หนังสือเมล็ดพันธ์แห่งปรีชาญาณ เล่ม 5 หน้า 99-101

อากาศกำลังหนาวจัด เลื่อนที่บรรทุกของหนักกำลังเคลื่อนไปในหิมะที่โปรยปรายไม่หยุด เสียงป้ายที่แขวนเหนือประตูร้านขายของกวัดแกว่งไปมาดังเป็นระยะๆ ลมแรงพัดพาอาหาศที่เย็นยะเยือกประหนึ่งถูกทิ่มแทงด้วยเข็มแหลม ขณะนั้นแทบจะร้างผู้คนในยามบ่ายๆ คนทำงานรีบเดินเข้าเดินออกสุนัขทุกตัวอยู่ภายในบ้าน ไม่มีนกบินและไม่มีเสียงนกร้อง นกกระจิบซุกตัวอยู่ในโพรง นกพิราบซุกตัวเบียดกันอยู่ที่มุมหนึ่ง นกหลายตัวถึงกับแข็งจาย

นกพิราบสิบกว่าตัวเบียดกันอยู่ใต้ชายคาของเฉลียงบ้านแต่ดูเหมือนว่าจะช่วยอะไรมันไม่ได้มากนัก นกกระจิบเล็กๆ ไม่ค่อยพอใจที่ถูกแย่งที่แสนสบายของมัน มันบินข้ามเฉลียงไปทักทายนกพิราบ

“นกพิราบที่รัก ขอให้พวกเราได้เกาะอยู่ใกล้ๆ พวกเธอหน่อยได้ไหม ตัวเธอใหญ่และอบอุ่น”

“ขนของพวกเธอเย็นมาก พวกเราให้พวกเธอมาอยู่ใกล้ๆไม่ได้หรอก เพราะเราเองก็เกือบจะแข็งตายอยู่แล้ว” นกพิราบพึมพำอย่างเศร้าๆ

“แต่พวกเรากำลังจะตายอยู่แล้ว”

“เราก็เหมือนกัน”

“แต่ถ้าได้อยู่ใกล้ๆปีกของเธอคงอุ่นไม่น้อยนะ ขอให้เราอยู่กับเธอเถิด พวกเราตัวเล็กนิดเดียวและเราก็หนาวมาก”

“ก็ได้” ในที่สุดนกพิราบก็ยอม นกกระจิบน้อยที่กำลังหนาวสั่นตัวหนึ่งขยับปีกบินเข้าซุกใต้ปีกกว้างสีขาวของนกพิราบ

“มาตรงนี้สิ” นกพิราบอีกตัวส่งเสียงเรียก นกกระจิบน้อยอีกตัวรีบไปหาที่อุ่นๆใต้ปีกนกใหญ่

“มาเร็วๆ” นกพิราบใจดีตัวอื่น ส่งเสียงเชื้อเชิญจนในที่สุดพกมันเกือบครึ่งสามารถให้นกกระจิบน้อยที่หนาวสั่นได้ซุกอยู่ใต้ปีกที่เย็นฉียบไม่แพ้กันของพวกมัน

“พวกเธอนี่ช่างโง่จริงๆนะ” นกพิราบที่เหลือพูด “ทำไมเธอจึงเสี่ยงเอาชีวิตไปแลกกับชีวิตที่ไร้ค่าของนกกระจิบเล่า”

“พวกเขาตัวเล็กนิดเดียวและกำลังหนาวสั่นด้วย” นกพิราบพูด “พวกเราหลายตัวอาจจะตายในคืนอันหนาวทารุณรี้ ขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ ให้เราแบ่งปันความอบอุ่นที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยให้ผู้ที่ต้องการมากกว่าเถิด”

อากาศเย็นลง ขณะที่พระอาทิตย์ลับหายไปใต้ก้อนเมฆ มีแต่แสงสวยลอดออกมาจากก้อนเมฆ ลมพัดแรงไม่หยุดรอบๆ บ้านที่นกพิราบและนกกระจิบน้อยกำลังรอความตาย

ชั่วโมงหนึ่งหลังจากพระอาทิตย์ตกดิน มีชายคนหนึ่งเดินผ่านเฉลียง หลังจากเข้าไปในบ้าน เขาปิดประตูเสียงดัง เด็กน้อยที่เฝ้าดูจากหน้าต่างเห็นบางสิ่งบางอย่างหล่นจากชายคามาที่พื้น

“พ่อคะ” เด็กหญิงร้อง “มีนกพิราบที่คงจะหนาวตายตกลงมาบนระเบียงค่ะ”

เมื่อชายนั้นก้าวเข้าไปจับนกพิราบขึ้นมา เขาเห็นมีนกตัวอื่นๆใต้ชายคา พวกมันไม่ขยับเขยื้อน หรือแม้แต่จะส่งเสียงร้อง เขาค่อยๆ เอานกพิราบวางไว้ในห้อง รอให้มันฟื้นขึ้นมา ในไม่ช้านกพิราบสิบกว่าตัวก็ส่งเสียงร้องด้วยความดีใจและสำนึกในบุญคุณของผู้ที่มาช่วยชีวิต พลางขยับปีกขึ้น ใต้ปีกของนกพิราบแต่ละตัวมีนกกระจิบน้อยอยู่

“ดูซิจ๊ะพ่อ” เด็กน้อยร้อง “นกพิราบตัวที่ฟื้นคือตัวที่กอดนกกระจิบตัวเล็กๆ ไว้ใกล้ๆ หัวใจของมัน”

พ่อลูกค่อยๆ ยกปีกของนกพิราบที่ไม่ฟื้น ใต้ปีกของนกพวกนั้นไม่มีนกกระจิบเลย

ลมแรงยังคงพัดพาอากาศที่เย็นยะเยือกประหนึ่งถูกทิ่มแทงด้วยเข็มแหลม ถึงกระนั้นนกพิราบที่ให้นกกระจิบตัวน้อยซึ่งกำลังแข็งตายซุกอยู่ใต้ปีกที่หนาวสั่นของมัน ยังมีโอกาสชื่นชมกับแสงตะวันของวันใหม่ที่สาดส่องเข้ามา

ผู้ที่เสียสละชีวิตย่อมได้มาซึ่งชีวิตเป็นของกำนัลตอบแทน