สรุปความหมายของศีลมหาสนิท

ศีลมหาสนิท ศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งความรอดพ้น “ความเสียสละ” ที่พระเจ้าพระบิดาและพระบุตรทรงแสดงให้เห็น จำเป็นต้องกล่าวถึงศีลมหาสนิทหรือพิธีบูชาขอบพระคุณ “พิธีบูชาขอบพระคุณ” ระลึกถึงการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนมชีพขององค์พระผู้เป็นเจ้า เป็น “ธรรมล้ำลึกปัสกา” เป็นธรรมล้ำลึกเรื่องความรอดพ้นของเรา

ศีลศักดิ์สิทธิ์ประการนี้ ติดแน่นอยู่กับพระธรรมชาติมนุษย์ของพระเยซูเจ้า และดังนี้จึงเกี่ยวข้องกับการที่พระบุตรของพระเจ้าทรงรับสภาพมนุษย์ พระตรีเอกภาพ ใจกลางของธรรมล้ำลึกการรับสภาพมนุษย์และธรรมล้ำลึกปัสกา ความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้าพระบิดา ก็คือ การสละพระบุตรแต่พระองค์เดียวของพระองค์ให้เรา (ยน 3:16-17)

การที่พระคริสตเจ้าทรงรับสภาพมนุษย์เป็นการที่พระองค์ทรงเชื่อฟังพระประสงค์ของพระบิดา เพื่อช่วยให้โลกได้รอดพ้นโดยอาศัยการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์ ซึ่งเรียกรวมกันได้ว่า “ธรรมล้ำลึกปัสกา”

ความเชื่อฟังของพระคริสตเจ้าจนทรงยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเป็นการสละตนโดยสิ้นเชิงด้วยความรักที่ไม่มีเงื่อนไข “แม้ว่าพระเยซูคริสตเจ้าทรงมีธรรมชาติพระเจ้า พระองค์ก็มิได้ทรงถือว่าศักดิ์ศรีเสมอพระเจ้านั้น เป็นสมบัติที่จะต้องหวงแหน แต่ทรงสละพระองค์จนหมดสิ้น ทรงรับสภาพดุจทาสเป็นมนุษย์ดุจเรา ทรงแสดงพระองค์ในธรรมชาติมนุษย์ ทรงถ่อมพระองค์จนถึงกับ ทรงยอมรับแม้ความตาย เป็นความตายบนไม้กางเขน” (ฟป 2:6-8)

ในการรับสภาพมนุษย์และในธรรมล้ำลึกปัสกา มีการเสวนาและการแลกเปลี่ยนที่ล้ำลึกระหว่างพระบิดาและพระบุตรเกิดขึ้น การที่พระคริสตเจ้าทรงรับสภาพมนุษย์และสิ้นพระชนม์นับว่าเป็นการที่พระบุตรทรงรับและปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดาอย่างสมบูรณ์  พระองค์ทรงยอมสละพระองค์เพื่อพระบิดาจะทรงทำให้แผนการที่ทรงมีสำหรับโลกสำเร็จไปได้ นี่คือความรักที่พระคริสตเจ้าทรงมีต่อพระบิดาและต่อโลกคือต่อมนุษยชาติ การกลับคืนพระชนมชีพของพร คริสตเจ้าเป็นการที่พระบิดาเจ้าทรงรับการถวายชีวิตบนไม้กางเขน  พระบิดาทรงยอมรับและทรงปลุกให้พระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพก็เพื่อจะได้ประทานชีวิตนั้นให้แก่โลก คือแก่มนุษยชาติ

ผลจากการเสวนาที่สำเร็จไปในการกลับคืนพระชนมชีพนี้ คือ การประทานพระจิตเจ้าให้แก่โลก  เป็นการประทานชีวิตแก่โลก  เป็นการให้กำเนิดแก่พระศาสนจักร ในเหตุการณ์นี้ นับได้ว่าพระเจ้าและมนุษยชาติมีการเสวนาครั้งใหญ่ในองค์พระจิตเจ้า เป็นการเสวนาเพื่อแบ่งปันชีวิตของพระเจ้าให้แก่มนุษยชาติ

พระจิตเจ้าทรงมีบทบาทในการที่พระบุตรทรงรับสภาพมนุษย์ “พระจิตเจ้าจะเสด็จลงมาเหนือท่าน และพระอานุภาพของพระผู้สูงสุดจะแผ่เงาปกคลุมท่าน เพราะฉะนั้น บุตรที่จะเกิดมาจะรับนามว่าบุตรของพระเจ้า” (ลก 1:35) พระจิตเจ้าทรงมีบทบาทในพันธกิจในโลกนี้ของพระคริสตเจ้าด้วย บัดนี้ พระจิตเจ้าก็ทรงมีบทบาทในการถือกำเนิดในชีวิต และในศาสนบริการของพระศาสนจักรด้วย

พระตรีเอกภาพเป็นหัวใจของศีลมหาสนิทหรือพิธีบูชาขอบพระคุณ ในการเลี้ยงอาหารมื้อค่ำครั้งสุดท้าย พระเยซูเจ้าทรงตั้งศีลมหาสนิท เพื่อระลึกถึงการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและการกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์อยู่ตลอดไป

ในความเป็นจริง คือ การเลี้ยงอาหารมื้อค่ำครั้งสุดท้ายเป็นการที่พระเยซูเจ้าทรงฉลองการกินเลี้ยงปัสกาพร้อมกับบรรดาศิษย์ การเลี้ยงฉลองนี้ ครอบครัวชาวยิวระลึกถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ของตนกับพระเจ้า – คือเรื่องการปลดปล่อยประชากรของพระเจ้า ในการเลี้ยงอาหารนี้ พระเยซูเจ้าแสดงบทบาทของ พ่อบ้าน - หรือหัวหน้าครอบครัวในบทบาทนี้  พระองค์ทรงเปลี่ยนการกินเลี้ยงปัสกาเดิมของชาวยิว ให้เป็นปัสกาแบบใหม่ พระองค์ทรงเปลี่ยนขนมปังและเหล้าองุ่นให้เป็นพระกายและพระโลหิตของพระองค์

“นี่เป็นกายของเราที่ถูกมอบเพื่อท่านทั้งหลาย ...... ถ้วยนี้เป็นพันธสัญญาใหม่ในโลหิตของเราที่หลั่งเพื่อท่านทั้งกลาย” (ลก 22:15,16)

พระองค์ทรงสั่งบรรดาศิษย์ว่า “จงทำดังนี้เพื่อระลึกถึงเราเถิด” (ลก 22:19; 1 คร 11:24,25) “ทุกครั้งที่ท่านกินปังนี้ และดื่มจากถ้วยนี้ ท่านก็ประกาศการสิ้นพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าจนกว่าพระองค์จะเสด็จมา” (1 คร 11:26)

เหตุการณ์ที่พระเยซูเจ้าทรงเฉลิมฉลองในการตั้งศีลมหาสนิทจะเป็นจริงในวันต่อมา – เมื่อจะทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และการกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตายก็จะตามมาในวันต่อไป

พระองค์จะทรงเป็นลูกแกะปัสกาใหม่ - ซึ่งจะถูกถวายบูชาเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดพ้น บนไม้กางเขน พระองค์จะทรงถวายพระกาย และจะทรงหลั่งพระโลหิตเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดพ้น พระกายและพระโลหิตของพระเยซูเจ้า อยู่ ณ เบื้องหลังการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และนับเป็นศูนย์กลางของศีลมหาสนิทหรือการถวายบูชาขอบพระคุณ การประกอบพิธีบูชาขอบพระคุณจึงเป็นการเฉลิมฉลองความรอดพ้นของเราที่พระเยซูเจ้าทรงนำมาให้โดย “การแบ่งปันพระกายของพระองค์และการหลั่งพระโลหิตของพระองค์ให้เรา”

บนไม้กางเขน – ซึ่งเป็นการถวายพระองค์โดยสิ้นเชิงบนไม้กางเขน ตามด้วยการกลับคืนพระชนมชีพ - หมายความว่าพระบิดาทรงยินดีรับการถวายองค์ครั้งนี้บนไม้กางเขน พระเยซูเจ้าทรงหลั่งพระโลหิต ซึ่งเป็นการประทับตรารับรองพันธสัญญาใหม่ระหว่างพระบิดากับมนุษยชาติที่ตกในบาป

พิธีบูชาขอบพระคุณ” จึงเป็น การระลึกถึงการรับรองพันธสัญญาใหม่นี้ในพิธีบิขนมปังและแบ่งกันดื่มจากถ้วย เรามนุษย์จะได้มีความสัมพันธ์กันในพระกายเดียวของพระคริสตเจ้าการกระทำสี่ประการ ในพิธีบูชาขอบพระคุณแสดงออกถึงความสัมพันธ์แน่นแฟ้นและลึกซึ้งนี้ระหว่างพระบิดาและพระบุตรและดังนั้นจึงเน้นความคิดสำคัญที่ว่าพระตรีเอกภาพเป็นศูนย์กลางของศีลมหาสนิท

พระเยซูเจ้า “ทรงหยิบ” ขนมปังและเหล้าองุ่นซึ่งพระองค์ทรงเปลี่ยนให้เป็นพระกายและพระโลหิตโดยพระอานุภาพของพระจิตเจ้า พระเยซูเจ้า “ทรงเสก” ขนมปัง พระองค์ถวายพระพรขอบพระคุณพระบิดาสำหรับขนมปังซึ่งเป็นของประทานจากพระบิดา เช่นเดียวกับสำหรับเหล้าองุ่น (เทียบ มธ 26:26-27) การกระทำนี้แสดงถึงการขอบพระคุณของพระเยซูเจ้า ซึ่งทรงรับว่าสิ่งของเหล่านี้เป็นของประทานจากพระบิดา

พระเยซูเจ้า “ทรงบิ” ขนมปัง และ “ประทาน” ให้แก่บรรดาศิษย์ พระองค์ยัง “ประทาน” เหล้าองุ่นให้เขาอีกด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ พระเยซูเจ้าทรงแบ่งปันขนมปังและเหล้าองุ่นกับบรรดาศิษย์พระองค์ทรงแบ่งปันพระกายและพระโลหิตของพระองค์กับบรรดาศิษย์ เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงเปลี่ยนขนมปังและเหล้าองุ่นให้เป็นพระกายและพระโลหิตของพระองค์

ตลอดพระชนมชีพของพระเยซูเจ้าในโลกนี้ พระองค์ทรงรับชีวิตจากพระบิดาและทรงใช้ชีวิตนี้โดยพระอานุภาพของพระจิตเจ้า ทรงแบ่งปันพระองค์ทั้งหมดกับบรรดาศิษย์ การแบ่งปันนี้คือการเสียสละอย่างเห็นได้ชัด เป็นการถวายพระองค์แบบรูปธรรมอย่างสูงสุด นั่นคือ การสิ้นพระชนม์ของพระคริสตเจ้าบนไม้กางเขน

โดยการ “แบ่งปันและประทาน” ชีวิตทั้งหมดของพระองค์ให้แก่ผู้อื่น พระเยซูเจ้ากำลังถวายชีวิตนั้นแด่พระบิดาเพื่อให้โลกมีชีวิต “เรามาเพื่อให้เขามีชีวิต และมีชีวิตอย่างสมบูรณ์ เราเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดี ผู้เลี้ยงแกะย่อมสละชีวิตเพื่อแกะของตน” (ยน 10:10b-11)

เมื่อทรงกระทำเช่นนี้ พระเยซูเจ้าทรงกระทำตามพระประสงค์ของพระบิดา “คือเราจะไม่สูญเสียผู้ใดที่พระองค์ทรงมอบให้แก่เรา...... ทุกคนที่เห็นพระบุตรแล้วเชื่อในพระบุตรจะมีชีวิตนิรันดร” (ยน 6:39,40) พิธีบูชาขอบพระคุณ (และศีลมหาสนิท) เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ เป็นเครื่องหมายการถวายบูชาของพระคริสตเจ้าบนไม้กางเขน พิธีนี้จึงประทานชีวิตแก่เรามนุษย์ “ผู้ที่กินเนื้อของเราและดื่มโลหิตของเราก็มีชีวิตนิรันดร เราจะทำให้เขากลับคืนชีพในวันสุดท้าย” (ยน 6:54)

ศีลมหาสนิท โดยธรรมชาติคือ ศีลศักดิ์สิทธิ์ซึ่งนำความรอดพ้นมาให้ ศีลนี้ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนภายในอย่างลึกซึ้งระหว่างพระบิดา พระบุตร และพระจิตเจ้าในธรรมล้ำลึกปัสกา

ดังนั้นจึงเป็นความจริงทีเดียว ที่ว่า พระตรีเอกภาพอยู่ที่ใจกลางของพิธีบูชาขอบพระคุณ (หรือศีลมหาสนิท)ศีลมหาสนิททำให้มนุษย์มีส่วนร่วมในความสัมพันธ์ของพระตรีเอกภาพ ในเมื่อพระตรีเอกภาพอยู่ที่ใจกลางของพิธีบูชาขอบพระคุณและทำให้พิธีนี้ประทานชีวิตแก่เรามนุษย์

พิธีบูชาขอบพระคุณ (หรือศีลมหาสนิท) จึงจำเป็นต้องทำให้เรามนุษย์มีส่วนร่วมในความสัมพันธ์ของพระตรีเอกภาพ พระคริสตเจ้าทรงยืนยันความจริงประการนี้เมื่อตรัสว่า “ผู้ที่กินเนื้อของเราและดื่มโลหิตของเราก็ดำรงอยู่ในเรา และเราก็ดำรงอยู่ในเขา พระบิดาผู้ทรงชีวิตทรงส่งเรามาและเรามีชีวิตเพราะพระบิดาฉันใด ผู้ที่กินเนื้อเราจะมีชีวิตเพราะเราฉันนั้น” (ยน 6:56-57)

มีการดำรงอยู่ร่วมกันโดยแท้จริง – นั่นก็คือ ความสนิทสัมพันธ์หรือการแบ่งปันความรัก - ระหว่างพระคริสตเจ้ากับผู้มีความเชื่อซึ่งกินเนื้อของพระองค์และดื่มโลหิตของพระองค์พระคริสตเจ้าเสด็จมาหาเราพร้อมกับความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์กับพระบิดาในองค์พระจิตเจ้า เพื่อให้ความสนิทสัมพันธ์กับพระองค์นำเราเข้าไปร่วมสนิทสัมพันธ์กับพระตรีเอกภาพด้วยพระคริสตเจ้าทรงสนพระทัยและจริงจังมากแน่ๆ เกี่ยวกับความสนิทสัมพันธ์กับพระองค์ในความสนิทสัมพันธ์เช่นนี้ (กับพระตรีเอกภาพ) จะต้องมีเอกภาพในหมู่ผู้มีความเชื่อทุกคน และในหมู่ผู้ที่จะเข้ามาเชื่อในพระองค์ด้วย เมื่อพระเยซูเจ้าทรงอธิษฐานต่อพระบิดา พระองค์ทรงวอนขอดังนี้ “ขอให้เขาทั้งหลายอยู่ในพระองค์และในข้าพเจ้า โลกจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงส่งข้าพเจ้ามา” (ยน 17:21)

พระคริสตเจ้า “ทรงสละชีวิตของพระองค์เพื่อจะเอาชีวิตนั้นคืนมาอีก” ก็เพื่อ “ให้มีแกะเพียงฝูงเดียวและผู้เลี้ยงเพียงคนเดียว” (ยน 10:17,16) นี่คือธรรมล้ำลึก ปัสกาของพระองค์ ยน 15:1-11 เป็นข้อความอีกตอนหนึ่งที่พระคริสตเจ้าทรงกล่าวถึงการมีส่วนร่วมในความสนิทสัมพันธ์ของพระตรีเอกภาพ

พระองค์ทรงใช้ภาพของเถาองุ่นและกิ่งก้าน – พระองค์ทรงเป็นเถาองุ่นและบรรดาศิษย์เป็นกิ่งก้าน พระบิดาทรงเป็นชาวสวน “ท่านทั้งหลายจงดำรงอยู่ในเราเถิด ดังที่เราดำรงอยู่ในท่าน........ เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นกิ่งก้าน” (ยน 15:4,5)

ที่มา : ข้อมูลจากแผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ