โดย...คุณพ่อบุญชรัสมิ์ สุขสว่าง

ธรรมล้ำลึกปัสกาเป็นหัวใจของความเชื่อคริสตชน และเป็นเนื้อหาสำคัญของการเฉลิมฉลองพิธีกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิธีบูชาขอบพระคุณซึ่งเป็นการ “ประกาศการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสตเจ้าและยืนยันถึงการกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์จนกว่าจะเสด็จกลับมาอีกในพระสิริรุ่งโรจน์”

พระศาสนจักรเน้นย้ำว่าตรีวารปัสกาเป็นการฉลองธรรมล้ำลึกปัสกาประจำปีที่มีความสำคัญยิ่ง ดังนั้นเพื่อให้พิธีกรรมช่วงตรีวารปัสกาได้รับการเฉลิมฉลองอย่างดี มีความหมาย และเทิดพระสิริมงคลถวายพระเจ้าอย่างสมพระเกียรติ นอกจากการเตรียมจิตใจ การศึกษาและจัดเตรียมพิธีกรรมอย่างดีแล้ว ดนตรียังมีบทบาทสำคัญทำให้การฉลองพิธีกรรมในช่วงดังกล่าวนี้ได้แสดงออกถึงความหมายและช่วยให้ทุกคนที่ร่วมฉลองพิธีกรรมได้เข้าสู่บรรยากาศของการฉลองมากขึ้นด้วย

สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์

เริ่มต้นด้วยอาทิตย์พระทรมาน (ใบลาน) ซึ่งโดยปกติจะประกอบพิธีระลึกถึงการเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม (เสกและแห่ใบลาน) ครั้งเดียวเท่านั้นแม้ว่าจะมีพิธีบูชาขอบพระคุณหลายรอบก็ตาม (พิธีสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ วันอาทิตย์ใบลาน ข้อ 1)

ในพิธีระลึกถึงการเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม ขณะที่ขบวนพระสงฆ์เดินไปยังบริเวณที่ประกอบพิธีมีการขับร้องบทสร้อยที่ 53 เป็นเพลงลำนำ ซึ่งเน้นถึงการที่พระเยซูเจ้าเป็นกษัตริย์และพระแมสสิยาห์ “โฮซันนาแด่โอรสของดาวิด ขอถวายพระพรแด่ผู้มาในพระนามของพระเจ้า ข้าแต่พระราชาแห่งอิสราเอล”

เมื่อพระสงฆ์เชิญชวนให้สัตบุรุษเดินเข้าไปในวัดเพื่อประกอบพิธี ทุกคนจะร่วมกันขับร้องเพลงบทสร้อยที่ 54 สลับกับบทสดุดีที่ 24 หรือเพลงอื่นๆที่มีเนื้อหาถึงการที่พระคริสตเจ้าเป็นกษัตริย์ (เช่นเพลง จอมกษัตริย์, โอ้พระเยซูผู้เป็นใหญ่) เพื่อให้เห็นภาพที่เน้นพระเยซูเจ้าเป็นกษัตริย์อย่างชัดเจน เมื่อไปถึงพระแท่นแล้ว พระสงฆ์สวดบทภาวนาแรกของประธานและต่อด้วยบทอ่านที่ 1 ทันที (ไม่ต้องมีภาคเริ่มพิธีอีก)

การแห่ใบลานเป็นหัวใจสำคัญในพิธีระลึกถึงพระเยซูเจ้าเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม เพราะการแห่เป็นการแสดงถึงการที่เรายอมรับพระเยซูเจ้าเป็นกษัตริย์ของเรา และเราพร้อมที่จะร่วมการถวายบูชาของพระองค์บนไม้กางเขนในพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ

ตรีวารปัสกา

พระศาสนจักรเน้นให้มีการขับร้องข้อความสำคัญต่างๆเป็นทำนองเพื่อความสง่าและพร้อมเพรียง (คำแนะนำเรื่องเทศกาลมหาพรตฯ ข้อ 42) สำหรับในประเทศไทย การขับร้องต่างๆ ต้องดูเหตุผลทางการอภิบาลประกอบด้วย กล่าวคือไม่ควรตัดสัตบุรุษออกจากการมีส่วนร่วม และไม่ทำให้พิธียืดยาวเกินไปโดยไม่จำเป็น

วันพฤหัสศักดิ์สิทธิ์ พิธีระลึกถึงการเลี้ยงของพระคริสตเจ้า

พระศาสนจักรเริ่ม “ตรีวารปัสกา” ด้วยพิธีมิสซาเย็นวันพฤหัสบดีศักดิ์สิทธิ์ ระลึกถึงการเลี้ยงอาหารค่ำมื้อสุดท้าย ในคืนที่พระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงถูกทรยศ เพื่อทรงแสดงว่าทรงรักผู้ที่เป็นของพระองค์ในโลกนี้ พระองค์ประทานพระกายและพระโลหิตภายใต้รูปปรากฏของขนมปังและเหล้าองุ่น ถวายแด่พระบิดาและประทานให้บรรดาอัครสาวกร่วมรับพระกายและพระโลหิต พระองค์ยังทรงสั่งเขาและผู้สืบต่องานของเขาในสังฆภาพให้ถวายบูชานี้ต่อๆไปด้วย (คำแนะนำเรื่องเทศกาลมหาพรตฯ ข้อ 44)
เพลงเริ่มพิธีในหนังสือสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ “ส่วนเราต้องภูมิใจในไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์ พระเจ้าของเรา ในพระองค์นั้น มีความรอด มีชีวิตและการกลับคืนชีดของเรา” อาจเลือกใช้เพลง “จงภูมิใจ” หรือเพลง “กางเขนชัย” (จะครองราชัย)

หลังจากบทร่ำวิงวอนให้ขับร้องบท “พระสิริรุ่งโรจน์” และย่ำระฆังตามธรรมเนียมปฏิบัติ หลังจากนั้นจะไม่ย่ำระฆังอีกจนถึงการขับร้องบท “พระสิริรุ่งโรจน์” ใน “พิธีตื่นเฝ้าปัสกา” ของคืนวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ ในช่วงเวลานี้จะใช้ออร์แกนหรือเครื่องดนตรีอย่างอื่นได้เฉพาะเพื่อช่วยในการขับร้องเท่านั้น (คำแนะนำเรื่องเทศกาลมหาพรตฯ ข้อ 50)

ข้อสังเกต: หลายๆ วัดใช้วิธีการงดเล่นดนตรีไปจนถึงบทพระสิริรุ่งโรจน์ในวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์เลย ซึ่งสามารถทำได้และแสดงให้เห็นความแตกต่างกับการขับร้องปกติอย่างชัดเจน แต่หากนักขับร้องไม่มีความชำนาญเพียงพอหรืออาจสร้างความลำบากในการขับร้อง การมีดนตรีเพื่อช่วยพยุงเสียงร้องน่าจะดีกว่า (แต่ต้องบรรเลงแบบประคับประคอง ให้แตกต่างจากเวลาปกติอย่างชัดเจน)

บทเพลงระหว่างการล้างเท้า (ถ้ามี) ควรเน้นเรื่องความรัก อาจใช้เพลง “จงรักกันและกัน” หรือเพลงลำนำในหนังสือพิธีสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์

หลังบทภาวนาหลังรับศีล พระสงฆ์ขณะเริ่มขบวนนำศีลมหาสนิทไปยังที่เก็บพักศีล ให้ขับร้องบทเพลง “Pange Lingua” (เว้นสองตอนสุดท้าย) หรือเพลงอื่นเกี่ยวกับศีลมหาสนิท ไม่ขับร้องขณะที่ตั้งศีลมหาสนิท (คำแนะนำเรื่องเทศกาลมหาพรตฯ ข้อ 54, เทียบหนังสือพิธีสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์)

เมื่อขบวนแห่มาถึงที่พักศีลแล้ว ขณะพระสงฆ์ถวายกำยาน ขับร้องบท Tantum Ergo และเมื่อนมัสการศีลมหาสนิทสักครู่แล้วก็เคารพศีลมหาสนิทแล้วก็กลับไปยังห้องสักการภัณฑ์ หลังจากนี้ควรสนับสนุนให้สัตบุรุษมาเฝ้าศีลฯ ตามสมควร

วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ระลึกถึงพระทรมานของพระคริสตเจ้า

วันนี้เป็นวันที่ “พระคริสตเจ้า องค์ปัสกาของเรา ทรงถูกถวายเป็นเครื่องบูชา” พระศาสนจักรคิดคำนึงถึงพระทรมานขององค์พระผู้เป็นเจ้าและพระสวามี นมัสการไม้กางเขน ระลึกถึงจุดกำเนิดของพระศาสนจักรจากด้านข้างพระวรกายของพระคริสตเจ้า ซึ่งบรรทมหลับบนไม้กางเขน พระศาสนจักรยังอ้อนวอนขอพระเจ้าแทนมนุษย์ทั่วโลก (คำแนะนำเรื่องเทศกาลมหาพรตฯ ข้อ 58)

บทเพลงที่ขับร้องในช่วงแรกของภาคนมัสการกางเขนคือบทเพลง “นี่คือไม้กางเขน”ซึ่งพระสงฆ์ขับร้องและสัตบุรุษตอบรับ บางแห่งอาจใช้บทเพลงภาษาลาติน (Ecce Ligum Crucis) อาจมีดนตรีช่วยประคองเสียงร้องนำของพระสงฆ์ในช่วงนี้เพราะมีการขับร้องถึง 3 ครั้งโดยเปลี่ยนบันไดเสียงขึ้นไปเรื่อยๆ

ระหว่างที่นมัสการกางเขน ในหนังสือพิธีสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์มีบทเพลงลำนำให้ขับร้อง บางแห่งใช้ทำนองร่ายยาวในการขับร้องแทนซึ่งก็ถือว่าเป็นการประยุกต์อย่างหนึ่ง ซึ่งหากไม่ขับร้องอาจให้พิธีกร 2 คนอ่าน หรือร้องเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับกางเขนและพระทรมานก็ได้ ส่วนช่วงรับศีลมหาสนิทสามารถขับร้องเพลงสดุดีที่ 22 หรือเพลงอื่นๆที่เหมาะสม

วันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ พิธีตื่นเฝ้า

ในวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ พระศาสนจักรเปรียบเสมือนว่าเฝ้าอยู่ที่พระคูหาขององค์พระผู้เป็นเจ้า คิดคำนึงถึงพระทรมาน การสิ้นพระชนม์และการเสด็จลงไปยังแดนผู้ตาย สวดภาวนาและจำศีลอดอาหาร รอคอยการกลับคืนพระชนมชีพของพระคริสตเจ้า (คำแนะนำเรื่องเทศกาลมหาพรตฯ ข้อ 77)

โครงสร้างของพิธีกรรมในวันนี้แบ่งเป็น 4 ภาค

1.พิธีแสงสว่าง เสกไฟ เตรียมเทียนปัสกา แห่เทียนปัสกา และประกาศสมโภชปัสกา ให้ความหมายถึงพระคริสตเจ้าเป็นความสว่างที่มาทำลายความมืดของบาปและความตาย

2.วจนพิธีกรรม ระลึกถึงงานแห่งความรอดพ้นของมนุษยชาติในประวัติศาสตร์ และงานแห่งความรักนั้นสำเร็จไปในการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า

3.การเสกน้ำ ชี้ให้เห็นว่าการเป็นประชากรใหม่ของพระเจ้า เริ่มต้นด้วยศีลล้างบาป

4.ภาคศีลมหาสนิท ชี้ให้เห็นว่าชีวิตใหม่ที่พระคริสตเจ้าประทานให้มุ่งไปสู่ความสมบูรณ์ โดยการเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ในศีลมหาสนิท เรามีส่วนร่วมในชีวิตใหม่ของพระคริสตเจ้าด้วยการรับพระกายและพระโลหิตของพระองค์

ในพิธีแสงสว่าง ระหว่างการแห่เทียนปัสกาเข้าวัดพระสงฆ์ขับร้อง “Lumen Christi” หรือ “พระคริสตเจ้าองค์ความสว่าง” ตามที่มีกำหนดไว้ในหนังสือพิธีสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์

เมื่อถึงช่วงการประกาศสมโภชปัสกาอาจประกาศโดยการขับร้องก็ได้ การประกาศสมโภชปัสกานี้ทำโดยสังฆานุกรหรือพระสงฆ์เอง ในกรณีที่ต้องขับร้องพระสงฆ์อาจให้นักขับร้องทำหน้าที่นี้แทนได้หากจำเป็น (คำแนะนำเรื่องเทศกาลมหาพรตฯ ข้อ 84)

หลังจากการประกาศสมโภชปัสกาแล้วจะเข้าสู่ภาควจนพิธีกรรม ซึ่งประกอบด้วยบทอ่านทั้งหมด 9 บท และหากมีเหตุผลจำเป็นอาจลดจำนวนบทอ่านลงได้ แต่บทอ่านจากหนังสืออพยพ (บทที่ 3) นั้นต้องอ่านเสมอ เว้นไม่ได้ หากสามารถทำได้ก็น่าจะขับร้องบทสดุดีสลับกับรับบทสร้อยตามบทอ่านแต่ละบทด้วย

อย่างไรก็ตามหากไม่มีเหตุผลจำเป็นจริงๆ ก็น่าจะอ่านบทอ่านทั้งหมดเพื่อแสดงถึงความหมายของ “การตื่นเฝ้า” ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น เพราะการตื่นเฝ้านั้นมีความหมายว่า “ชาวฮีบรูเคยรอคอยให้องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จผ่านมาเพื่อช่วยเขาทั้งหลายให้พ้นจากการเป็นทาสของพระเจ้าฟาโรห์ เป็นงานระลึกถึงเหตุการณ์นี้เป็นประจำทุกปี ปัสกาของชาวฮีบรูเป็นรูปแบบของปัสกาแท้จริงของพระคริสตเจ้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คือคืนแห่งการช่วยให้เป็นอิสระอย่างแท้จริง ในคืนนั้น พระคริสตเจ้าทรงทำลายพันธะแห่งความตาย ทรงกลับขึ้นมาจากแดนผู้ตายอย่างผู้ทรงชัยชนะ” (คำแนะนำเรื่องเทศกาลมหาพรตฯ ข้อ 79)

เมื่ออ่านบทอ่านสุดท้ายจากพันธสัญญาเดิมพร้อมกับบทภาวนาแล้วจะจุดเทียนบนพระแท่น ขับร้องเพลงพระสิริรุ่งโรจน์ ซึ่งควรให้พระสงฆ์ก่อและบรรเลงดนตรีอย่างสง่าที่สุดพร้อมกับย่ำระฆัง

หลังจากฟังบทอ่านจากจดหมายนักบุญเปาโล ซึ่งพูดถึงชีวิตคริสตชนโดยศีลล้างบาปเป็นการมีส่วนร่วมในการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า ดังนั้นคริสตชนจึงได้ตายจากบาปแล้วและมีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้าในพระคริสตเยซู เมื่อจบบทอ่านแล้ว ทุกคนจะยืนขึ้น พระสงฆ์จะก่ออัลเลลูยาอย่างสง่า 3 ครั้ง (นักดนตรีเปลี่ยนบันไดเสียงขึ้นในแต่ละครั้งที่ขับร้อง) และตามด้วยพระวรสารอันเป็นจุดยอดของวจนพิธีกรรม

ข้อควรระวังในพิธีวันนี้ รวมถึงในวันอาทิตย์ปัสกาด้วยคือ ไม่ควรใช้บทเพลง “Hallelujah Chorus” ของ Handel มาขับร้องในช่วงบทเพลงก่อนพระวรสารหรือช่วงใดๆ ก็ตามในพิธีกรรม เพราะเป็นบทเพลงที่ค่อนข้างยาวและทำให้สัตบุรุษไม่มีส่วนร่วมในการขับร้อง อีกทั้งจุดประสงค์ที่ Handel ประพันธ์เพลงนี้ไม่ใช่เพื่อเป็นเพลงในพิธีกรรมแต่เป็นเพลงหนึ่งใน Oratorio ชุด Messiah เพื่อแสดงในโรงคอนเสิร์ต แต่อาจใช้ขับร้องได้ในช่วงปิดพิธีไปแล้ว

ช่วงพิธีเสกน้ำ หากต้องการขับบทร่ำวิงวอนนักบุญทั้งหลายในระหว่างการเสกน้ำล้างบาป ไม่ต้องขับร้องท่อนที่เฉพาะพิธีบวชพระสงฆ์ (ขอพระองค์ได้โปรดเสก....)

ขณะที่พระสงฆ์พรมน้ำเสก ขับร้องเพลงสร้อยที่ 37 หรือบทเพลงอื่นที่มีลักษณะเกี่ยวกับศีลล้างบาป เช่นเพลง ลูกสัญญา, พรมน้ำเสก (แสงธรรมชุด 13), Vidi Aquam ไม่ใช่ขับร้องเพลงข้าแต่พระเจ้าในช่วงนี้

ช่วงรับศีลมหาสนิทจะต้องเป็นการมีส่วนร่วมธรรมล้ำลึกที่เฉลิมฉลองอย่างสมบูรณ์ อาจขับร้องเพลงสดุดีที่ 118 พร้อมกับลำนำ “Pascha nostrum”- “ปัสกาของเรา” (เพลงสดุดีที่ 118 ที่เป็นภาษาไทยคือเพลง “ความรักพระองค์ ดำรงคงอยู่เป็นนิจนิรันดร์”) หรือเพลงสดุดีที่ 34 พร้อมกับลำนำ “อัลเลลูยา อัลเลลูยา อัลเลลูยา” หรือบทเพลงอื่นที่แสดงความยินดีในโอกาสสมโภชปัสกา (คำแนะนำเรื่องเทศกาลมหาพรตฯ ข้อ 91)

สิ่งที่น่าสังเกตโดยเฉพาะอย่างยิ่งพิธีกรรมในวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์คือ “ต้องไม่ทำโดยไม่มีผู้ช่วยพิธี ผู้อ่าน และนักขับร้อง ซึ่งทำหน้าที่เฉพาะของตน” (คำแนะนำเรื่องเทศกาลมหาพรตฯ ข้อ 93) ดังนั้นพิธีกรรมในช่วงตรีวารปัสกาจึงต้องได้รับการจัดเตรียมอย่างดี ในที่นี้แม้จะนำเสนอเพียงเรื่องของการเตรียมบทเพลง แต่การจัดเตรียมอย่างดีนั้น ก็น่าจะช่วยให้สัตบุรุษมีส่วนร่วมและเข้าใจความหมายของธรรมล้ำลึกปัสกาที่กำลังฉลองได้เป็นอย่างดี

บรรณานุกรม

คำแนะนำเรื่องเทศกาลมหาพรตและการเตรียมสมโภชปัสกาจากสมณกระทรวงพิธีกรรม (Circular Letter Concerning the Preparation and Celebration of the Easter Feasts

หนังสือพิธีสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์, พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: แผนกคริสตธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ, 2544.

Instruction On Music In The Liturgy Musicam Sacram. 1967. 50:  AAS 59 (1967), 314.