ด้วยเหตุที่ พระคัมภีร์เป็นวาจาของพระเจ้า ที่ดลใจให้มนุษย์บันทึกไว้ด้วยคำพูดของมนุษย์เอง ดังนั้น การที่จะทำความเข้าใจ พระวาจาของพระเจ้าในพระคัมภีร์ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอยู่เสมอคือ พระคัมภีร์ ประกอบขึ้นด้วย "หนังสือหลายเล่ม และมีผู้เขียนหลายคน เขียนขึ้นในหลายยุคสมัยต่อเนื่องกันเป็นเวลากว่าพันปี" และแต่ละคน แต่ละยุค แต่ละสมัยนั้น ก็มีภูมิหลังทางด้านวรรณกรรม สภาพสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน

และที่สำคัญก็คือ บุคคลที่แตกต่างกัน ย่อมเล่าเรื่องได้ต่างกันไปคนละแบบ แม้ว่าสิ่งที่ทุกคนเล่า เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ทั้งนี้และทั้งนั้น ขึ้นกับส่วนประกอบที่สำคัญหลายประการที่สนองให้เป็นเช่นนั้น เช่น

1. สถานการณ์ และสภาพแวดล้อมแห่งชีวิตของผู้เขียน

2. พื้นฐาน และประสบการณ์ทางด้านการศึกษา

3. สติปัญญา ความสามารถ และวิธีการแสดงออกของผู้เขียนแต่ละคน


ในการทำความเข้าใจพระคัมภีร์นั้น การวอนขอพระจิตเจ้า เพื่อช่วยเราให้เข้าใจข้อคำสอนของพระองค์ ก่อนการอ่านพระคัมภีร์ จึงเป็นเรื่องที่พึงกระทำเสมอ นอกจากนี้ เราต้องพยายามมองดูเหตุการณ์ที่บรรยายไว้ในเนื้อเรื่อง ให้เหมือนกันกับที่ผู้เขียนได้บันทึกไว้ การกระทำแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่ก็จำเป็นมากหากเราปรารถนาที่จะค้นพบ และเข้าถึงพระวาจาของพระเจ้าในพระคัมภีร์ เราจะต้องศึกษาองค์ประกอบของเนื้อเรื่องในพระคัมภีร์ เช่น

1. ถ้าพระคัมภีร์ระบุว่าเป็นคำอุปมา ให้ตีความคำอุปมานั้น เพื่อจะได้เข้าใจสิ่งที่พระคัมภีร์ต้องการสอน เช่น คำอุปมาเรื่องผู้หว่าน คำอุปมาเรื่องข้าวละมาน คำอุปมาเรื่องคนงานในสวนองุ่น เป็นต้น

2. คำต่อไปนี้ ไม่ต้องตีความหรือเข้าใจตามตัวอักษร

         2.1 คำที่เป็นสำนวน เช่น คนกลาง เจ้าบ่าว ดาวประจำรุ่ง บุตรมนุษย์ ผู้รับการเจิม ผู้เป็นปฐมเหตุแห่งสิ่งสารพัด พงศ์พันธุ์ของหญิง ศีรษะของกาย เหล่านี้ล้วนหมายถึง "พระเยซูเจ้า"

         2.2 ภาษาที่เกินความจริง มักใช้เพื่อดึงดูดความสนใจ เช่น "ทำไมท่านจึงมองดูเศษฟางในดวงตาของพี่น้อง แต่ไม่สังเกตเห็นท่อนซุงในดวงตาของตนเลย" จะเห็นได้ชัดว่าท่อนซุงไม่มีทางเข้าไปอยู่ในดวงตาของเราได้เลย แต่พระเยซูเจ้าทางใช้ภาษาแบบนี้เพื่อเน้นให้เห็นว่าการตัดสินคนอื่นเป็นเรื่องน่าชังสักเพียงไร

         2.3 ภาษาที่กล่าวถึงพระเจ้าด้วยลักษณะของมนุษย์ เพื่อบรรยายลักษณะของพระเจ้าที่เป็นจิตล้วน มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ ให้มนุษย์เข้าใจได้ เพราะฉะนั้น เมื่อพระคัมภีร์กล่าวถึง พระเนตร พระกรรณ พระหัตถ์ หรือพระสุรเสียงของพระเจ้า ย่อมมิได้หมายความว่าพระคัมภีร์กำลังสอนว่าพระเจ้ามีตา หู มือ หรือปาก สำหรับพูดเหมือนมนุษย์


3.นอกนั้น ให้พยายามอ่านและเข้าใจตามตัวอักษร หลักข้อนี้ถือว่า สำคัญและปลอดภัยที่สุด ในการอ่านพระคัมภีร์

4. หากเดินตามหลัก 3 ข้อ ข้างต้นแล้ว ยังจำเป็นต้องตีความอีก ให้ตีความตาม บริบท กล่าวคือ อ่านให้จบย่อหน้า หรือจบเรื่องใด เรื่องหนึ่งก่อน แล้วค่อยตีความ

ที่มา : ข้อมูลจากแผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ