หน้าหลักเช็คเมลล์ติดต่อเราสมุดเยี่ยมลิงค์คาทอลิกแผนผังเวบไซด์

ค้นหาข้อมูล :

จากหนังสือวารสารแสงธรรม ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม  2008
โดย ...บาทหลวงประสิทธิ์ ตันเจริญ

โลกใบนี้กว้างใหญ่ไพศาล และอุดมสมบูรณ์เพียงพอที่เลี้ยงดูมนุษยชาติทั้งโลกแต่ไม่กว้างพอที่จะให้คนโลภหน้ามืดตามัวเพียงคนเดียวครอบครอง ( ป.ปัญญานันต์ )

ในหนังสือปฐมกาลซึ่งเป็นหนังสือฉบับแรกของพระคัมภีร์ไบเบิ้ล พูดเรื่องบทบาทของมนุษย์ในฐานะเป็นผู้จัดการดูแลโลก พระเป็นเจ้าได้มอบหมายสรรพสิ่งในโลก ให้อาดัมเอวาเป็นผู้ครอบครอง ปกครองดูแล  โดยพระองค์ขอสงวนไว้แต่เพียงต้นไม้กลางสวนต้นเดียว ที่ขอร้องไม่ให้อาดัม เอวา เข้าไปใกล้หรือไปเก็บกินผลจากต้นไม้นั้น มิฉะนั้นจะต้องตาย

แต่เอวาเฝ้าวนเวียนอยู่ใต้ต้นไม้กลางสวน ต้นนั้น ( ทั้ง ๆ ที่ต้นไม้อื่นมากมาย ) จนในที่สุดก็พ่ายแพ้ต่อการประจญล่อล่วงของงู และเก็บกินผลจากต้นไม้กลางสวนต้นนั้น

ถามเอวาหิวหรือ อดอยากหรือ ไม่มีกินหรือ เปล่าเลย ! เป็นเพราะความโลภต่างหาก ที่ทำให้เอวาไม่มีความสุขกับสรรพสิ่งมากมายที่ตัวเองมีสิทธิครอบครองอยู่ แต่จิตเฝ้าวนเวียนเป็นทุกข์ กระวนกระวายกับสิ่งที่ตนยังไม่มีสิทธิครอบครอง และปรารถนาจะครอบครองให้ได้ในที่สุด ( แม้แต่ต้นไม้กลางสวนเพียงต้นเดียวก็อยากจะครอบครอง )

พระคัมภีร์ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงจิตใจของมนุษย์ที่ถูกครอบงำด้วยกิเลสตัญหาแห่งความโลภ จนส่งผลให้ไม่เป็นสุขกับสิ่งที่ตนเองมีแต่กลับเป็นทุกข์ในสิ่งที่ตนเองยังไม่มี หรืออยากจะมี หรือ อยากได้ หรือ อยากจะครอบครอง

“โลกใบนี้กว้างใหญ่ไพศาล และอุดมสมบูรณ์เพียงพอที่เลี้ยงดูมนุษยชาติทั้งโลกแต่ไม่กว้างพอที่จะให้คนโลภหน้ามืดตามัวเพียงคนเดียวครอบครอง”

ผมเขียนบทความเรื่องนี้ในบริบทของพระัคัมภีร์ปฐมกาล คำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ( Populorum Porgressio ) ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สภาวะโลกร้อน และการทำงานอยู่กับชุมชนชนบท

จากบริบททั้งหมดที่กล่าวมา ผมอยากจะนำเสนอแนวความคิดว่า ในปัจจุบัน ทั้งตัวเราเอง และในกระบวนการศึกษาอบรม เราต้องปลูกฝังมนุษยชาติให้มีทักษะในการมองโลกอย่างองค์รวม ( Holistic ) เราจะมองโลกในแบบปัจเจกนิยม หรือ แบบเห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว หรือในกรอบองค์กรสถาบันของตัวไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

ยิ่งโลกถูกย่อให้เชื่อมโยงถึงกันเป็นโลกาภิวัฒน์ ด้วยระบบข้อมูลสื่อสารไร้พรมแดน เรายิ่งต้องมองโลกแบบองค์รวม ( Holistic )

ในพระสมณสาสน์  Populorum Progressio ได้พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม นิเวศวิทยาและธรรมชาติอย่างชัดเจนว่า
( สมณสาสน์ Populorum Progressio ภาษาไทยว่า “การพัฒนาประชาชาติ เขียนโดยพระสันตะปาปาปอล ที่ 6 ณ วันที่ 26 มีนาคม 1967 เพื่อแก้ไขความหลงผิดของมนุษย์ที่มองการพัฒนาเฉพาะด้านเศรษฐกิจจนทำให้เกิดช่องว่างระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้ว กับประเทศด้อยพัฒนา เป็นต้นเรื่องสิทธิครอบครอง และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ)

“การมีวัตถุปัจจัยให้ทั้งคุณและโทษ ทรัพย์ เป็นเครื่องช่วยให้มนุษย์พัฒนา หากมนุษย์รักษาลำลับคุณค่าที่ถูกต้อง โดยถือว่า พระเจ้าเป็นคุณค่าสูงสุด ทรัพย์จะให้โทษแก่มนุษย์ ถ้ามนุษย์ถือว่าทรัพย์นั้นมีคุณค่าสุดสำหรับตนและปล่อยให้ความโลภครอบงำจิตใจ ความโลภนี่แหละที่จะทำให้มนุษย์ตกต่ำจนถึงที่สุด ( PP.18 )

พระเจ้าประทานสิ่งสร้างทั้งหมดแก่มนุษย์และประชาชาติทั้งหมด เพื่อประโยชน์ของมนุษย์ และประชาชาติ ดังนั้นมนุษย์จะต้องกระจายทรัพย์สินให้ทั่วถึง บนพื้นฐานของความยุติธรรม และความรัก ( PP.22 )

นอกจากนี้พระสันตะปาปาปอลที่ 6 ได้วิเคราะห์สถานการณ์ของโลกที่เหลื่อมล้ำกันระหว่างประเทศที่พัฒนาและประเทศที่ด้อยพัฒนาว่า สาเหตุหนึ่งเกิดจากประเ่ทศล่าอาณานิคมส่งเสริมให้คนพื้นเมือง ปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวเพื่อการส่งออก และเหตุที่ต้องพึ่งปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง เทคโนโลยี การเกษตร และการอยู่ใต้กลไกตลาดของประเทศที่ร่ำรวยกว่า ประเทศที่ยากจนก็ยิ่งกลับต้องจนลง ( PP.7-9,52,56-58 )

ที่สุดพระสันตะปาปาปอลที่ 6 ได้ให้ทางออกในเรื่องเหล่านี้ไว้ว่า

จะต้องมีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาโลก เพื่อช่วยลดภาระหนี้สินผูกพันให้กับประเทศที่ยากจน ( PP 51-53,61 )

ยกย่องบทบาทของภาคเกษตรกรรมโดยให้หันมาทบทวนตัวเองในการกลับคืนสู่จุดยืนของเกษตรพึ่งตนเอง เกษตรเพื่อการยังชีพในครอบครัว และเกษตรยั่งยืน

ประเทศที่เจริญแล้ว ต้องช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา เป็นต้นเรื่องการอบรมครู วิศวกร ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิชาการ ( PP.50 )

เสนอให้มีการจัดองค์กรการค้าโลก เพื่อควบคุมให้เกิดความยุติธรรมในการค้าขายสินค้าทางการเกษตร (  PP.57,59 ) โดยเตือนให้ระบบทุนนิยมเสรีต้องไม่ละเลยในเรื่องพันธะต่อทางสังคมและสิ่งแวดล้อมโลก ( PP.26,44,48 )

เสนอให้มนุษยชาติต้องไม่ลืมว่า การพัฒนาจะจำกัดอยู่กับความเจริญทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวมิได้ การพัฒนาที่แท้จริงต้องมีลักษณะแบบองค์รวม หมายความว่า การพัฒนาจะต้องส่งเสริมสิ่งที่ดีของมนุษย์ทุกคนและของแต่ละคนอย่างครบถ้วน ( PP.14 )

ซึ่งถ้านำมาเปรียบเทียบกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าเอยู่หัว ก็จะเห็นว่ามีความสอดคล้องกันมาก ๆ  เป็นต้นในเรื่องของการเกษตรเพื่อการยังชีพในครอบครัว เกษตรพึ่งตนเอง ( ลดการพึ่งปัจจัยภายนอกให้เหลือน้อยที่สุด ) เกษตรยั่งยืน ( เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อยู่กับธรรมชาติแบบเกื้อกูล และมีดุลยภาพ พร้อมทั้งรักษาความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ แหล่งน้ำ และหน้าดินไว้เป็นมรดกถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน )

เป็นต้นในเรื่องของคุณธรรมพอเพียงเพื่อชีวิตมีสุข เป็นคุณธรรมละลายล้างความโลภมากของมนุษย์ที่ทำให้มนุษย์เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ตะกละ ตะกลาม มูมมาม ไม่รู้จักพอ ไม่มีความสุข อยากได้ อยากมี อยากครอบครองไม่มีที่สิ้นสุด ( แม้แต่ต้นไม้กลางสวนเพียงต้นเดียวก็อยากจะครอบครอง )

หันกลับมาดูวิถีชีวิตเกษตรกรไทยก็พบว่าเราหลงทางกันมาก เป็นต้นนับตั้งแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ( พ.ศ. 2504 )  ที่ทำให้ประชาชนไทยมีค่านิยมแบบผิด ๆ ว่า ความเจริญรุ่งเรืองที่แท้จริงคือ ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ จนกลายเป็นกระแสวัตถุนิยม บริโภคนิยม  และปัจเจกนิยมในที่สุด

ชุมชนบทที่ผมทำงานอยู่ด้วยเมื่อ 23 ปีที่แล้ว ยังเป็นป่าดงดิบอยู่เลย แต่ในปัจจุบันไม่เหลือพื้นที่ป่าเป็นเปอร์เซ็นอีกแล้ว มนุษย์เก่งมาก สามารถทำลายความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่ใช้เวลาสะสมมาเป็นล้านปี ให้พินาศไปภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี


ชาวบ้านกลายเป็นมือพระกาฬ เผาแหลก เผาทุกอย่างที่ขวางหน้า ทั้งเผา ทั้งตัด ทั้งยิง ทั้งฆ่า จนทุกวันนนี้ก็ยังไม่เลิกเผา แม้ในขณะที่หลาย ๆ ฝ่ายกำลังร่ำร้องตะโกน เรื่องภาวะโลกร้อนกันแทบหูจะแตก แต่ชาวบ้านก็ยังมองเป็นเรื่องไกลตัวและยังก้มหน้าก้มตาเผาต่อไป เพราะขาดทักษะการมองโลกแบบองค์รวม ( Holistic ) นั่นเอง

ประเทศไทยยังต้องหันมามอง มาฟัง มาดู มาศึกษา มาเรียนรู้ และปฏิบัติตามแนวคิดปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงอย่างจริงจัง

เราต้องปลูกฝังให้คนในชาติมีทักษะในการมองโลกแบบองค์รวมให้ได้ มิเช่นนั้นเราจะไม่เหลืออะไรเลยสำหรับการค้ำชูให้ลูกใบนี้มีชีวิตต่อไป อย่างมีดุลยภาพ ( แม้แต่ตอหรือ รากของต้นไม้กลางสวนก็จะไม่เหลือ )

“โลกใบนี้กว้างใหญ่ไพศาล และอุมสมบูรณ์เพียงพอที่จะเลี้ยงมนุษยชาติทั้งโลกแต่ไม่กว้างพอที่จะให้คนโลภ หน้ามืดตามัวครองครอง” ผมขอเน้นตรงคำว่า “หน้ามืดตามัว” เป็นการสรุปส่งท้าย

เราต้องช่วยกันสร้างทักษะในการมองโลกแบบองค์รวมให้กับคนในชาติของเรา ให้แก่เด็กและเยาวชนในความดูแลของเรา เพื่อให้ทักษะนี้เป็นแสงสว่างขับไล่ความน่ามืดตามัว

เรามนุษย์ทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย ตายไปก็เอาสมบัติอะไรติดตัวไปไม่ได้ มีแต่คุณความดีเท่านั้นที่จะเป็นบุญกุศลจิตติดตัวไปได้ เหมือนกับที่องค์พระศาสนาเยซูคริสตเจ้าได้เคยประกาศเตือนไว้ว่า “มนุษย์จะได้ประโยชน์ใด ในการที่จะได้โลกทั้งโลกเป็นกรรมสิทธิ์ แต่ต้องเสียชีวิตและพินาศไป “  ( ลก.9:25 )

ถ้าเรามีจิตใจที่หวังแต่จะได้ หัวแต่จะครอบครอง คิดเห็นแก่ตัว คิดเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ไม่คำนึงถึงการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติแวดล้อมแบบมีดุลยภาพ แบบเกื้อกูล และยั่งยืน เราก็ช่างเป็นบุคคลที่น่ารังเกียจและไร้ค่ามาก ( บนโลกในนี้ไม่มีคนเยี่ยงที่เกิดมาซะยังดีกว่า” เทียบ มธ.26: 24 )

ตรงข้าม ถ้าเราดำรงชีวิตนี้ด้วยความสุภาพถ่อมตน ด้วยความตระหนักในความเป็นเพียงองค์ประกอบย่อยของโลกจักรวาล ด้วยการตระหนักถึงพันธกิจแห่งการเป็นผู้ร่วมสร้างในฐานะที่เป็นพระฉายาลักษณ์ของพระเจ้าพระผู้สร้าง คอยเยียวยารักษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่กำลัง ป่วยไข้และร้องโอดครวญอย่างหนัก มากไปกว่าถ้าเรามีทักษะการมองโลกแบบองค์รวมที่จะช่วยให้เราตระหนักถึงการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อคนรอบข้างที่ยากจน ยากไร้ ขัดสน ขาดแคลน ต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบนโลกนี้ ซึ่งมีเส้นใยประสาทเชื่อมโยงถึงกันหมด  ภายใต้ดวงวิญญาณของโลกดวงเดียวกันแล้วละก็ ชีวิตเราจะมีความสุขกับการรู้จักพอ มีความสุขกับการพึงพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ ที่เราเป็นอยู่ ( ไม่ใช่มีความทุกข์กับสิ่งที่เราอยากจะมีหรืออยากจะเป็น) เราจะไม่โลภหน้ามืดตามัว แต่เราจะรู้แจ้งเห็นธรรมในความปิติสุขแห่งความสงบสันติในภราดรภาพแห่งการเป็นพี่น้องร่วมโลกเดียวกัน ในความเป็นองค์ประกอบย่อยขององค์รวมเดียวกัน