่สุด   ชีวิตของผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่บริสุทธิ์ผู้นี้ พอมาเปรียบเทียบกับมหาโจรบาราบัส ผู้คนกลับบอกว่า มีค่าน้อยกว่า ปล่อยบาราบัส ผู้คนบอกให้ปล่อยบาราบัสออกไป    ดีกว่าปล่อยพระเยซูเจ้าให้เป็นอิสระ เทียบกัน ชีวิตของพระเยซูเจ้าตกต่ำกว่าอีก พระองค์ต้องถูกเยาะเย้ยถากถาง ถูกทำร้าย อย่าง   ไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี ถูกเอาหนามที่สานเป็นมงกุฎ สวมลงไปเพื่อจะได้สบประมาทเยาะเย้ย เอาเสื้อสีแดงมาคลุม ถ่มน้ำลายรด เอาไม้ตีพระองค์ เวลาถูกตรึงกางเขน ก็ถูกตรึงข้าง ๆ มหาโจร เสียอีก

พี่น้องลองคิดดูว่า “ชีวิตของพระเยซูเจ้าที่ทำดีมาโดยตลอด   แต่กลับต้องจบชีวิตตรงไม้กางเขนนั้น  เป็นได้แค่คนตายพร้อมกับมหาโจร” แถมยังมีการเยาะเย้ยถากถาง ให้เสียดแทงดวงใจของพระองค์อีกด้วย ยังมีคำพูดอีกว่า “ พระองค์     ดีแต่ช่วยคนอื่น แต่เอาตัวเองไม่รอด” เหมือนเราเคยว่าคนในสังคมว่า “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” ท้ายสุดผู้ที่ซื่อสัตย์     ดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้ามาโดยตลอด แทบจะสิ้นใจเพื่อพระเจ้า กลับรู้สึกว้าเหว่ เหมือนถูกปล่อยเกาะ เพราะไม่มีใครดูดำดูดีกับพระองค์เลย คำอุทานสุดท้ายที่กางเขน จนพระองค์ร้องว่า “พระองค์เจ้าข้า ทำไมจึงทอดทิ้งข้าพเจ้าเล่า”  เหลือแต่ตัวคนเดียว และท้ายที่สุด พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ 

เราถามกันว่า ชีวิตของพระเยซูเจ้า ข้างในเป็นอย่างไร ถึงน้อมรับได้ถึงวินาทีสุดท้าย ?ถ้าพี่น้องอยากรู้จักว่าพระองค์เป็นอย่างไร ลองฟังของประกาศกอิสยาห์ ในบทอ่านแรกแล้วมาเทียบเคียงกับนักบุญเปาโลถึงชาวฟิลิปปี     ที่พระองค์สู้ได้ ดีได้จนหยดสุดท้าย จะเป็นอย่างไร เพราะพระองค์ยอมเสียสละแล้วถึงธรรมชาติของพระเจ้า อย่าว่าแต่เสียความรู้สึกแม้กระทั่งสถานะพระเจ้าที่พระองค์มี พระองค์ยังไม่ยึดติดเลย มารับสถานะมนุษย์ ไม่ถือศักดิ์ศรีของพระเจ้า เมื่อพระองค์เป็นอย่างนี้       ต่อให้อะไรเกิดขึ้นกับพระองค์ พระองค์ก็ไม่ถือ ก็สู้ ก็ทนได้ แม้จะมีคนมาดูถูก เหยียดหยามพระองค์  พระองค์ไม่เสียหน้าหรอก พระองค์มีแต่หน้าของพระเจ้า และพระองค์ก็ทิ้งหน้าตาที่ยิ่งใหญ่ นักบุญเปาโลบอกว่า “พระองค์ สละแม้กระทั่ง  แบบมนุษย์    คนธรรมดา ยอมทิ้ง กลับมารับสภาพดุจทาส ซึ่งต่ำกว่าสภาพของการเป็นคน ทาสคือคนไม่เป็นอิสระ หมดศักดิ์ศรี และสุดท้ายยอมรับความตายบนไม้กางเขน เพราะในหัวใจของพระองค์เสียสละ ชีวิตถึงที่สุดแล้ว

ในประกาศกอิสยาห์ พระองค์สู้กับชีวิตบนไม้กางเขนได้อย่างไร ในทุก ๆ เช้า พระองค์ให้ชีวิตของพระเจ้ามาตีสอน พระองค์ไม่พลาดที่จะให้ “คำของพระเจ้า”มาตีสอน มาเติมเต็มในชีวิตของพระองค์ เพื่อให้ตลอดทั้งวัน  จะได้ดำเนินชีวิตตามคำของพระเจ้า ให้พระเจ้ามาถ่ายทอดชีวิตของพระองค์สู่ผู้คน ยอมตามที่พระเจ้าให้ดำเนินไป  “พระเจ้าประทานให้ข้าพเจ้ามีลิ้น อย่างที่พระองค์ทรงสอน” องค์พระเยซูเจ้าเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า ไม่หนีผู้ที่โบยตีพระองค์  ด้วยความรู้สึกว่าพระเจ้าจะเสด็จมาอยู่ข้าง ๆ และสามารถลอยหน้า ลอยตาได้ และไม่ได้รับความอับอาย

พี่น้องครับ ชีวิตขององค์พระเยซูเจ้าที่เสร็จสิ้นลงบนไม้กางเขนเพื่อพวกเราทั้งหลาย เราใส่ชื่อว่า “คริสตชน” เราบอกกับตัวเองว่า “เราเป็นศิษย์ เป็นชนชาติของพระคริสตเจ้า” ทุกการเดินหน้า ทำให้ชีวิตเราละม้ายคล้ายพระเยซูเจ้า ดำเนินชีวิตบน  โลกนี้ต่อจากการดำเนินชีวิตต่อจากพระองค์ พี่น้องควรดำเนินชีวิตอย่างไร ? ให้ชีวิตของพี่น้องเกิดภาพแบบองค์พระเยซูเจ้า พี่น้องยินดีถ่อมตนให้เหมือนกับพระเยซูเจ้าไหม มีหลายชีวิตในสังคม ที่ชีวิตของเขาตกต่ำ ไม่มีคุณค่า ไม่มีเกียรติ ไม่มีหน้าตา ไร้ศักดิ์ศรี ถ้าพี่น้องอยากดำเนินชีวิตติดตามพระเยซูเจ้า ตามแบบอย่างของพระองค์ ให้พี่น้อง ยอมถ่อมตน วางตัวตน ของเรา ไว้ ความเก่ง บารมี ไม่ชื่นชมกับมัน ยอมสักครั้งได้ไหม ที่ไม่ควรมีปฏิกิริยา เมื่อเราตกต่ำเมื่อเทียบชั้นกับคนที่ตกต่ำ เมื่อเรา “ยอม” ถูกดูหมิ่น เหยียบหยาม แม้แต่ยอมทำร้าย ยอมให้เกิดกับชีวิตเราได้ไหม เราพร้อมทำชีวิตให้เหมือนผู้รับใช้พระเจ้า ให้มีคำพูดของพระเจ้า “เข้ามาในชีวิต”  ซึ่งตรัสไว้ในพระคัมภีร์ ตรัสไว้ในมโนธรรมของเรา เมื่อเราต้องเผชิญกับยากลำบาก เราก็ยึดสิ่งอื่น มากกว่าพระเจ้าหรือไม่ ถ้าเกิดพี่น้องสามารถยอมได้อย่างนี้ ชีวิตพี่น้องก็จะจบได้อย่างพระเยซูเจ้า  เหมือนายร้อยที่ถูกพระเยซูเจ้าถูกตรึงกาเงขน เมื่อเห็นพระองค์สิ้นพระชนม์ ก็กล่าวออกมาว่า“ชีวิตของคนผู้นี้เป็นพระบุตรของพระเจ้าจริงแท้”

พี่น้องครับ เรามนุษย์ได้รับการไถ่โทษจากบาป ให้รอดพ้น เมื่อผู้คนเขามองเห็นพระเจ้าในชีวิตของเรา  เขาจะรอดพ้น ชีวิตของเราจะเหมือนท่านนักบุญเปาโล ที่บอกว่า” เพื่อทุกคนในสวรรค์และบนแผ่นดิน     รวมใต้พื้นพิภพจะย่อเข่าลงนมัสการพระนามพระเยซูนี้ เพื่อคนทุกชาติจะร้องประกาศว่า พระเยซูเจ้าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อพระสิริรุ่งโรจน์ขององค์พระเจ้า พระบิดา” ขอให้อาทิตย์ศักดิ์สิทธิ์นี้ นำชีวิตของพี่น้องก้าวเดินไปพร้อมกับพระเยซู ยินดีถ่อมตนเหมือนพระเยซูเจ้า    เป้าหมายคือ ทำให้องค์พระเยซูเจ้าได้รับเกียรติเพราะการกระทำ และปฏิบัติชีวิตของเราตลอดสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์นี้