หน้าหลักเช็คเมลล์ติดต่อเราสมุดเยี่ยมลิงค์คาทอลิกแผนผังเวบไซด์

ค้นหาข้อมูล :

จากหนังสือ แสงธรรมปริทัศน์ ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2003 เขียนโดย บาทหลวง ชัชชัย รวมอร่าม
เรียบเรียงบางส่วนจาก ประเพณีวันระลึกถึงผู้ล่วงลับ หรือ บุญปชุม

ความเชื่อของเราคทอลิกสรุปไว้ในบท “ข้าพเจ้าเชื่อถึงพระเป็นเจ้า” และในเรื่องชีวิตหลังความตายของมนุษย์ พระศาสนจักรได้อธิบายไว้ใน คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ( Cathechism of the Catholic Church ) หลายตอน เช่น  คำสอนว่าด้วยการพิพากษาผู้เป็นและผู้ตาย

ในข้อ 678-679 ได้กล่าวถึงเรื่องการกลับมาพิพากษาผู้เป็นและผู้ตายและในข้อ 682 หนังสือคำสอนได้สรุปไว้อย่างสั้น ๆ เอาไว้ว่า “ในการเสด็จมา ในวาระสิ้นสุดแห่งกาลเวลา เพื่อพิพากษาผู้เป็นและผู้ตาย พระคริสต์ในโรจนาการ จะเปิดเผยท่าทีอันเป็นความลับอยู่ในจิตใจ และจะตอบแทนแก่มนุษย์แต่ละคน แล้วแต่กกิจการทั้งหลายของเขา และแล้วแต่การต้อนรับหรือปฏิเสธของเขาต่อพระหรรษทาน”

นั่นหมายความว่า หลังความตาย มนุษย์ยังมีส่วนอะไรบางอย่างที่ต้องได้รับผลของการกระทำของเขาเมื่ออยู่ในโลกนี้ ซึ่งพระเยซูเจ้าจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย ซึ่งมนุษย์ในที่นี้หมายถึงทุกคน ดังนั้นเรื่องหนึ่งที่คริสตศาสนาเหมือนกับพุทธศาสนาคือ ยังมีชีวิตหลังความตาย คอยรับผลการกระทำของเขาแต่ละคนเมื่อมีชีวิตอยู่โลกนี้นั่นเอง

คำสอนว่าด้วยสหพันธ์นักบุญ
ตั้งแต่ข้อ 946 - 962 เป็นหัวข้อที่อธิบายถึงเรื่องสหพันธ์นักบุญ ซึ่งสำหรับชีวิตในพระศาสนจักรไม่ใช่มีแต่สมาชิกของพระศาสนจักรที่มองเห็นได้ในโลกนี้เท่านั้น แต่พระศาสนจักรได้เผยแสดงไว้ในคำสอนสรุปข้อ 962 ว่า “เราเชื่อในความสนิทสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกันของสัตบุรุษทุกคน ผู้ซื่อสัตย์ต่อพระคริสต์ ทุกคนเป็นผู้จาริกแสวงบุญอยู่บนแผ่นดิน ผู้ตายที่กำลังชำระตนให้บริสุทธิ์เรียบร้อย บุญราศีทั้งหลายในสวรรค์ ทุกคนรวมเข้าเป็นพระศาสนจักรเดียว และเราเื่ขื่อว่า ในความสนิทสัมพันธ์อันนั้น ความรักอันเปี่ยมด้วยกรุณาของพระเจ้า และนักบุญทั้งหลายของพระองค์กำลับสดับฟังคำภาวนาวิงวอนของเราอยู่เสมอ”

นั่นหมายความว่า ในบรรดาผู้มีความเชื่อทั้งที่ในสวรรค์ บนโลกนี้ และในการชำระ เรายังคงเป็นหนึ่งเดียวกันเสมอ โดยเฉพาะผ่านทางคำภาวนาของผู้มีความเชื่อในโลกนี้ ภาวนาอุทิศให้กับบรรดาผู้ที่อยู่ในการชำระ และพระเจ้าพร้อมทั้งผู้บรรลุถึงสวรรค์แล้วนั้น จะส่งความบรรเทาไปยังบรรดาผู้ที่มีความเชื่อที่อยู่ในการชำระนั่นเอง นี่เป็นคำสอนที่จะส่งผลต่อการปฏิบัติคริสตชนในโลกนี้ต่อผู้ศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะต่อผู้ล่วงลับด้วย นั่นคือ การฉลองนักบุญต่างๆ และการอุทิศคำภาวนาให้กับผู้ล่วงลับ

คำสอนว่าด้วยการคืนชีพของเนื้อหนัง
ตั้งแต่ข้อที่ 988-1019 เป็นหัวข้อที่พูดถึง “ข้าพเจ้าเชื่อในการกลับคืนชีพของเนื้อหนัง” ซึ่งพูดถึงเกี่ยวกับการกลับคืนชีพของพระคริสตเจ้า ซึ่งส่งผลมายังมนุษย์ทุกคน ซึ่งทำให้ความตายของมนุษย์มีความหมาย โดยอาศัยการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนชีพของพระเยซู

ในส่วนที่เป็นข้อสรุป ในข้อ 1015-1018 ยิ่งช่วยทำให้เราเห็นชัดถึงเหตุการณ์ต่อไปของมนุษย์หลังจากได้ผ่านความตายไปแล้ว โดยเฉพาะในข้อ 1016 ทำให้เราเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์มากขึ้นว่า “อาศัยความตาย วิญญาณก็แยกจากกาย แต่ในการกลับคืนชีพ พระเจ้าคืนชีพที่ไม่เปื่อยเน่าให้แก่ร่างกายของเรา ซึ่งจะเปลี่ยนแปรไป โดยรวมกายเข้ากับวิญญาณของเรา  ในทำนองเดียวกับที่พระคริสต์ทรงกลับคืนชีพ และทรงมีชีวิตอยู่ตลอดกาล เราทุกคนก็กลับเป็นขึ้นมาในวันสุดท้าย”

พื้นฐานทางคำสอน ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่สำคัญที่สุดในพระศาสนจักรคาทอลิก โดยเฉพาะวันอาทิตย์ซึ่งเป็นการฉลองการกลับคืนพระชนมชีพที่ถูกทำให้เกิดขึ้นใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าในชีวิตคริสตชน ซึ่งควรจะทำให้คริสตชนมองเห็นภาพลาง ๆ บ้าง ถึงการกลับคืนชีพใหม่ร่วมกับพระคริสตเจ้าในชีวิตหน้า โดยเริ่มจากการมีส่วนร่วมกับพระคริสตเจ้าในชีวิตหน้า โดยเริ่มจากการมีส่วนร่วมในธรรมล้ำลึกปัสกาของพระองค์ตั้งแต่ในชีวิตนี้

คำสอนว่าด้วยชีวิตนิรันดร
ตั้งแต่ข้อ 1020-1060 คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ได้อธิบายสภาพชีวิตหลังความตายได้ชัดเจนที่สุด เกี่ยวกับเรื่อง การพิพากษาส่วนบุคคล, สวรรค์, สภาพในการชำระ นรก และการพิพากษาครั้งสุดท้าย”

ในคำสอนพระศาสนจักรข้อ 1030 ได้อธิบายเรื่องการชำระขั้นสุดท้าย หรือ ไฟชำระไว้กล่าวคือ “พระศาสนจักรเรียกการชำระตนให้บริสุทธิ์ในครั้งสุดท้ายของผู้ที่ได้รับการเลือกสรร ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับผู้ที่ได้รับการลงโทษผู้ตกนรก ว่า “ไฟชำระ” พระศาสนจักรได้กำหนดหลักความเชื่อเกี่ยวกับไฟชำระไว้โดยเฉพาะ ในการประชุมสภาสังคายนาที่เมืองฟอเรนต์และเมืองเทรนท์ ธรรมประเพณีของพระศาสนจักร เมื่ออ้างอิงถึงข้อความบางตอนในพระคัมภีร์ ได้พุดถึงไฟชำระให้บริสุทธิ์ว่า ส่วนที่เป็นความผิดบางเบาบางประการ ก็เชื่อว่าก่อนการพิพากษามีำไฟชำระให้บริสุทธิ์ ตามคำยืนยันขององค์พระผู้เป็นเจ้า “ความจริง”  โดยกล่าวว่า หากผู้ใดกล่าว ผรุสวาจาแช่งด่าพระจิตเจ้า ก็จะไม่ได้รับการอภัย “ทั้งยุคนี้และยุคหน้า” ( มธ.12 ,31 ) ในประโยคนี้ เราพอเข้าใจได้ว่า โทษความผิดบางประการอาจอภัยในยุคนี้ แต่โทษผิดอื่นบางประการอาจอภัยได้ในยุคหน้า

ส่วนในข้อ 1032 ได้บอกว่า “คำสั่งสอนอันนี้ยังมีพื้นฐานอยู่ที่แนวปฏิบัติ ในการภาวนาเพื่อผู้ล่วงลับไปแล้วอีกด้วย ตามที่ได้กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ว่า “ด้วยเหตุนี้ เขา ( ยูดา มัคคาบี ) จึงจัดให้มีการถวายเครื่องบูชาเพื่อใช้โทษบาป สำหรับผู้ตายเพื่อว่าผู้ตายจะได้หลุดพ้นจากบาปของตน ( 2 มคบ.12: 46 ) นับแต่ยุคแรก ๆ มาแล้ว พระศาสนจักรได้รับการยกย่องการระลึกถึงผู้ตาย และได้ถวายผลบุญเป็นคะแนนเสียงเพื่อช่วยให้พวกเขาด้วย โดยเฉพาะในการถวายมิสซาเพื่ออุทิศแด่ผู้ตาย เพื่อว่า เมื่อได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้ว ผู้ตายจะได้สามารถถึงการมองเห็นพระเจ้า อันเป็นความบรมสุขอย่างยิ่ง พระศาสนจักรยังเสนอแนะให้ทำทาน ถวายพระคุณการุณ และทำกิจใช้โทษบาปเพื่ออุทิศแด่ผู้ตายอีกด้วย

ดังนั้น จากคำสอนในเรื่องนี้ ทำให้เกิดประเพณีสำหรับผู้ตายในทางคริสตชนด้วย เช่น เราคริสตชนยังคงมีพิธีกรรมให้เกียรติผู้ล่วงบับในวันปลงศพ และหลังจากนั้น เช่นการจัดสวดภาวนาให้กับผู้ล่วงลับ 3 วัน 7 วัน 1 เดือน 1 ปี หรือ มีการขออุทิศให้ แต่เนื่องจากเราทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังอยู่ในกาลเวลา ไม่อาจทราบได้ชัดเจนว่า วิญญาณของผู้ที่เราอุทิศให้เขานั้น ซึ่งอยู่นอกกาลเวลาของโลกนี้แล้ว ได้รับผลบุญมากน้อยแค่ไหน พระศาสนจักรจึงจัดให้มีระลึกถึงผู้ล่วงลับทุกปีโดยจัดฉลองบรรดาผู้ล่วงลับที่บรรลุความศักดิ์สิทธิ์ในวันสมโภชนักบุญทั้งหลาย คือในวันที่ 1 พฤศจิกายน และระลึกกถึงวิญญาณที่ต้องชดเชยความผิดของพวกเขาอยู่ คือ วันระลึกถึงวิญญาณ ( ในไฟชำระ ) ทั้งหลาย ในวันที่ 2 พฤศจิกายน ของทุกปี