หน้าหลักเช็คเมลล์ติดต่อเราสมุดเยี่ยมลิงค์คาทอลิกแผนผังเวบไซด์

ค้นหาข้อมูล :

โดย บาทหลวงชวลิต กิจเจริญ  พระสงฆ์อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
   อาจารย์สอนคณะศาสนศาสตร์ วิทยาลัยแสงธรรม

ในยุคปัจจุบัน เราเห็นลัทธิบริโภคนิยมและวัตถุนิยมแพร่หลายทั่วไป เครื่องมือสื่อสารมวลชนมีประสิทธิภาพไร้พรมแดน คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต มีบทบาทในทุกสถานที่ แม้ในห้องแถวร้านอินเตอร์เน็ตเปิดบริการลูกค้าทุกวัน สหัสวรรษที่สามเป็นเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อพระศาสนจักรอย่างแน่นอน พระศาสนจักรต้องค้นหาหลักการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับความรักและความเมตากรุณา ที่ส่งเสริมเสรีภาพและศักดิ์ศรีของมนุษย์ และยังจำเป็นต้องทบทวนบทบาทของตนเองในการประกาศพระเยซูเจ้าแก่ทุกคน และสิ่งที่ตามมาก็คือ พระศาสนจักรต้องมองดูการอบรมพระสงฆ์และนักบวชให้มีจิตตารมณ์ของการเป็นธรรมทูตอย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน วิธีที่ดีที่สุดก็คือ การศึกษาคำสั่งสอนและเอกสารของพระศาสนจักร ทั้งก่อนและหลังสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 เพื่อทราบทีท่าต่อจิตตารมณ์งานธรรมทูต

การอบรมพระสงฆ์ นักบวช เพื่อจิตตารมณ์ธรรมทูต : พระสันตะปาปาก่อนสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2

1. งานธรรมทูตและความรับผิดชอบของพระสงฆ์นักบวช

แม้ว่างานธรรมทูตจะเป็นงานของประชากรของพระเป็นเจ้าโดยรวม และในความเป็นจริงแล้ว เป็นพระสงฆ์และนักบวชต่างหากที่รับผิดชอบโดยตรง อย่างไรก็ตามได้มีความพยายามที่จะเพิ่มกระแเสเรียกการเป็นธรรมทูตเพิ่มขึ้น เพื่อส่งพระสงฆ์ นักบวชไปทำงานในต่างแดน การส่งเสริมกระแสเรียกเพื่อเป็นธรรมทูตได้เกิดขึ้นในบ้านเณรต่าง ๆ ทั่วโลก และควบคู่กับการส่งเสริมการเป็นธรรมทูตคือ การอบรมพระสงฆ์ นักบวชพื้นเมือง เพื่อรับผิดชอบพระศาสนจักรท้องถิ่นแทนบรรดาธรรมทูตตามแนวคิดของสมณกระทรวงประกาศเผยแพร่ความเชื่อในปี 1623

2. พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 15 และ Apostolic letter Maximum Illud  (1919 )

พระสันตะปาปาพระองค์นี้พยายามเน้นให้เห็นความสำคัญของการอบรมพระสงฆ์นักบวชพื้นเมือง เพราะสิ่งนี้คือความหวังของพระศาสนจักรท้องถิ่น เหตุผลของพระองค์ก็คือ พระสงฆ์ นักบวชพื้นเมือง รู้จักภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่นดีกว่าชาวต่างประเทศ ทำให้เข้าใจจิตใจสัตบุรุษได้ลึกซึ้งกว่า เนื่องจากพระศาสนจักรคาทอลิกเป็นสากล ไม่ใช่ศาสนาที่แปลกหน้าต่อชนชาติใด จึงเป็นการเหมาะสมที่ชนชาติต่าง ๆ จะมีพระสงฆ์ นักบวช พื้นเมือง เพื่อสั่งสอนพระชาชนในเรื่องเกี่ยวกับพระบัญญัติของพระเป็นเจ้า  พระองค์จึงเร่งเร้าให้บรรดาผู้รับผิดชอบคณะธรรมทูตทั้งหลายพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง และทำให้นโยบายดังกล่าวเป็นจริง

3. พระสันตะปาปาปีโอที่ 11 และ Encyclical Letter Rerum Ecclesiae (1926 )

พระสันตะปาปาพระองค์นี้ได้รับสมญานามว่า เป็นพระสันตะปาปาที่สนใจในงานธรรมทูต ใน Encyclical letter Rerum Ecclesiae พระองค์ได้เตือนบรรดาพระสังฆราชทั้งหลาย ให้ส่งเสริมกระแสเรียกพระสงฆ์ นักบวช ให้เป็นธรรมทูตโดยให้ทุกคนเข้าใจว่า พวกเขาจำเป็นต้องอดทนเพื่อพระคริสตเจ้า ในการแสวงหาวิญญาณมาเป็นของขวัญแก่พระองค์ พระองค์ยังได้เตือนให้บรรดาพระสังฆราชได้อบรมพระสงฆ์ นักบวชพื้นเมือง และการดูแลเอาใจใส่อภิบาลสัตบุรุษนั้นควรเป็นคนท้องถิ่นเอง ไม่ใช่คนภายนอก

4. พระสันตะปาปีโอที่ 12 และ Apostolic Exhortation menti Nostrae ( 1950 )

พระสันตะปาปาพระองค์นี้เขียนนโยบายส่งเสริมกระแสเรียกเป็นธรรมทูตและการอบรมพระสงฆ์พื้นเมืองในไว้ Apostolic Exhortation menti Nostrae  ( 1950 ) แต่ดูเหมือนว่าพระองค์จะเน้นนโยบายดังกล่าวมากขึ้นและหนักแน่นขึ้น ใน Encyclical Evangelii Praecones ( 1951 )  ในโอกาสครบรอบ 25 ปี ของ Encyclical letter Resum Ecclesiae พระองค์รู้สึกมีความบรรเทาใจอย่างมาก ที่งานธรรมทูตประสบผลสำเร็จด้วยดี และยังได้ตรัสกับบรรดาผู้รับผิดชอบในงานธรรมทูต เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 1944 ว่า งานธรรมทูตในประเทศคาทอลิก และในประเทศคนต่างศาสนาได้ประสบกับความสำเร็จด้วยดี อย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ตามรายงานของานงานธรรมทูต พระองค์ยังได้เสริมอีกว่า

ความสำเร็จในงานธรรมทูตเกิดขึ้นทั่วโลก มีการสร้างบ้านเณรในภูมิภาคต่างๆ  มีการสร้างวิทยาลัยที่สังกัดสมณกระทรวงเผยแพร่ความเชื่อที่กรุงโรม มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วโลกวิชา ได้สอนงานธรรมทูตขึ้น

         พระองค์ยังได้ออก Encyclical Letter Fidei Donum ( 1957 ) ในสมณสาส์นนี้พระองค์ได้พูดเรื่อง “Fidei Donum” ลักษณะของ “Fidei Donum” ก็คือ การที่สังฆมณฑลที่เก่าแก่กว่า  ส่งพระสงฆ์ไปช่วยส้ังฆมณฑลที่ใหม่กว่า เป็นระยะเวลาหนึ่ง เนื่องจากมีสัีงฆมณฑลต่าง ๆ ในทวีปอัฟริกาขาดแคลนพระสงฆ์ พระองค์ยังได้นำคำพูดของนักบุญเอากุสติโน มาอ้างว่า ถ้าท่านรักพระคริสตเจ้าจริง ท่านต้องนำความรักดังกล่าวไปเผยแพร่แก่ทุกคนทั่วโลก

         พระองค์ได้เตือนบรรดาพระสัีงฆราช ที่เสียสละพระสงฆ์ของตนไปช่วยสังฆมณฑลที่ขาดแคลนว่า การทำเช่นนั้นจะส่งเสริมให้เกิดพลังความเชื่อในสังฆมณฑลของบรรดาพระสังฆราชเช่นกัน เปรียบเหมือนกับพ่อแม่มอบบุตรสาว บุตรชายให้แก่พระศาสนจักรเป็นพระสงฆ์ และนักบวชครอบครัวก็ยังคงอยู่ต่อไป และยังมีพลังเพิ่มขึ้นด้วย เพราะพลังนั้นเกิดขึ้นจากความเสียสละนั่นเอง

5. พระสันตะปายอห์นที่ 23 และ Encyclical letter princeps Pastorum  ( 1959 )

 พระองค์ทรงเน้นเรื่องการอบรมพระสงฆ์นักบวชพื้นเมืองเช่นกัน พระองค์ทรงแนะนำว่า ควรมีการเลือกเฟ้นพระสงฆ์นักบวชพื้นเมือง ในการอบรมสั่งสอนสามเณร และในการนำสามเณร และในการนำสามเณรไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์ พระองค์ยังเสริมอีกว่า พระสงฆ์ควรได้รับการศึกษาทางด้านวิญญาณและสติปัญญาให้สอดคล้องกับความต้องการของเชื้อชาติ นิสัยใจคอ และกิจการของประเทศของตน

         ใน Encyclical letter ฉบับเดียวกันนี้ พระสันตะปาปาได้ขอร้องให้ปลูกฝังจิตตารมณ์การเป็นธรรมทูต และการเรียนวิชาธรรมทูตในบ้านเณร เพื่อเรียนรู้ถึงประสบการณ์และวิธีการเพื่องานธรรมทูตในประเทศต่างๆ การเรียนรู้และประสบการณ์นั้นต้องสอดคล้องกับธรรมประเพณีของพระศาสนจักรด้วย ในเวลาเดียวกันสามเณรต้องเรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศของตน

พระองค์ยังทรงเตือนว่า ลัทธิชาตินิยมไม่ควรมีในพระศาสนจักร เพราะพระศาสนจักรไม่ใช่สมบัติของวัฒนธรรมใด ๆ โดยเฉพาะพระศาสนจักรได้รับพันธกิจมาเพื่อมอบความเชื่อแก่มนุษย์ทุคน ไม่จำกัดเฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ

ที่มา : จากหนังสือวารสารแสงธรรม ปีที่ 26 ฉบับที่ 3 กันยายน 2545