|
ประวัติศาสตร์การรณรงค์จิตตารมณ์มหาพรต มีรากฐานมาจาก...พระคัมภีร์
1. คำสอนในพระธรรมเดิม
กล่าวถึง ชีวิตมนุษย์ที่มาจากพระเจ้า พระเจ้าทรงให้ลมปราณชีวิตแก่มนุษย์ ชีวิตของเราและชีวิตของทุกสิ่งเป็นสิ่งประเสริฐ เราจะทำอะไรกับชีวิตโดยไม่มีสติไม่ได้ เราจะเอาทรัพยากร ธรรมชาติที่อยู่รอ
บๆ ตัวเรามาใช้เป็นสมบัติส่วนตัวของเราคนเดียวไม่ได้
ชีวิตมนุษย์ประเสริฐเพราะพระเจ้าได้ทรงส่งพระบุตรของพระองค์เองลงมา เพื่อช่วยไถ่กู้ชีวิตมนุษย์ที่หันหลังให้พระองค์ เพื่อให้มนุษย์มีชีวิตใหม่
ในคำสอนพระศาสนจักรเน้นให้เห็นความมีศักดิ์ศรีและความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิตมนุษย์
หนังสือปฐมกาล บทที่ 4 เป็นรากฐานของการรณรงค์เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ...กาอินชวนอาแบ
ลไปเดินเล่น ขณะที่อยู่ในทุ่งนา กาอินก็ฆ่าน้องชาย พระเจ้ารับสั่งถามกาอินว่า น้องชายเจ้าอยู่ไหน ข้าพเจ้าไม่ทราบ
ข้าพเจ้าเป็นคนดูแลน้องชายหรือ... เรามนุษย์ไม่สนใจเพื่อนพี่น้องที่ตกทุกข์ได้ยาก ที่ถูกฆ่าตาย ไม่มีความรับผิดชอบในการกระทำ แต่พระเจ้าทรงสนใจและอยู่ฝ่ายคนที่เป็นเหยื่อ คนที่ถูกเบียดเบียน คนที่ถูกฆ่า คนที่ถูกกระทำ
ทรงอยู่ฝ่ายอาแบล
2. คำสอนในพระธรรมใหม่
จากบทพระวรสารเรื่องคนโรคเรื้อนสิบคน

ในสังคมชาวยิว ใครที่เป็นโรคนี้ต้องออกไปจากสังคม ไม่สามารถดำเนินชีวิตอยู่กับพี่น้องได้ ต้องออกไปอยู่ตามป่าเขาหรือตามป่าช้า เป็นคนที่อยู่ขอบของสังคม สังคมรังเกียจ พระเยซูเจ้าทรงอยู่ข้างคนเหล่านี้เสมอ ทรงสงสาร ห่วงใย ทรงบำบัดรักษา ในกิจการอัคร
สาวก ศิษย์ของพระเยซูเจ้าสมัยแรกๆ ได้แสดงออกถึงความสนใจ ความห่วงใยซึ่งกันและกัน มีการเรี่ยไรเงินช่วยเหลือกัน ขายที่นาเอาเงินไปให้อัครสาวกไปแจกจ่ายให้คนยากจน คนขัดสน หญิงม่าย และลูกกำพร้า

พระศาสนจักรเป็นเครื่องหมายและเครื่องมือแห่งความรอด ที่พระเยซูเจ้าทรงตั้งขึ้น เพื่อสืบทอดพันธกิจในการประกาศข่
าวดีเพื่อให้โลกมีชีวิตใหม่
เรารู้ได้จากประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักร ผู้ที่รักพระเจ้า ผู้ที่แสดงตนเป็นศิษย์ของพระเจ้า พยายามที่จะกระทำตนเหมื
อนกับพระเจ้าทรงอยู่ข้างคนที่เป็นเหยื่อของความอยุติธรรม เป็นเหยื่อของความโหดร้าย หรือเป็นเหยื่อของโรคร้ายต่างๆ ที่สังคมรังเกียจ
ตลอดเวลา 2000 ปีที่ผ่านมา ชีวิตและการงานของนักบุญหลายองค์ที่ทำงานช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เช่น นักบุญคามิลโลได้ตั้งคณะคามิลเลียน เพื่อช่วยเหลือผู้ที่สังคมรังเกียจ เพราะต้องการปฏิบัติตามจิตตารมณ์ของพระเยซูเจ้า
พระเยซูเจ้าเป็นพระบุตรองค์เดียวของพระบิดาที่ได้ทรงส่งมาบังเกิดเป็นมนุษย์ในโลกนี้ ให้พระบุตรของพระองค์มาดำเนินชีวิตเยี่ยงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง เพื่อพระบุตรของพระองค์จะได้มีประสบการณ์และมีชีวิตของมนุษย์
พระศาสนจักรมิใช่เป็นมหาวิหารที่สวยงาม วิหารที่แท้จริง คือชีวิตมนุษย์ เพราะพระเยซูเจ้าตรัสว่า ต่อแต่นี้ไปเราจะไม่ไปนมัสการพระเป็นเจ้าที่วิหารใด แต่เราจะนมัสการพระเป็นเจ้าในจิตและในความจริง
ในความคิดและคำสอนของพระเยซูเจ้า มนุษย์แต่ละคนเป็นวิหารของพระเจ้า เพราะว่าในมนุษย์แต่ละคนมีชีวิตของพระเ
จ้าและพระเจ้าทรงอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน โดยเฉพาะมนุษย์ที่ถูกเขาเหยียดย่ำ เป็นเหยื่อถูกเขารังเกียจ พระเจ้าอยู่ที่นั่นเป็นพิเศษ
พระศาสนจักรให้ความสนใจในชีวิตของผู้ที่เป็นเหยื่อสังคม เพราะถือตามจิตตารมณ์ของพระเยซูเจ้า เดินไปพร้อมกับมนุษย์ มีชีวิตอยู่ด้วยกันกันมนุษย์ จึงมีประสบการณ์ในความทุกข์ยากลำบากของมนุษย์ ซึ่งเป็นประชากรของพระเป็นเจ้าที่
กำลังเดินไปสู่ชีวิตนิรันดร เดินทางอยู่ในโลกนี้ ผ่านความร้อนหนาว ความหิวโหยเหนื่อยยาก พระองค์ทรงทราบและสำนึกถึงพันธกิจที่ได้รับในการช่วยเหลือมนุษย์
พระศาสนจักรที่พระเยซูเจ้าได้ทรงตั้งขึ้นมาเพื่อสืบทอดภารกิจของพระองค์

จากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้สังคมเกิดบาดแผลใหญ่มากมาย มีปัญหาเรื่องคนงานที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ถูกเอารัดเอาเปรียบ พระสันตะปาปาต้องออกพระสมณสาสน์ที่กล่าวถึงเรื่องสิทธิของคนงาน สิทธิและเสรีภาพของคนงานที่จะต้องรวมตัวกันเพื่อช่วยเหลือกันและกัน

สงครามโลกครั้งที่หนึ่งทำให้มีคนล้มตายเป็นจำนวนมาก เกิดโรคระบาดทั่วไป พระศาสนจักรช่วยเหลือคนเหล่านี้ โดยได้วัตถุปัจจัยมาจากบรรดาสัตบุรุษที่เข้าใจและให้ความช่วยเหลือ พระศาสนจักร หมายถึง พวกเราทุกคน รวมทั้งฆราวาส
นักบวชชายหญิงที่แต่ละคณะตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยงานด้านเมตตาสงเคราะห์ นำเอาจิตตารมณ์ความรักและความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ที่อยู่ชายขอบสังคม ที่สังคมรังเกียจ งานช่วยเหลือมนุษย์ที่เกิดจากภัยธรรมชาติ หรือการกระทำของมนุษย์ด้
วยกันแผ่ขยายไป รวมทั้งประเทศไทยได้ส่งปัจจัยไปช่วยเหลือด้วย

ปี ค.ศ. 1945 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โลกเกิดการแบ่งแยกเป็นสองค่ายใหญ่ ๆ คือค่ายตะวันตกและตะวันออก มีการก่อตั้ง Catholic Charities ซึ่งเป็นองค์กรเมตตาธรรมตามแบบคาทอลิก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสงเคราะห์ผู้ที่ประส
บภัยจากสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนในประเทศที่แพ้สงคราม ที่กรุงโรม มีการก่อตั้ง Pont. Opere DAssistenza ซึ่งเป็นองค์กรแห่งสันตะสำนักเพื่อการเมตตาสงเคราะห์
ต่อมาอีก 5 ปี องค์การสหประชาชาติได้ถูกจัดตั้งขึ้นมา และองค์กรคาทอลิกต่าง ๆ ที่มีอยู่ก่อนแล้วในสหรัฐและยุโรปได้เข้าไปช่วยเหลือองค์กรสหประชาชาติ
สรุป
การให้ความช่วยเหลือเมตตาสงเคราะห์กับความเชื่อมต่อของประวัติศาสตร์ดังกล่าวมาข้างต้น = เป็นการชี้ให้เห็นว่า... โลกของเราเรียนรู้จากความเจ็บปวดของสงครามที่ทำลายชีวิตมนุษย์
เมื่อได้เรียนรู้แล้วก็รวมตัวในระดับโลก เพื่อช่วยเหลือกันและกัน โดยมีจิตตารมณ์ของคริสตชนแฝงอยู่และเป็นแรงผลักดันให้เกิดการอดออม เกิดองค์เมตตาสงเคราะห์ต่าง ๆ
 ปี ค.ศ. 1950 1970 มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นภายในพระศาสนจักร ดังนี้
1. เกิดองค์กรที่เรียกว่า Caritas มีการรวมตัวของประเทศในยุโรป
เนื่องจาก...ยุโรปฟื้นตัวเร็ว และพัฒนาทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีมากกว่าภูมิภาคอื่น มีการรวมตัวของพระศาสนจักรสากล ที่สำคัญมีการประชุมสังคายนาวาติกั
นที่สอง โดยพระสันตะปาปา ยอห์นที่ 23 ประกาศเรียกประชุมเมื่อปีค.ศ.1958 และใช้เวลา 4 ปี มีการเตรียมประเด็นเนื้อหาที่จะประชุม เปิดประชุมปีค.ศ.1962 ทรงสิ้นพระชนม์
พระสันตะปาปา เปาโลที่ 6 เป็นผู้สานต่อเพื่อให้การประชุมสำเร็จ ผลการประชุมครั้งนั้น ช่วยให้พระศาสนจักรตระหนักและเข้าใจในพันธกิจของตนเอง เข้าใจว่า พระศาสนจักรเป็นอะไร ควรจะทำอะไร เพื่อให้โลกมีชีวิตใหม่
2. ผลการประชุมสังคายนาวาติกันที่สอง เกี่ยวข้องกับการรรณรงค์ในเทศกาลมหาพรต ดังนี้...
ปี ค.ศ. 1950 หลายประเทศในยุโรปฟื้นตัวได้เร็ว พระศาสนจักรเริ่มตั้งตัวเหมือนกัน ปัจจัยต่าง ๆ ที่นำไปช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยากจึงมีจำนวนมากขึ้น ระดับสากลมีการประชุมองค์การสหประชาชาติเป็นแกนนำ และได้มีการก่อตั้งกองทุ
นต่าง ๆ เช่นองค์กการยูเนสโกช่วยเรื่องการศึกษา องค์การยูนิเซฟช่วยเรื่องเด็ก เป็นต้น
บรรดาสังฆราชมาประชุมสังคายนามีโอกาสดีในการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน มีความเห็นตรงกันว่า... พระสังฆร
าชน่าจะมีการรวมตัวกัน เพื่อจะได้ช่วยเหลือสังคม แก้ปัญหาความยากจน และเห็นว่า องค์ก าร Caritas ที่มีอยู่ก่อนสงค
รามโลกครั้งที่สองนั้น หลังสงครามมีการฟื้นตัวเข้มแข็งขึ้นมาก ให้ความช่วยเหลือได้อย่างกว้างขวาง
ผลการประชุมได้ออกเอกสารสำคัญ พระศาสนจักรในโลกปัจจุบัน ชื่อว่า
Gaudium (ความยินดี) et Spes (ความหวัง) ซึ่งชี้นำพระศาสนจักรว่าจะต้องมีการทำงานแพร่ธรรมไปในทิศทางใด
เป็นความยินดีและความหวังของมนุษย์ในโลกนี้ เพราะพระศาสนจักรต้องเดินทางไ
ปด้วยกันกับมนุษย์ในโลกปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งความยินดี ความเศร้าโศก ความสมหวัง และไม่สมหวัง
3. ผลจากเอกสาร พระศาสนจักรในโลกปัจจุบัน
พระศาสนจักรได้จุดประกายความคิดใหม่ว่า การแพร่ธรรมในปัจจุบันนี้ ควรเน้นงานในสังคมโลก
อีก 2 ปีต่อมา ในปี ค.ศ. 1967 พระสันตะปาปา เปาโลที่ 6 ได้ออกเอกสาร พระสมณสาสน์การพัฒนาประชาชาติ (Populorum Progressio) ซึ่งเป็นเอกสารที่สำ
คัญสืบเนื่องจากพระสมณสาสน์ พระศาสนจักรในโลกปัจจุบัน ในปี ค.ศ. 1960 -1970 เป็นทศวรรษแห่งการพัฒนา องค์การสหประชาชาติเป็นผู้ปลุกเร้าให้เกิดการพัฒนาในประเทศต่าง ๆ

จอมพลสฤษฎ์ ธนะรัตน์ ได้เอาแนวคิดแบบเสรีนิยมเข้ามาใช้ในประเทศไทย โดยที่ประชาชนยังไม่ได้รับการเตรียมความพร้อม
คติพจน์ในสมัยนั้นคือ งานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุข และ น้ำไหลไฟสว่าง ทางสะดวก
เป็นการพัฒนาที่มุ่งเน้นความเจริญทางด้านวัตถุเป็นสำคัญ ซึ่งไม่ใช่การพัฒนามนุษย์ที่ครบทุกด้าน เพราะขาดการพัฒนาทางด้านจิตใจ
 บรรดาพระสังฆราชจึงตกลงจะตั้งองค์กรขึ้นเพื่อให้การสนับสนุนทางด้านปัจจัยในงานพัฒนา โดยมี...
โดยมี Caritas Internationalis ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่โรม และเป็นสหพันธ์ของ Caritas ในยุโรป และสหรัฐอเมริกา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมทุนไปช่วยประเทศที่กำลังพัฒนา หรือช่วยเพื่อนมนุษย์ที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก
พระสังฆราชบางองค์เห็นว่า ถ้าตั้งองค์กรของคาทอลิกล้วน ๆ แล้ว อาจจะมีรัฐบาลบางประเทศที่จะไม่ให้การสนับสนุน
ดังนั้นพระสังฆราชในเยอรมัน ฝรั่งเศส ฮอลแลนด์ เบลเยี่ยม แคนาดา อังกฤษ แ
ละสหรัฐฯ ได้รวมตัวกันตั้งองค์กรชื่อ CIDSE ร่วมมือกันเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
พัฒนาการการรณรงค์แหล่งเงินทุน
กองทุน Caritas และกองทุนของ CIDSE มีแหล่งเงินทุนทางด้านศาสนา และจากรัฐบาล (จากการเก็บภาษีเป็นเปอร์เซ็นจากรายได้) เพื่อนำไปช่วยเหลือกิจกรรมการสงเคราะห์และพัฒนาทางฝ่ายคาทอลิก
พระศาสนจักรได้มีการระดมทุนจากการเรี่ยไรหรือการทำบุญเพื่อช่วยเหลือกัน มีกล่องทำบุญเล็ก ๆ น้อย ๆ มากมาย
เรื่องการรณรงค์ Lenten Campaign
การระดมกองทุนจำนวนมากๆ ไว้ช่วยเหลือผู้ที่ประสบความทุกข์ยาก เกิดมาจากความคิดเรื่องการรณรงรณรงค์ Lenten Campaign ในเทศกาลมหาพรต
โดยมีการเสนอให้ระดมทุนในเทศกาลมหาพรต เพราะถือเป็นการเสียสละ แบ่งปันเพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยาก และต่อมามีการเผยแพร่ความคิดในการระดมทุนนี้ออกไปอย่างแพร่หลาย

ประวัติศาสตร์การระดมทุนที่ได้มาจากการรณรงค์ เป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากความคิดที่จะพัฒนาสังคม
พระศาสนจักรสนใจและทำความเข้าใจให้ถูกต้องตามแนวทางสาระสำคัญจากพระสมณสาสน์ พระศาสนจักรใ
นโลกปัจจุบัน Gaudium et Spes และพระสมณสาสน์ การพัฒนาประชาชาติ (Populorum Progressio) ซึ่งเป็นเอกสารที่สำคัญ
ปี 1965 มีการสัมมนาอบรมพระสังฆราช พระสงฆ์ นักบวชที่ ฮ่องกง ในชื่อว่า PISA
ผลที่ได้รับจากการสัมมนา PISA พระศาสนจักรได้เรียนและรับรู้ว่าพระศาสนจักรต้องสนใจสังคม โดยหันไปอยู่เ
คียงข้างผู้ยากจน ผู้ที่ถูกเบียดเบียน ผู้ที่ถูกผลักให้ออกไปอยู่ชายขอบของสังคม
โดยมีการพูดถึงเรื่องสหกรณ์เครดิตยูเนียน สหกรณ์ผู้ใช้แรงงาน สหกรณ์การค้า เป็นการช่วยเหลือกันและกันตา
มจิตตารมณ์ของสหกรณ์ ซึ่งเป็นจิตตารมณ์ที่มาจากพระวรสาร ได้แก่ ความสนใจ ห่วงใย แบ่งปัน ซื่อสัตย์ต่อกันและกัน
ต่อมาในปี 1970 มีการก่อตั้งสหพันธ์พระสังฆราชแห่งทวีปเอเชีย (FABC) อย่างไม่เป็นทางการ
ในปี 1972 ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากวาติกัน และได้มีการจัดตั้งสำนักงานแห่งแรกเพื่อการทำงานด้านการพัฒนาชื่อว่า OHD (Office for Human Development)
มีการจัดสัมมนา BISA จำนวน 2 ครั้งที่ฟิลิปปินส์และญี่ปุ่น เพื่อย้ำถึง PISA เรื่องการพัฒนาสังคมตามคำสอนพร
ะสมณสาสน์ พระศาสนจักรในโลกปัจจุบัน Gaudium et Spes และพระสมณสาสน์ การพัฒนาประชาชาติ (Populorum Progressio)

ได้รับแนวคิดจากการจัดตั้งสำนักงานพัฒนาสังคม (OHD) :ซึ่งจัดอบรมเฉพาะบรร
ดาพระสังฆราชให้รู้เรื่องสังคม และต้องเป็นผู้ให้คำแนะนำในกิจกรรมพัฒนาในสังฆมณฑลของตนด้วย
ก่อให้เกิดการปลุกจิตสำนึกให้สัตบุรุษตระหนักถึงบทบาทของตนเองในภารกิจการประกาศข่าวดีของพระศาสนจักรในเพื่อนพี่น้องของเรา
พระศาสนจักรได้รับรู้บทเรียนที่ได้มาจาก BISA และ PISA รวมทั้งประสบการณ์ที่ได้จากการแบ่งปันในการไปเยี่ยมเยียนประเทศอื่นๆ
ในปี 1971 -1972 คุณพ่อญัณนี และพระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ได้เดินทา
งไปเยอรมัน และประเทศอื่น ๆ ได้เรียนรู้วิธีการของเขา และได้เกิดความคิดว่า... ควรจะเริ่มต้นรณรงค์เทศกาลมหาพรต จึงได้รวบรวมเอกสารจากฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียเพื่อใช้เป็นต้นแบบพื้นฐานในการรณรงค์เทศกาลมหาพรตในประเทศไทย
์
 การรวบรวมเอกสารและประสบการณ์ต่างๆ แล้ว ได้เข้าไปเรียนให้พระสังฆราชยวง นิตโยทราบว่า สคทพ.จะเริ่มต้นทำการรณรงค์เทศกาลมหาพรตตามแบบอย่างป
ระเทศเพื่อนบ้านของเรา เพื่อจะได้รวมรวมปัจจัยมาช่วยสนับสนุนงานพัฒนาของเรา
- ได้รับอนุญาตแล้ว เราเริ่มลงมือทำ
- แปลเอกสารของพระสันตะปาปาที่เพิ่งออกมาเป็นปีแรก ๆ
- เตรียมบทเทศน์ให้กับพระสงฆ์เพื่อใช้เทศน์ในมหาพรต
- จัดส่งเอกสารไปตามวัดต่าง ๆ ปีแรกได้ปัจจัยมากพอสมควร
- ต่อมาปีที่สอง เราทำแบบเดียวกัน แต่ไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร
ปี 1975 1977 แทบจะหยุดชะงัก ได้หันมาพิจารณาไตร่ตรองร่วมกันว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ พบว่า... สิ่งที่เราทำนั้นเป็นการปฏิบัติตามทฤษฎี Top Down
สัตบุรุษไม่สู้จะเข้าใจและรับรู้ เห็นเป็นเรื่องใหม่ ๆ เป็นเรื่องทำบุญ แต่ไม่เคยรู้ว่าสิ่งที่รณรงค์ได้มาแล้วนั้นไปใช้ทำอะไร เกิดประโยชน์กับใคร ปีต่อ ๆมาจึงไม่ค่อยให้ความร่วมมือ
- การเตรียมประชาชนให้เกิดความรู้ความเข้าใจเป็นเรื่องสำคัญประการแรก ซึ่งเราจะละเว้นไม่ได้
- การเริ่มต้นทำงานจากข้างล่างขึ้นบน เป็นวิธีการที่จะก่อนให้เกิดความสำเร็จยั่งยืนถาวร
- การมุ่งเน้นในเรื่องของการให้การศึกษาอบรม เพื่อปลุกจิตสำนึกเป็นเรื่องสำคัญ ให้เขารู้และเข้าใจ เห็นความสำคัญของการปฏิบัติใน
- การดำเนินชีวิตประจำวัน
- การยอมรับและเรียนรู้จากเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของเรา เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับการทำงานของเรา
เทคนิคการจัดการเรื่องปัจจัย (เงินตรา) อย่างโปร่งใส และเป็นระบบเป็นสิ่งที่จะขาดเสียมิได้

- แรงบันดาลใจของเราเป็นแรงบันดาลใจทางศาสนา ที่เรียกร้องให้เรามาทำการรณรงค์ในเทศกาลมหาพ
รต ซึ่งตามหลักคำสอนทางศาสนา ก็มุ่งที่จะให้สัตบุรุษได้เสียสละความสุขส่วนตัว ทำการพลีกรรม เพื่อระลึกถึงพระเยซูเจ้าเป็นพิเศษ
- ใช้โอกาสที่เราทำการรณรงค์ฯ เป็นการให้คำสอนเกี่ยวกับปัญหาสังคม เพราะพระศาสนจักรมีคำสอนเกี่ยวกั
บเรื่องปัญหาสังคมและแนวทางแก้ไขปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ
- พยายามให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องนั้นมีความชัดเจนและน่าเชื่อถือ และเผยแพร่ให้ทุกคนได้รับรู้ จะได้เป็นการปลุก
จิตสำนึก ให้พร้อมที่จะเสียสละและให้ความช่วยเหลือแก่กันและกันมากขึ้น
|