หน้าหลักเช็คเมลล์ติดต่อเราสมุดเยี่ยมลิงค์คาทอลิกแผนผังเวบไซด์

ค้นหาข้อมูล :

โดย บาทหลวง ปรีชา นิยมธรรม นักบวชคณะธรรมทูตนิรมล ( OMI )
( เป็นการเรียบเรียงจากการไตร่ตรองตามแนวคิดของผู้เขียน )

ความเชื่อในที่นี้ หมายถึง เชื่อในพระเจ้า ความเชื่อนี้คือการรับรู้/ การยอมรับอย่างมีอิสระ ด้วยความสมัครในใจของพวกเรา บ่อยครั้งหรือเกือบแทบทุกครั้งพวกเรามักพูดถึงความเชื่อของพวกเราจากประสบการณ์ส่วนตัวของชีิวิต แต่การที่จะเชื่อจริงๆ ได้นั้น จำเป็น ต้องให้ความเชื่อนี้ควบคู่ไปกับการไตร่ตรองและเหตุผลอันเป็นองค์ประกอบร่วมหลัก

ใคร่ขอแบ่งปันแนวความคิดแบบสรุปของบาทหลวง นักเทววิทยาชาวฝรั่งเศสท่านหนึ่ง ( Brmard SESBOUE ) แนวความคิดนี้อาจช่วยเป็นคำแนะนำแนวใหม่บางประการในการประกาศข่าวดีและในการพูดถึงความเชื่อในยุคปัจจุบัน

ให้ความสำคัญอันถูกต้อง

             อาจพูดได้ว่าการพูดถึงหรือการศึกษาเรื่องพระเจ้าในยุคปัจจุบัน เป็นสาระที่มนุษย์ทั้งหญิงและชายเมินเฉยไม่ได้ ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะนับถือศาสนาใดก็ตาม นักปราชญ์หลายท่านในยุคปัจจุบันที่ไม่มีพระเจ้าในหัวใจก็ยังยอมรับว่า การพูดถึงพระเจ้าเป็นคำถามที่คอย สะกิดใจพวกเขาอยู่ตลอดเวลา

             บาทหลวงเชสบูเอ ( SESBOUE ) ได้ใช้บท “ข้าพเจ้าเชื่อถึงพระเจ้า” เป็นบทนำการพูดถึงความเชื่อ เป็นการจำเป็นที่จะต้องพูดถึงความเชื่อในระดับความคิดของคนปัจจุบันที่กำลังพบกับปัญหาในการแสดงออกซึ่งความเชื่อของตน พวกเขาไม่รู้ว่าจะเชื่ออะไร จะเชื่อไปทำไม จึงเป็นการสมควรยิ่งที่จะต้องพิจารณาไตร่ตรองก่อนอื่นหมดถึงความหมายอันควรต้องเข้าใจ เมื่อกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเชื่อ” แล้วจึงไตร่ตรองต่อไปถึงการกล่าวว่า “...ถึงพระเจ้า” ดังนี้ตัว “ข้าพเจ้า” จึงควรเป็นจุดเริ่มต้นในการคิดพิจารณา เป็นตัว “ข้าพเจ้า” ในฐานะที่เป็นมนุษย์ที่พวกเราควรไตร่ตรอง บ่อยครั้งพวกเรามักพูดถึงพระเจ้าก่อนตั้งคำถามให้ัตัวพวกเราเองในฐานะที่เป็นมนุษย์ที่ีปัญหาในการแสดงออกซึ่งความเชื่อในพระเจ้า

ตอบคำถามให้ถูกต้อง

             ในยุคปัจจุบัน ดูเหมือนว่าการพูดถึงพระเจ้าแบบเก่า ๆ ไม่ค่อยดึงดูดจิตใจมากนักและค่อย ๆ เลือนไปจากความคิด แต่การพูดหรือการคิดค้นคว้าหาพระเจ้านี้จะหวนปรากฎขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อพวกเราพูดถึงหรือคิดถึง ความหมายของชีวิต ( = มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ? ) คนส่วนมากตั้งคำถามและหาคำตอบที่เกี่ยวโยงไปยังความสุขสมหวัง และความสำเร็จในชีวิตของตน

               นักปราชญ์สมัยใหม่ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า สิ่งที่มนุษย์ต้องการมากที่สุดคือ ความรัก ความเอื้ออาทร แต่ที่มนุษย์ต้องการยิ่งไปกว่าอีกคือ “ความหมาย” ของทุกการกระทำ พวกเราดำเนินชีวิตและถูกครอบงำจากสังคมที่เจริญอันเป็นผลมากจากสิ่งอำนวยความสะดวกหลากหลาย และความก้าวหน้าทางเทคนิค จนลืม ความหมายและเป้าประสงค์หลักของทุกชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อเราตื่นแต่เช้าแล้วอาจต้องนั่งถามตัวเองว่า ทำไมต้องตื่นขึ้นมาทำงาน ทำไมต้องมีครอบครัว และต้องมานั่งเลี้ยงบุตรธิดา ปัญหาและคำถามเหล่านี้พาพวกเราไปคำถามของ “ความหมาย” ของพฤติกรรมประจำวันของพวกเรา

               พวกเราส่วนมากเจริญชีวิตในระบบและจังหวะชีวิตที่เคยปฏิบัติตาม ๆ กันมาจนเคยชินเป็นนิสัย พวกเราอาจดูมีความสุขในการอยู่ดี กินดี พบความสำเร็จด้านวัตถุในชีวิต พวกเรารักลูกรักภรรยาอย่างแนบแน่น แต่เมื่อโรคร้ายหรือความตายผ่านเข้ามาในชีวิต ทุกอย่างเหมือนถล่มทลายไปหมด ชีวิตดูขาดความหวัง เวลานั้นเอง พวกเราจะตั้งคำถามหลักว่า  ทำไมชีวิตต้องเป็นแบบนี้ พร้อมทั้งพยายามหาคำตอบว่าอะไคือความหมายและแก่นแท้ของชีวิต  ว่าจะต้องทำอย่างไรให้ผ่านทุกข์โศกนี้ไปได้ เหมือนกับว่าตอนเองกำลังพยายามพุ่งตนเองออกจากธรรมชาติที่ครอบงำตนอยู่ เพื่อจะได้พบอะไรที่เหนือหรือที่ดีกว่านั้น พบกัยอะไรที่อยู่เบื้องบนที่ทำให้ตนพ้นสภาพที่เป็นอยู่

             หลายคนภูมิใจในประสบการณ์การให้กำเนิดบุตรธิดา อันเกี่ยวโยงกับการถ่ายเทชีวิตซึ่งก็เป็นประสบการณ์ที่โยงไปถึงความหมายของชีวิต หลายคนต้องพบกับประสบการณ์เลวร้ายเช่น ผู้ติดยาเสพติด พวกเขาติดยาเพราะต้องการกลบที่ว่างอันเป็นช่องโหว่และความไม่สมหวังในชีวิต จึงคิดว่ายานั้นทดแทนสิ่งที่ตนขาดในชีวิตได้ เพื่อบรรลุความสมหวังนอกกรอบของความเป็นจริง พิจารณาดูแล้วพวกเราต้องยอมรับว่าคำถามถึงสิ่งที่อยู่เหนือตนเอง เหนือธรรมชาติลอยวนอยู่ในสมองและจิตสำนึกของมนุษย์เสมอโดยหวังจะได้คำตอบที่ตนพอใจนอกตนเอง

พระเจ้าของพวกเราอยู่ใกล้มนุษย์

                 พวกเราคริสตศาสนิกชนมีพระเจ้าที่เอาใจใส่ดูแลและสนใจมนุษย์ตลอดเวลา นี่คือสิ่งที่น่าประทับใจ ในหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ โมเสสได้กล่าวว่า “มีพระเจ้าแห่งชนชาติใดบ้างที่ประสงค์จะอยู่ใกล้มนุษย์เหมือนพระเจ้าของพวกเรา”
                 ธรรมประเพณีในพระคัมภีร์บอกให้รู้ว่า พระเจ้าทรงเข้่ามามีส่วนพัีวพันกับมนุษย์เสมอ ความเชื่อคือความวางไว้ใจในพระเจ้าองค์นี้ที่ทรงมีสัญญามากมายให้มนุษย์ ผู้เขียนพระคัมภีร์ในพระธรรมเก่าได้เล่าถึงความสัตย์ซื่อคงเส้นคงวาของพระเจ้า และพระองค์ทรงกระทำตามสัญญาเสมอ ความเชื่อจึงมีพื้นฐานบนประสบการณ์ในอดีตที่มุ่งสู่อนาคต พระเจ้าทรงได้ยินเสียงครวญขอความช่วยเหลือจากประชากรของพระองค์และตลอดเวลาพระธรรมคัมภีร์ยืนยันถึงการสนทนาการวิสาสะระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ผู้เป็นประชากรของพระองค์ พระองค์ตรัสกับมนุษย์เหมือนตรัสกับเพื่อนคนหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น

                 ธรรมล้ำลึกในคริสตศาสนา ก็คือว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ริเริ่มเสมอ พระองค์ทรงเป็นผู้ประทานพระพรแก่พวกเราก่อน พระองค์ทรงเสนอคุณธรรมความดี ความรักของพระองค์แก่พวกเราก่อน เป็นสิทธิและหน้าที่ของพวกเราที่ต้องน้อมรับด้วยความเชื่อ

จะเชื่อได้ไม่ง่ายนัก

                   การที่จะมีความเชื่อนั้นไม่ใช่สิ่งง่าย เพราะพวกเราไม่ค่อยยอมปลดเปลื้องหรือ ออกจากตัวของพวกเราเอง ลึก ๆ แล้วพวกเรายังมีความปรารถนาอันเห็นแก่ตัวที่ต้องการให้ทุกอย่างมุ่งมาสู่ที่ตัวพวกเรา เป็นประโยชน์แค่แก่ตัวพวกเราเป็นหลัก ความจริงข้อนี้ปรากฎได้ชัดจากผู้ที่อยู่ในอำนาจในรูปแบบต่าง  ๆในทุกสถาบันและชนชั้นพวกเรายอมรับได้ยากมาก ว่าอำนาจของตนนี้ต้องมีวาระ ต้องมีเวลาหยุดและหมด

                     ความเชื่อเรียกร้องให้พวกเราดำเนินชีวิตในความถ่อมตนเป็นหลัก ในเวลาเดียวกัน เรียกร้องให้พวกเราก้าวหน้าในกระบวนการสละ และสลัดตนเอง ตรงนี้เองที่เป็นความยากลำบากของมนุษย์ของพวกเราทุกคนในการน้อมรับความเชื่อในยุคปัจจุบัน ยุคที่ต้องการมีให้มาก กินดีอยู่ดี มีความสะดวกสบาย ปัจจุบันพวกเราจะเห็นว่ามีการจัดการให้ทุกสิ่งมุ่งไปสู่พัฒนาการที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น ประเทศที่เจริญแล้วก็ยังคงไม่หยุดยั้งที่จะ้ค้นคว้าหาสิ่งประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ทันสมัยเสมอ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ก็คือ ความก้าวหน้าอันรวดเร็วทางเทคโนโลยีของ IT โลกแบบนี้ทำให้ต่างคนต่างสะสมข่าวสารจนลืมว่าตนเองอยู่เพื่ออะไร ยิ่งพวกเรามีมากเท่าไร ทำมากเท่าไร พวกเราก็ยังปรารถนามีมากขึ้นเท่านั้น

                   แต่ความเป็นจริงอาจกระซิบบอกพวกเราว่า พวกเรากำลังหนีตัวเอง โดยอาจลุ่มหลงไปตามจังหวะชีวิตที่รีบเร่ง ทำให้พวกเราวอกแวกไปกับสิ่งรอบกายนานาชนิด ทั้งที่เป็นประโยชน์และดูไม่เป็นประโยชน์ต่อคุณภาพของชีวิตของพวกเรา และนี่อาจเป็นปัญหาใหญ่ที่ผู้สูงอายุจำนวนมากต้องเผชิญเพิ่มขึ้นทุกวัน จังหวะชีวิตที่ควบเร่งทำให้พวกท่านเหล่านั้นมีความรู้สึกว่าตนล้าหลัง ไม่ทันสมัย

                   มนุษย์ปัจจุบันทั้งหญิงและชายมักต้องการคำตอบ คำอธิบายว่าทำไมต้องมีความเชื่อ พวกเขาต้องการแสดงออกซึ่งความเชื่อของตนอย่างมีสาระ มีเหตุ มีผล จำเป็นต้องใช้ความพยายามประยุกต์หลักคำสอนและวิธีการสอนเพื่อผู้ใหญ่สามารถเข้าใจ และยอมรับได้ บ่อยครั้งพวกเราใช้หลักคำสอนของเด็กเอาไปสอนผู้ใหญ่ พวกเราบอกพวกเขาว่าต้องเชื่อ แต่อาจลืม ค้นคว้าหาวิธีการอันเหมาะสมให้พวกเขาเข้าหา หลักคำสอน

สอนแบบองค์พระเยซู

                   เมื่อหลักความเชื่อและข้อความเชื่อบอกว่าองค์พระเยซูคือ บุตรพระเจ้า มนุษย์ร่วมสมัยคงตั้งคำถามว่าเป็นไปได้อย่างไร ว่าพระเจ้ามีลูกได้อย่างไร ว่าพระองค์มาเกิดเป็นมนุษย์จริงหรือ ฯลฯ

                     คราวนี้ถ้าพวกเรามามององค์พระเยซูดำเนินชีวิตกับบรรดาอัครธรรมทูตและสานุศิษย์ ก็จะพบการสอนแบบองค์พระเยซู กล่าวคือ พระองค์ใช้ภาษามนุษย์ วิธีการของมนุษย์ เพื่อเข้าหาคน พบปะ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในระยะแรก ๆ สุดท้ายพระองค์จึงทรงตั้งคำถามว่า “แล้วพวกท่านว่าเราเป็นใคร ?” พวกเราไม่สามารถตอบได้อย่างเข้าใจลึกซึ้งจนกว่าพวกเขาได้ผ่านผลพิสูจน์ของการตายและการกลับคืนชีพ

                     หลักคำสอนของศาสนาเรา ควรใช้ทั้งประวัติศาสตร์ รวมถึงเหตุผลเป็นองค์ประกอบ และต้องสามารถกล่าวถึงความเชื่อในระดับที่ต้องตอบคำถามคนที่กำลังหาวิธีเข้าใจความเชื่อ มนุษย์ร่วมสมัยตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับคริสตศาสนาแต่บ่อยครั้งพวกเราเอง คริสตชนิกชนอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถตอบคำถามของพวกเขาได้ อาจเพราะรู้ไม่พอ ค้นคว้าไม่พอ หรือไม่มีเวลา ไม่ให้เวลา ต่อการพินิจไตร่ตรองถึงความเชื่อที่ตนได้รับมา นวนิยายหลายเล่มพยายามแตะต้ององค์พระเยซูและคำสอนของพระองค์ ตัวอย่าง DA VINCI CODE และอาจพยายามเขียนเพื่อบอกพวกเราว่า  พระศาสนจักรปิดบังบางสิ่งบางอย่าง และอาจชักชวนพวกเราให้อ่านข่าวดีแห่งองค์พระคริสต์ในหนังสือนอกระบบ ซึ่งดูมีอะไรมากมายที่น่าสนใจ น่าดึงดูด ( บางครั้งน่าตื่นเต้น ) กว่าข่าวดีที่พวกเราได้เรียนรู้จากพระวรสารของผู้ประพันธ์ทั้งสี่

                 แต่นวนิยายเหล่านั้น เขียนขึ้น และพูดถึงองค์พระเยซูเจ้า นอกกรอบ และ นอกบริบท ของความเชื่อ ผู้เขียนมิได้เชื่อในสภาพความเป็นพระเจ้าขององค์พระเยซู ( หรืออย่างน้อยยังอาจสงสัยอะไรทำนองนั้น...) แต่พวกเขาทราบดีว่าองค์พระเยซูเป็นภาพลักษณ์ของผู้ที่ได้รับความเคารพ เป็นรูปลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์สำหรับคนจำนวนมาก ความทะเยอทะยานของพวกเขา คือ จงใจกดพระองค์ให้ต่ำลงเพื่อให้มาอยู่ในระดับของสภาพความเป็นมนุษย์เหมือนเราท่าน ตัวอย่างผู้ประพันธ์เหล่านั้นยอมรับไม่ไ่ด้ว่าองค์พระเยซูเจ้ามีชีวิตโสดบริสุทธิ์

                 พวกเขาจึงพร้อมที่จะเขียนความคิดทุกความคิด อะไรก็ได้เพื่อพิสูจน์ว่าพระองค์ได้แต่งงาน

                 นักเทววิทยาชาวอเมริกันท่านหนึ่งได้เขียนหนังสือสี่เล่มเกี่ยวกับองค์พระเยซู ท่านได้กล่าวยืนยันว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเรารู้เกี่่ยวกับประวัติประชนมชีพขององค์พระเยซู ยันยันอย่างมั่นคงว่าพระองค์ทรงเป็นโสดบริสุทธิ์ แม้ว่าการถือความโสดบริสุทธิ์นั้นไม่ใช่ธรรมเนียมทั่ว ๆ ไปที่ชาวยิวปฎิบัติอยู่ก็ตาม และถ้าพวกเราพิจารณาจากพระวรสาร เมื่อองค์พระเยซูตรัสว่า “ใครสามารถเข้าใจได้ก็เข้าใจเถิด” อันเป็นประโยคโต้ตอบที่เข้มงวดพอสมควรเมื่อทรงสอนผู้ที่หัวเราะเยาะความเป็นโสดบริสุทธิ์ของพระองค์ ตอนที่พระองค์ตรัสถึงความเป็นขันทีที่ตั้งใจเป็นและไม่ตั้งใจ


สรุป : พวกเราควรรอคอยอะไรจากพระเจ้า ?
                 ทุกวันนี้มนุษย์ทั้งหญิงและชายไขว่คว้าหาอะไรกันอยู่ มนุษย์ไขว่ขว้าหาความสุขอันแท้จริง อย่างหื่นกระหาย ความสุขที่พวกเราไม่สามารถหามาทดแทนความหิวกระหายของพวกเราได้ด้วยตนเอง

                 พวกเราอาจเคยผ่านช่วงเวลาอันเข้มข้นอันสุขสันต์แห่งประสบการณ์ของความสุขอันแท้จริง เวลานั้นดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างมันกลมกลืนไปหมดทั้งในตัวเราและรอบข้างตัวพวกเรา เพราะเวลานั้นพวกเราคงได้ดำเนินชีวิตในบรรยากาศแห่งความรัก ประสบการณ์นี้ในความเป็นจริงแล้วเป็นอยู่ช่วงที่สั้นมาก เป็นชั่วขณะหนึ่งที่พวกเราได้ออกจากตัวเอง ทำให้พวกเราได้พบความสุขอันสมบูรณ์ เป็นเหมือนฝันที่เป็นจริงชั่ววูบ

                 แต่พวกเราทราบดีว่าพวกเราต้องหวนกลับสู่ความเป็นจริงของชีวิตของพวกเรา

                 พวกเราจะได้มาซึ่งความสุขอันสมบูรณ์แบบนี้ก็จากพระเจ้าเท่านั้น “จะในรูปแบบใดก็ตาม พระองค์ทรงสามารถให้ความสุขอันสมบูรณ์แก่พวกเราได้ก็แต่ในความเป็นหนึ่งเดียวที่คนอื่นมิีสิทธิ์ลิ้มรสด้วยได้  นั่นคือการแบ่งปันความสุขนี้ซึ่งกันและกัน เหตุก็เพราะว่าความสุขอันแท้จริงนี้เกิดขึ้นจากการกระทำให้บัญญัติทอง บัญญัติแห่งความรักเป็นจริง

                 บัญญัตินั้น ก็คือ รักพระเจ้าอย่างสุดใจ และรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง

( ที่มา : จากหนังสือวรสารแสงธรรมปริทัศน์ ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม  - สิงหาคม 2550 /2007 หน้า41-16 )