|
ที่มา : คุณพ่อฟรังซิส ไกส์ จากแสงธรรมปริทัศน์ปีที่ 17 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 1993
วันฉลองคริสต์มา้ส
เป็นวันสมโภชระลึกถึงการบังเกิดมาเป็นมนุษย์ของพระบุตรพระเจ้า
ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่นำความชื่นชมยินดีแก่มนุษย์ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคริสตชนที่มีความเชื่อในพระองค์ ในเวลาเดียวกัน ขณะที่เราถวายเกียรติแก่พระบุตรนั้น เราอดไม่ได้ที่จะคิดถึงผู้เป็นมารดาของพระบุตร พระธรรมล้ำลึกเรื่องการบังเกิด ผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกันกับธรรมล้ำลึกเรื่องการเป็นมารดาของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ เมื่อพระนางคลอดพระบุตรในวันคริสต์มาส
พระคัมภีร์เน้นคุณลักษณะของพระนางมารีย์เป็นพิเศษ 2 ประการ ซึ่งเป็นลักษณะปกติของมารดาทั่วไปคือ การตั้งครรภ์และการคลอดบุตร
"ท่านจะทรงครรภ์และบังเกิดบุตรชายคนหนึ่ง"(ลก.1:31) พระวรสารตามคำเล่าของนักบุญมัทธิว กล่าวถึงเหตุการณ์ทั้ง 2 นี้เช่นกันว่า
"เด็กที่จะปฏิสนธินั้นเป็นกิจการของพระจิตเจ้า นางจะบังเกิดบุตรชายคนหนึ่ง" (มธ.1:20-21) ประกาศกอิสยาห์ได้ประกาศไว้ล่วงหน้าแล้วว่า "หญิงพรหมจารีย์คนหนึ่งจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง" (อส.7:14)การตั้งครรภ์และการคลอดนี้เอง ที่เป็นลักษณะของการเป็นมารดาอย่างเต็มเปี่ยม พระศาสนจักรตะวันตกที่ใช้ภาษาละติน เรียกพระนางมารีย์โดยใช้คำว่า "DEIGNITRIX" ซึ่งหมายถึงพระมารดาพระเจ้า เน้นถึงการตั้งครรภ์ส่วนพระศาสนจักรตะวันออกที่ใช้ภาษากรีก เรียกพระนางมารีย์โดยใช้คำว่า "THEOTOKOS" ซึ่งหมายถึงผู้ให้กำเนิดพระเจ้า
ชื่อ "มารดาพระเจ้า" แสดงให้เห็นธรรมล้ำลึกสำคัญยิ่งของศาสนาคริสต์
ในพิธีการนี้มีการใช้ชื่อมารดาพระเจ้านี้บ่อยๆ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพิศวงใจต่อพระนางมารีย์ซึ่งเป็นที่พำนักของพระเจ้า ชาวอิสราเอลสมัยพันธสัญญาเดิมได้แสดงความพิศวงใจต่อพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าผู้ทรงพอพระทัยเสด็จมาพำนักในพระวิหารโดยมีเมฆเป็นเครื่องหมาย
ชื่อ "มารดาพระเจ้า" ยังเป็นชื่อโบราณที่สุดชื่อหนึ่งที่คริตชนนำมาใช้เรียกพระนางมารีย์ และสังคายนาสากลที่เมืองเอเฟซัสในปี ค.ศ.431
ก็ได้ให้คำรับรองอย่างเป็นทางการเพราะชื่อนี้บ่งถึงความจริงที่คริสตชนทุกคนต้องเชื่อ ชื่อนี้ยังเป็นพื้นฐานของความยิ่งใหญ่ทุกประการของพระนางมารีย์ ความยิ่งใหญ่นี้ไม่ใช่มนุษย์เป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อแสดงความชื่นชมพระนางมารีย์ แต่เป็นพระเจ้าผู้ทรงกระทำ และทรงเปิดเผยให้ทราบ คริสตชนทุกนิกายยอมรับความจริงประการนี้ ถึงแม้จะมีการอธิบายความหมายที่แตกต่างกันไปบ้างเล็กน้อย
เราจะแบ่งคำอธิบายความจริงประการนี้ เป็น 3 ตอน คือจะศึกษาประวัติความเป็นมา ของข้อความเชื่อที่ได้ระบุไว้ด้วยชื่อนี้ พิจารณาความหมายและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตคริสตชน
1.ประวัติความเป็นมาของชื่อมารดาพระเจ้า
พระนางมารีย์ไม่เคยถูกเรียกว่า "มารดาพระเจ้า" โดยตรงในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่เลย แต่มีคำยืนยันความคิดนี้อยู่ในคำต่างๆ
โดยทางอ้อม ซึ่งพระศาสนจักรในภายหลัง โดยอาศัยแสงสว่างจากพระจิตเจ้า ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า พระนางมารีย์เป็นมารดาของพระเจ้าเช่น พระวรสารนักบุญลูกากล่าวถึงพระนางมารีย์ว่า "ท่านจะทรงครรภ์และบังเกิดบุตรชายคนหนึ่ง
จะได้ชื่อว่าพระบุตรแห่งพระเจ้าสูงสุด
เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นพระบุตรของพระเจ้า" (ลก.1:31-32,35)ข้อความดังกล่าวนี้เป็นคำยืนยันความคิดที่ว่า พระนางมารีย์เป็นมารดาพระเจ้าทั้งๆ ที่พระนางถูกเรียกเพียงแต่ว่า "มารดาของเยซู" หรือ"มารดาของเขา" ก็ตาม (เทียบ ยน 2:1-3)
พระศาสนจักรได้มีการพัฒนาความคิด เกี่ยวกับพระศาสนจักรมาก่อน เพื่อที่จะทราบว่าพระนางมารีย์เป็นมารดาของผู้ใด แน่นอนพระนางมารีย์ไม่ได้เริ่มเป็นพระมารดาของพระเจ้า ตั้งแต่สมัยสังคายนาสากลที่เมืองเอเฟซัสในปี
ค.ศ.431 เพราะพระนางเป็นมารดาพระเจ้ามาก่อนที่จะได้รับการขนานนามนี้
1.1.การเป็นมารดาทางกาย
ในศตวรรษแรกๆ พระศาสนจักรต้องต่อสู้กับลัทธินอสติค
(GNOSTIC) ซึ่งสอนว่าพระเยซูเจ้าไม่มีร่างกายเป็นมนุษย์ที่แท้จริงหรือถ้ามีร่างกายเป็นมนุษย์ก็ไม่ได้เกิดจากผู้หญิงหรือถ้าเกิดจากผู้หญิงก็ไม่ได้รับร่างกายจากเลือดเนื้อของนาง พระศาสนจักรจึงต้องยืนยันมั่นคงว่าพระเยซูเจ้าเป็นบุตรของพระนางมารีย์ และผลจากครรภ์ของพระนาง (ลก.1:42) ซึ่งหมายถึงพระนางมารีย์เป็นมารดาที่แท้จริง ทางธรรมชาติของพระเยซูเจ้า
1.2.การเป็นมารดาของพระบุคคลที่สองในพระตรีเอกภาพ
ในศตวรรษแรกๆ พระศาสนจักรเริ่มใช้คำว่า "มารดาพระเจ้า" แล้ว แต่ไม่ได้คิดถึงความหมายอย่างลึกซึ้ง จนกระทั่งศตวรรษที่ 5
เมื่อมีการโต้เถียงกันเรื่องบุคคลิกภาพของพระเยซูเจ้า ความหมายของคำนี้ได้พัฒนาให้ชัดเจนว่า มารดาพระเจ้า หมายถึงมารดาพระบุตรซึ่งเป็นบุคคลที่ 2
ในพระตรีเอกภาพในสังคายนาสากลที่เมืองเอเฟซัส ได้อธิบายกรณีพิเศษของพระนางมารีย์โดยใช้หลักทั่วไป ว่าแม่ให้ลูกได้เพียงร่างกาย แต่วิญญาณเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ กระนั้นก็ดีไม่มีใครเรียกแม่ของตนว่าเป็นเพียงมารดาของร่างกาย แต่เป็นมารดาของเราทั้งครบ เพราะร่างกายและวิญญาณรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำนองเดียวกัน พระนางมารีย์ได้ชื่อว่าเป็นมารดาของพระเจ้าทั้งๆ ที่เป็นผู้ให้เพียงธรรมชาติมนุษย์แก่พระเยซูเจ้า เพราะว่าในพระองค์นั้นธรรมชาติมนุษย์และพระเจ้ารวมเป็นหนึ่งเดียวในพระบุคคลเดียวกัน
ความสัมพันธ์ระหว่างพระเยซูเจ้าและพระนางมารีย์ ไม่ใช่เป็นเพียงแต่ความสัมพันธ์ทางกายเท่านั้น แต่เป็นความสัมพันธ์เหนือธรรมชาติระหว่างพระนางมารีย์และพระเจ้า
คำสอนเกี่ยวกับพระนางเป็นมารดาพระเจ้าชัดเจนขึ้น ตั้งแต่สมัยสังคายนาสากลที่เมืองเอเฟซัสได้ให้คำนิยามว่า "ผู้ที่ทรงบังเกิดจากพระนางพรหมจารีย์มารีย์ไม่ใช่เป็นคนสามัญ ซึ่งภายหลังได้รับพระวจนาตถ์เสด็จลงมาในตัวเขา แต่พระวจนาตถ์ทรงรับเอากายมาบังเกิดเป็นมนุษย์แท้ และบรรดาปิตาจารย์ไม่เคยลังเลใจ ที่จะเรียกพระนางมารีย์เป็นพระชนนีของพระเป็นเจ้า ไม่ใช่ในความหมายที่ว่า พระนางมารีย์ให้กำเนิดพระธรรมชาติพระเจ้าแด่พระวจนาตถ์แต่ในความหมายทีว่าพระวจนาตถ์ทรงรับเอากายและวิญญาณมนุษย์จากครรภ์ของพระนาง ดังนั้นพระวจนาตถ์รวมกับกาย และวิญญาณมนุษย์เป็นพระบุคคลเดียวกัน"
1.3การเป็นมารดาทางจิตใจ
หลังจากสังคายนาสากลที่เมืองเอเฟซัส การถวายเกียรติแด่พระนางมารีย์ได้แผ่ขยายมากขึ้นทั้งในพระศาสนจักรตะวันออกและตะวันตก โดยทางฉลองบทกวี
บทเพลงสรรเสริญ การสร้างวัด รูปภาพ เป็นต้น จนกระทั่งถึงสมัยของนักบุญเอากุสติโน จึงได้เกิดแนวความคิดที่ชัดเจนว่า เพราะพระนางมารีย์เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง จึงเป็นมารดาของพระเจ้า ฝ่ายจิตใจอีกด้วยเพื่อจะเข้าใจข้อความนี้ให้เรามาเปรียบเทียบแนวความคิดของนักบุญซีริลชาวอเล็กซานเดรีย กับนักบุญเอากุสติโน นักบุญซีริล โต้แย้งแนวความคิดของ Nestorius ในสังคายนาสากลที่เมืองเอเฟซัสที่ได้ยอมรับว่าพระนางมารีย์เป็นมารดาของพระเจ้า ท่านยึดมั่นและสอนด้วยความกล้าหาญว่า พระนางมารีย์เป็นมารดาของพระเจ้า (THOTOKOS)
เมื่อท่านอธิบายข้อความในพระวรสารของนักบุญยอห์นที่กล่าวถึงแม่พระที่เชิงกางเขน
ท่านชี้ให้เห็นถึงความอ่อนแอและบกพร่องในด้านความเชื่อของพระนางมารีย์ ในฐานะที่พระนางเป็นผู้หญิง เพราะท่านมีแนวความคิดว่าพระนางมารีย์ไม่สามารถมีความเชื่อมากกว่าอัครสาวกซึ่งเป็นผู้ชายได้ เพราะหากบรรดาอัครสาวกซึ่งเป็นผู้ชายังมีความหวั่นไหวในความเชื่อ พระนางซึ่งเป็นผู้หญิงจะต้องมีความหวั่นไหวในด้านความเชื่อมากกว่า ดังนั้น แม้ท่านจะยอมรับว่าพระนางมารีย์เป็นมารดาพระเจ้า ท่านก็ยังได้รับอิทธิพลแนวความคิดในสมัยของท่านว่าผู้หญิงต้องด้อยกว่าผู้ชายด้วย จึงไม่สามารถเห็นศักดิ์ศรีของพระนางมารีย์ ในฐานะที่เป็นมารดาทางจิตใจ ส่วนทางนักบุญเอากุสติโนได้สอนอย่างชัดเจนว่าพระนางมารีย์เป็นมรดาพระเจ้า ก็เพราะความเชื่อของพระนาง เมื่อท่านอธิบายพระวาจาของพระเยซูเจ้าที่ว่า "ใครเป็นมารดาของเรา
" ท่านตอบว่า พระนางมารีย์เป็นมารดาของพระเยซูเจ้าอย่างเต็มเปี่ยมไม่เหมือนใคร เพราะได้ปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระบิดาเจ้า "พระนางมารีย์ได้ปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระบิดาเจ้าหรือ? พระนางได้เชื่อและได้ตั้งครรภ์เพราะความเชื่อ ทำไมพระเจ้าทรงเลือกพระนางให้เป็นมารดาของพระผู้ไถ่มนุษย์? เพราะพระนางมีความเชื่อ พระนางถูกสร้างจากพระคริสตเจ้า ก่อนที่พระคริสตเจ้าจะถูกสร้างในพระนาง
|