|
ประวัติความเป็นมาของชีวิตจิตที่ยึดพระหฤทัยเป็นศูนย์กลาง (3) -------------------------------------------------
เอกสารประกอบคำสอนของบรรดานักบุญเรื่องพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้า
4. บุญราศี โกล๊ด ลา กอล็องบีแอร์ (1641-1682) (ในหลายโอกาสที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้แสดงดวงพระทัยของพระองค์แก่นักบุญมาร์การีตา มารีย์
และขอให้ท่านเปิดเผยความรักของดวงพระทัยต่อคนในโลก
ท่านในฐานะที่เป็นภคินีอยู่ในอารามชีลับท่านจะทำได้อย่างไร? ใครจะเชื่อท่านได้? ท่านมาร์การีตา มารีย์ รู้สึกหวาดกลัวและไม่แน่ใจเลยว่าจะทำได้ องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสว่าจะส่งผู้รับใช้คนหนึ่งของพระองค์มาให้ท่านและพระองค์จะประทานพระหรรษทานเป็นสัญญาณจากดวงพระทัยของพระองค์ และผู้นี้จะให้กำลังใจแก่ท่านในหนทางที่ท่านเลือก ท่านผู้นี้คือคุณพ่อโกล๊ด ลา กอล็องบีแอร์ ครั้งแรกที่ท่านมาเทศน์แก่นักบวชในคณะแม่พระเสด็จเยี่ยมเยียน ท่าน นักบุญได้ยินเสียงดังภายในใจว่า ท่านผู้นี้คือคนที่เราส่งมาให้ และคุณพ่อก็ได้เป็นกำลังใจสนับสนุนท่านนักบุญบอกกับท่านว่าท่านได้รับคำชี้แนะโดยพระจิตเจ้า ท่านได้ให้ความมั่นใจแก่บรรดาผู้ใหญ่ของนักบุญว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเองที่ได้ติดต่อกับนักบุญมาร์การีตา มารีย์ ดังนั้นบุญราศีโกล๊ดจึงได้ถูกเรียกว่าเป็นประจักษ์พยานถึงความศรัทธาต่อพระหฤทัยอันศักดิ์สิทธิ์
เพื่อให้การเป็นพยานของท่านแข็งแกร่งและแพร่ไปทั่วโลกและทำให้ความศรัทธานี้เผยแพร่ออกไปกว้างและไกล ต้องอาศัยการบูชาตัวของท่านเอง
ดังนั้นบุญราศีจึงถึงแก่กรรมในปีไม่กี่ปีหลังจากนั้นท่านได้บันทึกหนทางชีวิตภายในและความรู้สึกนึกคิดของท่านขณะที่ท่านได้ทำการเข้าเงียบ
ในตอนท้ายของบันทึกนี้ ท่านได้เขียนถึงว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าได้บอกให้ท่านทราบและมอบหน้าที่ให้ท่านเป็นผู้ประกาศความศรัทธาต่อดวงพระทัยของพระองค์และได้บันทึกคำต่อคำที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ประจักษ์แก่นักบุญมาร์การีตา มารีย์ ครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
บุญราศีโกล๊ด
เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงมากกว่าเป็นบุคคลที่เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์และเป็นผู้แนะนำวิญญาณที่สามารถ เมื่อท่านถึงแก่กรรมแล้วเขาก็ได้จัดพิมพ์หนังสือบันทึกชีวิตวิญญาณของท่าน ดังนั้นเรื่องที่เกี่ยวกับการประจักษ์ครั้งยิ่งใหญ่ขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่เกี่ยวกับความศรัทธาต่อพระหฤทัยจึงจึงเป็นที่เปิดเผยแก่สาธารณชนได้รับการรับรองจากพระสงฆ์ที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นผู้ที่มีความรู้
หลังจากคุณพ่อโกล๊ดถึงแก่กรรมแล้ว
มาร์การีตา มารีย์ ได้เขียนจดหมายถึงท่านอธิการคนเก่าว่า ดิฉันจะเล่าให้ท่านได้ทราบข่าวที่เกี่ยวข้องกับความศรัทธาต่อดวงพระทัยของพระเยซูเจ้า ความศรัทธานี้ได้เผยแพร่ไปทั่วโดยทางหนังสือบันทึกของคุณพ่อโกล๊ด ลา กอล็องบีแอร์
เกี่ยวกับสิริมงคลของบุญราศีและงานแพร่ธรรมของท่าน
นักบุญมาร์การีตามารีย์ เขียนถึง คุณพ่อกรัวเซต์หลังจากนั้นไม่กี่ปี ถ้าเราเพียงเข้าใจถึงความมั่งคั่งแห่งมหาสมบัตินี้ (ในดวงพระทัยของพระเยซูเจ้า) เราจะทำทุกอย่างเพื่อเผยแพร่ความศรัทธานี้มากสักเพียงใด ดังนั้นเราควรจะอาศัยมิตรสหายที่ซื่อสัตย์ของพระองค์คือคุณพ่อโกล๊ด ลา กอล็องบีแอร์ ที่พระองค์ได้ประทานอำนาจที่ยิ่งใหญ่และดูเหมือนว่าพระองค์ได้มอบทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความศรัทธาต่อดวงพระทัยไว้ในมือของท่าน ดิฉันจะบอกท่านเป็นส่วนตัวว่าได้รับความช่วยเหลือจากท่านเดี๋ยวนี้มากกว่าเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่เสียอีก เกี่ยวกับความศรัทธาต่อพระหฤทัยนี้ ถ้าดิฉันคิดไม่ผิด ได้ทำให้บุญราศีมีอำนาจมากในสวรรค์และทำให้ท่านได้รับเกียรติมากกว่าสิ่งอื่นที่ท่านได้กระทำตลอดชีวิตของท่าน
เราจะอ่านข้อเขียนของบุญราศีโกล๊ด
ข้อความนี้มีชื่อว่า การถวายแด่พระหฤทัยของพระเยซูเจ้า โกล๊ด ได้อธิบายเหตุผลในการถวายตัวเราเองและได้เพิ่มเกี่ยวกับการถวาย สิ่งนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ท่านได้กระทำในการถวายตัวแด่พระหฤทัยที่ปาเรย์ เลอ มอนีอัล ในวันเดียวกับที่นักบุญมาร์การีตา มารีย์ ได้กระทำในวันที่ 21 มิถุนายน 1675 เป็นวันศุกร์ที่ถัดจากอัฐมวารของพระคริสตกายาวันที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเลือกให้เป็นวันฉลองพระหฤทัย)
4.1 บทอ่านจากหนังสือ การเข้าเงียบและจดหมาย การมอบถวายนี้เพื่อถวายเกียรติแด่พระหฤทัยของพระเยซูเจ้า
เป็นขุมฤทธิ์กุศลทั้งหลาย เป็นแหล่งกำเนิดของพระพรทั้งหมดและเป็นที่พักพิงแก่บรรดาวิญญาณที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ฤทธิ์กุศลหลักที่เราเสนอให้เกียรติแด่พระทัยของพระเยซูคริสตเจ้าคือความรักอันร้อนรนต่อพระเจ้าพระบิดา พร้อมด้วยความเคารพสักการะและความสุภาพถ่อมตัวอย่างลึกซึ้งที่อาจจะมีให้ พร้อมทั้งความเห็นอกเห็นใจในความทุกข์ลำบากของเราและด้วยความรักอันไม่อาจจะวัดได้ของพระองค์
ดวงพระหทัยนี้ยังคงมีความรู้สึกเหมือนเดิมโดยเฉพาะยังคงถูกเผาด้วยไฟแห่งความรักต่อมนุษย์ พร้อมที่จะประทานพระหรรษทานและพระพรต่าง ๆ และมีจิตใจสงสารความสมเพชของเรา
พร้อมที่จะกระตุ้นความปรารถนาของเราให้เข้ารับเอาส่วนแบ่งแห่งขุมทรัพย์และประทานพระองค์เองให้แก่เรา พร้อมที่จะต้อนรับเราและเป็นที่พึ่งพิง เป็นบ้าน และเป็นสวรรค์สำหรับเราแม้แต่บนแผ่นดินนี้
ในการตอบสนองพระทัยดีของพระองค์นี้ พระองค์ไม่พบอะไรเลยในดวงใจของมนุษย์
พบแต่ความใจแข็ง ความลืม ความไม่สนใจ และความอกตัญญู พระองค์ทรงรักแต่ไม่ได้รับความรักตอบ ความรักของพระองค์ไม่เป็นที่รู้จักเพราะว่าคนไม่ยอมรับพระพรของพระองค์ที่พระองค์ได้แสดงพยานแห่งความรักของพระองค์ ไม่ยอมฟังเสียงที่อ่อนหวานและการประกาศถึงความลับของพระทัยให้เราได้ทราบ
เพื่อเป็นการชดเชยใช้โทษต่อความผิดต่าง ๆ ที่ร้ายแรงและความอกตัญญูที่ร้ายกาจ โอ้ดวงพระทัยที่ยอดรักและที่น่านมัสการและน่ารักใคร่ของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าจะพยายามสิ้นสุดจิตใจที่จะหลีกเลี่ยงการตกอยู่ในบาปเช่นว่านั้น ข้าพเจ้าขอถวายดวงใจพร้อมด้วยความสามารถที่จะรัก ข้าพเจ้ามอบถวายตัวของข้าพเจ้าทั้งครบแด่พระองค์ และจากเวลานี้ไปข้าพเจ้าขอวิงวอนอย่างจริงใจว่า ข้าพเจ้าจะพยายามลืมตัวข้าพเจ้าเองและสิ่งที่เกี่ยวกับตัวของข้าพเจ้า และขจัดสิ่งที่เป็นที่กีดขวางไม่ให้ข้าพเจ้าเข้าอยู่ในดวงพระทัยของพระองค์ ซึ่งเป็นพระเมตตากรุณาอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ที่ได้เปิดดวงใจให้ข้าพเจ้า และข้าพเจ้ามีความปรารถนาที่จะเข้าไปอาศัยอยู่และตายไปในเปลวไฟแห่งความรักของพระองค์
ข้าพเจ้าขอถวายแด่ดวงพระทัยซึ่งผลบุญทุกชนิด
การชดเชยทั้งหลาย มิสซาทุกมิสซาและคำภาวนาทั้งสิ้นรวมทั้งการปฏิบัติต่าง ๆ ตามความศรัทธา ความใจร้อนรน ความสุภาพ ความนบนอบและฤทธิ์กุศลทุกชนิดที่ข้าพเจ้าจะกระทำจนวาระสุดท้ายแห่งชีวิตด้วย
ไม่ใช่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ปรารถนาจะถวายเป็นเกียรติแด่ดวงพระหฤทัยและความดีงามของพระองค์เท่านั้น แต่ข้าพเจ้าวิงวอนพระองค์ให้รับของถวายนี้ที่ข้าพเจ้าทำการถวายแด่พระองค์อย่างสิ้นเชิง
และใช้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ตามที่พระองค์ทรงพอพระทัย และจะให้ใครก็ได้สุดแต่พระองค์ต้องการ...
ข้าพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า
ขอพระองค์ทรงโปรดให้ข้าพเจ้าได้ลืมตนเองอย่างสิ้นเชิง เพราะว่าเป็นหนทางเดียวที่ใครก็ตามจะเข้าไปหาพระองค์ได้ สิ่งที่ข้าพเจ้าจะกระทำในภายหน้านั้นจะเป็นของพระองค์ทั้งสิ้น ขอพระองค์ทรงโปรดอย่าให้ข้าพเจ้าได้กระทำสิ่งใดที่ไม่สมควรกับพระองค์เลย โปรดสอนข้าพเจ้าให้ทำอย่างไรจึงจะได้รับความรักอันบริสุทธิ์ของพระองค์ และมีความปรารถนาในสิ่งที่พระองค์ทรงดลใจเท่านั้น ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามีความปรารถนาภายในอย่างยิ่งที่จะให้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์มากที่สุด และรู้สึกว่าไม่มีความสามารถที่จะทำดังนี้ สำเร็จได้ถ้าปราศจากการส่องสว่างและความช่วยเหลือพิเศษของพระองค์เท่านั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าข้า โปรดกระทำต่อข้าพเจ้าตามแต่พระองค์ทรงพอพระทัย ข้าพเจ้าทราบดีว่าข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับน้ำพระทัย แต่ข้าพเจ้ายังคงปรารถนาที่จะไม่ขัดสู้น้ำพระทัยของพระองค์ ข้าแต่พระหฤทัยของพระเยซูเจ้าเป็นหน้าที่ของพระองค์ที่จะกระทำทุกสิ่งเหล่านี้ให้ข้าพเจ้าได้ พระองค์เท่านั้นที่จะได้รับเกียรติถ้าข้าพเจ้าเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์และเป็นนักบุญ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าได้เข้าใจอย่างชัดเจนเหมือนการมองเห็นในเวลากลางวัน แต่สำหรับพระองค์จะเป็นเกียรติอย่างสูงสุด และด้วยเหตุผลนี้เองที่ข้าพเจ้าต้องการเป็นผู้ที่สมบูรณ์ครบครัน
4.2 บทอ่านจากหนังสือ บทเทศน์ 68 (เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ขอร้องให้นักบุญมาร์การีตา มารีย์ เผยแพร่ความศรัทธาต่อพระหฤทัยและจัดให้มีวันฉลองเป็นเกียรติแด่พระหฤทัยนั้น
ท่านได้ตอบว่าท่านรู้สึกว่าไม่เหมาะสมและไม่สามารถที่จะทำงานนี้ให้สำเร็จได้ องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงได้บอกท่านว่าจะส่งคุณพ่อเดอลากาล็องเบียร ผู้รับใช้คนที่ซื่อสัตย์ที่สุดและมิตรสหายที่ดีที่สุดของพระองค์ พระองค์ยังเสริมอีกว่า จงบอกคุณพ่อว่าให้ทำทุกอย่างที่ท่านสามารถเพื่อจะได้ตั้งต้นความศรัทธานี้และเพื่อจะได้ทำความยินดีแก่ดวงใจของเรา จงบอกว่าอย่าท้อถอยในเมื่อจะประสบความลำบากเพราะว่าจะต้องประสบแน่ แต่ท่านต้องทราบว่าท่านมีอำนาจยิ่งใหญ่หากท่านไม่ได้วางใจในตนเองเลย แต่วางใจในความช่วยเหลือของพระองค์เท่านั้น
คำแนะนำขององค์พระผู้เป็นเจ้านี้เป็นไปอย่างเดียวกับความศรัทธาต่อพระหฤทัยซึ่งความศรัทธานี้มีต่อความรักของพระองค์
ดังนั้นสิ่งแรกที่ความศรัทธานี้ขอเราก็คือ ให้มีความเชื่อในความรักของพระหฤทัย และความเชื่อนี้ไม่มีอยู่เฉพาะเมื่อทุกสิ่งเป็นไปด้วยดี แต่ในเมื่อเผชิญกับความยุ่งยากและการทดลองต่าง ๆ บุญราศีไม่เคยลืมคำแนะนำขององค์พระผู้เป็นเจ้าเลย และได้ดำเนินชีวิตตามความเชื่อนี้ ท่านแสดงตนออกมาว่ามีความเชื่ออันยิ่งใหญ่ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และพยายามที่จะปลูกฝังความเชื่อนี้ในผู้อื่นด้วย ท่านได้เขียนในจดหมายฉบับหนึ่งว่า จงปลูกฝังความคิดที่เกี่ยวกับความเชื่อ ความวางใจ มันเป็นสิ่งที่จะถวายเกียรติแด่พระเจ้ามากกว่าความคิดอื่นใด เมื่อเราเห็นสภาพที่น่าสมเพชรของตนเอง เมื่อเรามีความวางใจในพระองค์ พระเจ้าก็จะได้รับเกียรติมากขึ้น ข้าพเจ้าคิดว่าหากความวางใจของท่านมีมากเท่าที่ควรมีแล้ว ท่านคงจะไม่มีความกังวลใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับท่าน ท่านจะวางความกังวลของท่านไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ทั้งหมดเป็นแน่ บทอ่านต่อไปนี้เป็นตอนที่คัดมาจากหนังสือบันทึกของท่านที่เขียนในปี ค.ศ. 1677 ในขณะที่ท่านทำการเข้าเงียบ)
ในวันที่แปดนี้ข้าพเจ้าคิดว่าได้พบกับขุมทรัพย์ประเสริฐ ถ้าข้าพเจ้าเพียงแต่รู้ว่าจะใช้ประโยชน์ได้อย่างไร สิ่งนี้คือความวางใจอย่างมั่นคงในพระผู้เป็นเจ้า
ซึ่งตั้งรากฐานอยู่บนความดีอันหาสิ้นสุดมิได้ของพระองค์ ในประสบการณ์ที่ข้าพเจ้าได้มีว่าพระองค์ไม่เคยทำให้ข้าพเจ้าผิดหวังเลยในความจำเป็นต่าง ๆ นอกจากนั้นข้าพเจ้ายังได้รับบันทึกจากซิสเตอร์มาร์การีตา มารีย์ ในขณะที่ออกจากประเทศฝรั่งเศสว่า พระองค์จะเป็นพลังของข้าพเจ้าในอัตราส่วนที่ข้าพเจ้ามีความวางใจในพระองค์ สิ่งนี้ทำให้ข้าพเจ้าตัดสินใจว่าจะไม่จำกัดความวางใจในพระองค์ แต่จะรวมทุก ๆ สิ่งในพระองค์ด้วยความวางใจ
ข้าพเจ้าคิดว่าในอนาคตนี้ข้าพเจ้าจะถือว่าพระองค์เป็นดังเกราะป้องกันที่หุ้มทั้งตัวของข้าพเจ้า ไว้ป้องกันให้พ้นจากลูกธนูของศัตรู
โอ้พระเจ้าของข้าพเจ้า พระองค์จะเป็นพละกำลังของข้าพเจ้า พระองค์จะเป็นผู้นำทาง ผู้แนะนำ ชี้ทาง ความพากเพียร และความรู้ ความสันติ ความยุติธรรมและความรอบคอบของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะเข้าหาพระองค์ในการประจญล่อลวง ในความใจเย็นเฉย ในความโกรธ ในความหวาดกลัว และข้าพเจ้าจะไม่หวาดกลัวอีกต่อไปถึงการล่อลวงในมโนภาพหรืออุบายต่าง ๆ ของปีศาจ หรือในความอ่อนแอ หรือในความไม่ยั้งคิด หรือว่าเป็นความเชื่อมั่นในตนเองมากเกินไป เพราะว่าพระองค์จะเป็นพละกำลังของข้าพเจ้าในการแบกกางเขนทั้งหมดนั้น พระองค์สัญญาว่าจะประทานกำลังให้เท่ากับ สัดส่วนที่ข้าพเจ้าจะมีความวางใจในพระองค์ โอ้องค์พระผู้เป็นเจ้า นี่เป็นการอัศจรรย์นี่กระไร เพาะพระองค์ได้วางเงื่อนไขนี้ไว้ พระองค์ได้ประทานความวางใจให้แก่ข้าพเจ้า ขอให้พระองค์ทรงได้รับความรักและเกียรติมงคลในสิ่งสร้างทั้งปวงตลอดกาล โอ้พระผู้ไถ่ที่น่ารักยิ่งของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะทำอะไรได้บ้าง ถ้าพระองค์ไม่ได้เป็นพละกำลังของข้าพเจ้า เมื่อพระองค์ได้ให้ความมั่นใจแก่ข้าพเจ้า ดังนี้ข้าพเจ้าจะไม่ทำอะไรเพื่อพระเกียรติมงคลของพระองค์ได้หรือ ข้าพเจ้าจะทำทุกสิ่งได้อาศัยพระองค์ผู้เป็นพละกำลังของข้าพเจ้า (ฟป 4:14)
พระองค์อยู่ทุกแห่งในตัวข้าพเจ้าและข้าพเจ้าอยู่ในพระองค์
ดังนั้น ไม่ว่าข้าพเจ้าจะเป็นอย่างไร อยู่ในอันตราย ไม่ว่าศัตรูจะขู่เข็ญ ข้าพเจ้าก็มีกำลังเสมอ ทุกคำในพระคัมภีร์ที่พูดถึงความหวังนั้นให้ความบรรเทาและกำลังแก่ข้าพเจ้า ในพระองค์เท่านั้นพระเจ้าข้า ที่ข้าพเจ้าลี้ภัย โปรดอย่าให้ข้าพเจ้า อับอาย
ข้าพเจ้านอนลงในสันติสุข และนอนหลับในทันที เป็นพระองค์เท่านั้นพระเจ้าข้า ที่ทำให้ที่อาศัยของข้าพเจ้าปลอดภัย ข้าพเจ้ารักพระองค์ พระเจ้าข้า พระองค์เป็นกำลังของข้าพเจ้า พระเจ้าของข้าพเจ้าเป็นดังศิลาที่หลบภัย ที่กำบังและความช่วยเหลือและที่มั่นของข้าพเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นแสงสว่างและความช่วยเหลือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะต้องเกรงกลัวใคร องค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นพละกำลังของข้าพเจ้า และถ้าพระองค์ทรงพอพระทัย พระองค์จะเป็นการขอบคุณของข้าพเจ้า
ต่อไปนี้เป็นบทเทศน์เรื่องที่เกี่ยวกับความวางใจในพระเจ้าของท่าน
โอ้พระเจ้าของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าเชื่อว่าข้าพเจ้าไม่อาจวางใจเกินไปในพระองค์ และข้าพเจ้าไม่ได้รับน้อยกว่าที่ข้าพเจ้าหวังในพระองค์ ข้าพเจ้าวางใจว่าพระองค์จะทรงรักข้าพเจ้าตลอดไป และข้าพเจ้าจะรักพระองค์ด้วยความรักที่ไม่ผิดหวัง และวางใจในพระองค์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ข้าพเจ้าวางใจว่าจะได้พระองค์เป็นกรรมสิทธิ์ในชีวิตนี้และตลอดนิรันดรด้วย อาแมน
5. นักบุญอัลฟอนโซ เด ลิกวอรี (1696-1787) (นักบุญอัลฟอนโซเกิดที่เมืองเนเปิล อิตาลี ในปี ค.ศ. 1696
ท่านได้รับปริญญานอกทางกฎหมาย เมื่ออายุได้เพียง 16 ปี ท่านมีชื่อเสียงมากในด้านกฎหมาย
ท่านได้แพ้ในคดีหนึ่งที่สำคัญจึงได้แลเห็นความว่างเปล่าของเกียรติยศในโลกนี้ ท่านได้ยกทรัพย์สมบัติให้ผู้อื่น
มาบวชเป็นพระสงฆ์และทำงานกับคนยากจน ท่านอยากเผยแพร่พระธรรมจึงได้ตั้งคณะ นักบวช คณะพระมหาไถ่ขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1732
นักบุญอัลฟอนโซ เป็นผู้ที่ได้รับเกียรติในการที่มีความศรัทธาต่อศีลมหาสนิท
และความศรัทธาต่อ แม่พระ ท่านได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับศีลมหาสนิท และเกี่ยวกับแม่พระจากความศรัทธาอันลึกซึ้งของท่านเองซึ่งมีความสนิทสนมกับพระคริสตเจ้าและพระแม่เป็นพิเศษ
ท่านได้ตั้งปฏิญาณว่าจะไม่เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์เลย
ท่านได้ใช้เวลาเทศนา ศึกษา และเขียนเกี่ยวกับชีวิตภายใน ท่านถึงแก่กรรมอายุ 91 ปี 50 ปีภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนักปราชญ์ของพระ ศาสนจักร และเป็นท่านสุดท้ายที่ได้รับเกียรตินี้ในบทอ่านนี้ นักบุญอัลฟอนโซเตือนให้เราได้คิดถึงบทความของนักบุญซีเปรียน นักบุญออกัสติน นักบุญเบอร์นาร์ด ที่ได้พูดถึงพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า
ดวงพระทัยของพระเยซูเจ้าถูกแทงด้วยหอก
ในดวงพระทัยของพระองค์ประตูแห่งชีวิตได้เปิดออกให้เราเข้าไปได้ บาดแผลของพระหฤทัยนั้นเตือนให้เราคิดถึงความรักของพระองค์ และเป็นแหล่งกำเนิดของศีลศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ นักบุญอัลฟอนโซได้อธิบายต่ออีกว่า พระเยซูเจ้าได้ทรงรักเราอย่างไร และทรงปรารถนาให้เรารักตอบ แล้วท่านได้จบลงด้วยคำถามที่ว่า ทำไมพระเยซูเจ้าจึงได้รับความรักตอบน้อยนัก คำตอบที่ท่านหวังจากผู้อ่านคือ ให้ความรักของเราที่มีต่อพระเยซูคริสตเจ้านั้นจริงใจและใจกว้างมากขึ้นทุกวัน)
ทหารได้มาหักขาของผู้ที่ถูกตรึงกางเขนซึ่งเป็นโจรแล้ว แต่เมื่อมาถึงพระเยซูเห็นว่าพระองค์ได้ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว
พวกเขาไม่ได้หักขาของพระองค์ แต่ทหารคนหนึ่งได้เอาหอกแทงสีข้างของพระองค์ พระสีข้างเปิดออก มีน้ำและเลือดไหลออกมา นักบุญซีเบรียนบอกเราว่าหอกได้แทงดวงพระทัยของพระองค์
นักบุญออกัสตินให้ข้อคิดว่าผู้เขียนพระวรสารได้ใช้คำว่า เปิด เพราะว่าในขณะนั้นเอง ดวงพระทัยของพระมหาไถ่ได้เปิดประตูแห่งชีวิตที่ซึ่งบรรดาศีลศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ไหลหลั่งลงมา
ทำให้เราสามารถเข้าสู่ชีวิตนิรันดรได้ เราอาจจะกล่าวได้ว่าน้ำและเลือดที่ได้หลั่งไหลจากพระสีข้างของพระองค์นั้นเป็นรูปแบบของศีลศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ
น้ำเป็นสัญลักษณ์ของศีลล้างบาปซึ่งเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์แรก และพระโลหิตก็บรรจุอยู่ในศีลมหาสนิทซึ่งเป็นศีลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
นักบุญเบอร์นาร์ดเพิ่มเติมว่าพระเยซูคริสตเจ้าต้องการให้มีบาดแผลที่แลเห็นได้เพื่อจะทำให้เราเข้าใจว่าดวงพระทัยของพระองค์มีบาดแผลที่แลไม่เห็นอันเกิดจากความรักของพระองค์ต่อเรามนุษย์
มีใครบ้างไหมที่จะอดไม่รักดวงพระทัยที่ได้รับบาดแผลเพราะความรัก ใครก็ตามที่รัก
ก็อยากได้รับความรักตอบ ความรักแสวงหาความรัก เหมือนที่นักบุญเบอร์นาร์ดได้บอกไว้ พระเจ้าทรงรักเพื่อที่จะได้รับความรักตอบ และสิ่งนี้แหละที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเองได้ประกาศให้ทุกคนได้ทราบ องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของเจ้าได้ขออะไรจากเจ้า พระองค์ต้องการเพียง สิ่งเดียวคือ ความยำเกรง
และความรักพระองค์ (ฉธบ 10:12)
นี่คือเหตุผลที่พระองค์สอนเราว่าพระองค์คือนายชุมพาบาลที่ดี ได้พบแกะตัวที่หายไป
และได้ เชื้อเชิญเพื่อนฝูงมาร่วมความยินดีด้วย พระองค์บอกว่าพระองค์คือบิดาที่ดี เมื่อได้เห็นบุตรของตนกลับมา นอกจากอภัยโทษแล้วยังได้กอดเขาด้วยความอบอุ่น สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้เราได้รักพระเจ้าที่มีความปรารถนาดี และให้เราได้ตอบสนองความรักพระองค์หรือ
ถ้าเราเพียงรู้ว่าในประเทศหนึ่งมีเจ้าชายที่มีความสง่างาม มีความรัก
มีความอ่อนโยนและใจดีต่อ ทุกคน ทำดีต่อผู้ที่ทำร้าย เราจะไม่รู้สึกอยากรักเขาหรือ ถึงแม้ว่าจะไม่เคยเห็นหรือไม่มีโอกาสเกี่ยวข้องด้วย ทำไมพระเยซูคริสตเจ้าผู้ซึ่งมีฤทธิ์กุศลทุกประการ มีความสมบูรณ์พร้อมในทุกด้านและสูงสุดนั้น จึงได้รับความรักจากมนุษย์น้อยนัก? ทำไมพระเยซูเจ้าผู้ซึ่งน่ารักอย่างเหลือล้นและได้ให้ข้อพิสูจน์ถึงความรักของพระองค์ที่มีต่อเรา พระองค์เท่านั้นที่ดูเหมือนว่ามีโชคร้ายไม่สามารถทำให้เรารักพระองค์ได้เหมือนกับว่าพระองค์ไม่คู่ควรกับความรักของเรา ด้วยความคิดดังกล่าวที่เห็นว่ามีความอกตัญญูของมนุษย์มากมายนัก ทำให้นักบุญต่าง ๆ เช่นนักบุญเทเรซาและนักบุญโรซาแห่งลีมาได้ร้องออกมาด้วยน้ำตาว่า องค์ความรัก ไม่ได้รับความรักตอบ องค์ความรักไม่ได้รับความรักตอบ
-------------------------------- 7. พระอาณาจักรของพระหฤทัยเหนือจิตวิญญาณและสังคม บทบัญญัติประการแรกและสำคัญที่สุด ก็คือ ท่านจะต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญาของท่าน
(มธ 22:37) แต่สำหรับคริสตชนความรักต่อพระเจ้าจะต้องร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับความรักต่อมนุษย์ แลจะต้องผ่านทางความรักต่อมนุษย์ ในพระสมณสาสน์ จงตักน้ำ สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 12 เมื่อทรงพิจารณากิจปฏิบัติต่างๆที่คริสตชนมักจะใช้ เพื่อแสดงความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าแล้ว ก็ทรงชี้แจงอันตรายในการปฏิบัติกิจศรัทธานั้น คือผู้กระทำกิจศรัทธาต่างๆ อาจนึกถึงผลประโยชน์ฝ่ายจิตของตนเองเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงความต้องการของผู้อื่น พระองค์ทรงเรียกพฤติกรรมดังกล่าวนี้ว่า เป็นการดำเนินชีวิตจิตอย่างเห็นแก่ตัว โดยแท้จริงแล้ว คริสตชนเผชิญอันตรายดังกล่าวบ่อยๆในการปฏิบัติกิจศรัทธาต่างๆ
แต่ในเวลาเดียวกัน เราจะต้องยอมรับว่า คณะนักบวชต่างๆที่เกิดขึ้นในพระศาสนจักรโดยใช้ชื่อ พระหฤทัยของพระเยซูเจ้านั้น ส่วนใหญ่ก็มีจุดประสงค์ที่จะประกาศข่าวดีแก่ผู้อื่นและรับใช้พี่น้องที่อยู่ในความต้องการ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้การศึกษาอบรมเยาวชน การพยายบาลผู้ป่วย และกิจการสังคมสงเคราะห์อื่นๆ
คุณพ่อเลโอ เดออั้ง (1843-1925) ผู้ตั้งคณะพระสงฆ์พระหฤทัย
อุทิศตนเพื่อการเผยแผ่ความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้าในรูปแบบใหม่คือ ความเลื่อมใสศรัทธานี้จะต้องกระตุ้นเราให้ทุ่มเทชีวิตช่วยแก้ปัญหาสังคม หมายความว่า
คริสตชนจะต้องอุทิศตนไม่เพียงเพื่อช่วยเหลือผู้ขัดสนแต่ละคนเท่านั้น แต่จะต้องวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาสังคมส่วนรวม และเข้าแทรกแซงช่วยแก้ไขโดยวิธีต่างๆ แม้อาศัยการผลักดันทางการเมือง
เพื่อสร้างสังคมที่มีความยุติธรรมและความสมานฉันท์มากกว่าเดิม
ในปี 1889 คุณพ่อเลโอ เดออั้ง เริ่มจัดพิมพ์นิตยสารใหม่ ชื่อ พระอาณาจักรของพระหฤทัยเหนือจิตวิญญาณและสังคม เพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว ในฉบับแรกเดือนมกราคม
ท่านเขียนไว้ว่า พระอาณาจักรของพระหฤทัยเป็นจริงอยู่แล้วในพิธีกรรม
ในชีวิตของคริสตชนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในชีวิตของบรรดานักบวช แต่พระเยซูเจ้าทรงต้องการให้ชีวิตของสังคมเข้ามาอยู่ในการปกครองของพระองค์อีกด้วย
กิจการมากมายของคุณพ่อเลโอ เดออั้ง ในทุกระดับของสังคมตลอดชีวิตของท่านแสดงถึงความห่วงใยดังกล่าว ท่านส่งเสริมสิทธิของผู้ใช้แรงงาน ส่งเสริมสังคมที่สนับสนุนศักดิ์ศรีของมนุษย์ตามคำสอนของพระวรสาร คือสังคมที่มีความรักของพระหฤทัยเป็นแรงบันดาลใจ ท่านยังเขียนในฉบับที่ 2 เดือนกุมภาพันธ์ว่า คารวะกิจต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า ซึ่งเริ่มขึ้นในชีวิตภายในของจิตวิญญาณแล้ว จะต้องซึมทราบเข้าไปในชีวิตทางสังคมของประชาชาติอีกด้วย
8. พระสมณสาสน์ 3 ฉบับ เกี่ยวกับพระหฤทัย กระนั้นก็ดี ความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าได้แผ่ขยายในชีวิตส่วนตัวของคริสตชนมากกว่าในชีวิตส่วนรวม
ผู้มีอำนาจปกครองพระศาสนจักรติดตามการแผ่ขยายความเลื่อมใสศรัทธานี้ ด้วยจิตตารมณ์ของนักอภิบาลที่มีวิจารณญาณ
นักบุญมาร์การีตา มารีย์ อาลาก๊อก เคยส่งเสริมความเลื่อมใสศรัทธาต่อรูปของพระหฤทัย คือรูปดวงใจที่มีแผลเพราะถูกทิ่มแทง
มีหนามล้อมรอบ ด้านบนดวงใจมีเปลวไฟและไม้กางเขน รายละเอียดของรูปนี้บ่งบอกว่าดวงใจนั้นต้องเป็นพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าอย่างแน่นอน แม้รูปนั้นมีแต่พระหฤทัยดวงเดียวที่ปราศจากพระพระพักตร์และพระวรกายของพระองค์
กระนั้นก็ดีรูปนี้ชวนสัตบุรุษให้มองพระหฤทัยที่แยกจากพระบุคคลของพระเยซูเจ้า และส่งเสริมให้นมัสการเพียงส่วนหนึ่งของพระวรกายของพระองค์ ผู้มีอำนาจปกครองพระศาสนจักรจึงไม่ยอมรับรองความเลื่อมใสศรัทธาต่อรูปพระหฤทัยนี้อย่างเป็นทางการเลย
ในปี 1687 พระสันตะสำนักปฏิเสธไม่ยอมอนุญาตให้มีวันฉลองพระหฤทัย เพราะผู้ขอให้แต่งตั้งวันฉลองทางพิธีกรรมไม่ได้ปฏิบัติตามกระบวนการที่ถูกต้อง ต่อมาในปี 1697 พระสันตะสำนักอนุญาตให้ทำวันฉลองพระหฤทัยได้
โดยใช้มิสซาและบททำวัตรประจำวันของวันฉลองรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 5 ของพระเยซูเจ้า ในปี 1729 คุณพ่อกาลลีเฟต์ ขอให้พระสันตะสำนักรับรองบททำวัตรเฉพาะที่ท่านได้แต่งสำหรับวันฉลองพระหฤทัย แต่ไม่ได้รับการอนุมัติ
เพราะข้อความที่ท่านเขียนนั้นแสดงความคิดที่ว่า ดวงใจเป็นอวัยวะที่ใช้เพื่อรัก ดังที่เราใช้ตาเป็นอวัยวะเพื่อมองเห็น
เพียงแต่ในปี 1765 เมื่อบรรดาพระสังฆราชแห่งประเทศโปแลนด์ขอ พระสันตะสำนักอนุมัติให้
คริสตชนชาวโปแลนด์ทำวันฉลองพระหฤทัยทางพิธีกรรมโดยมีบททำวัตรโดยเฉพาะ
ต่อมาในปี 1856 พระสันตะสำนักอนุญาตให้คริตสชนทั่วโลกทำวันฉลองพระหฤทัย และตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นมาสมเด็จพระสันตะปาปาทุกองค์ทรงส่งเสริมความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยอย่างเป็นทางการ
ในปี 1899 สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 13
ทรงประกาศพระสมณสาสน์ ปีศักดิ์สิทธิ์ (Annum Sacrum) ซึ่งเป็นพระสมณสาสน์เกี่ยวกับพระหฤทัยฉบับแรกในประวัติศาสตร์ สมเด็จพระสันตะปาปาทรงอธิบายหลักการทางเทววิทยาของการมอบถวายตน (consecration) แด่พระหฤทัยของพระเยซูเจ้า
โดยเน้นเป็นพิเศษว่า กิจการใดๆที่แสดงความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้านั้น เป็นการแสดงความเคารพต่อพระบุคคลของพระเยซูเจ้าโดยตรงอย่างแท้จริง
ในปี 1928 สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 11 ทรงประกาศพระสมณสาสน์
พระผู้ไถ่ผู้ทรงเมตตากรุณาอย่างยิ่ง (Miserentissimus Redemptor) ในสมณสาสน์ฉบับนี้ พระองค์ทรงย้ำคำสอนของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 13 เกี่ยวกับการมอบถวายตนแด่พระหฤทัยของพระเยซูเจ้า และทรงอธิบายเพิ่มเติมว่า ความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยยังต้องมีลักษณะเป็นการชดเชยบาป นอกจากนั้น พระองค์ยังทรงนิยามคารวะกิจต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าว่า เป็น แก่นแท้ของศาสนาคริสต์ทั้งหมด และยังเป็นบรรทัดฐานการดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เพราะความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยกระตุ้นใจเราให้รักพระเยซูเจ้าอย่างร้อนรนยิ่งขึ้น และชวนเราให้ปฏิบัติตามพระฉบับของพระองค์ด้วยใจกว้าง
ในปี 1956 สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 12 ทรงประกาศพระสมณสาสน์ จงตักน้ำ (Haurietis Aquas) ซึ่งเป็นพระสมณสาสน์ฉบับที่ 3 เกี่ยวกับคารวะกิจต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า พระองค์ทรงปกป้องความถูกต้องของคารวะกิจนี้จากผู้ที่ไม่ยอมรับ
และทรงชี้แนะแนวทางแห่งการปฏิรูปความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัย เพราะทรงยอมรับว่าวิธีปฏิบัติของคริสตชนหลายครั้งมีข้อบกพร่องและอาจจะเสี่ยงต่อข้อความเชื่อของพระศาสนจักร
สำหรับพระสันตะปาปาปีโอที่ 12
คารวะกิจต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าเป็น การยืนยันและการปฏิบัติศาสนาคริสต์อย่างถูกต้อง
เพราะเป็นการเคารพความรักของพระเจ้า ที่พระเยซูเจ้าทรงสำแดงแก่เรา และเป็นแสดงความรักของเราต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนมนุษย์ ถึงกระนั้นก็ดี ความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยดังที่ปฏิบัติกันมาอาจมีข้อบกพร่องบ้าง สมเด็จพระสันตะปาปาจึงทรงชี้แนะวิธีการปฏิรูป ทรงเขียนไว้ว่า จากสิ่งที่เราได้อธิบายมาจนถึงนี้ ก็เป็นสิ่งที่ชัดเจนว่า บรรดาสัตบุรุษต้องแสวงหาความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของพระเยซูเจ้าจากพระคัมภีร์ จากธรรมประเพณี และจากพิธีกรรม ประดุจจากสายน้ำใสบริสุทธิ์ หากเขาอยากรู้ซึ้งถึงธรรมชาติแท้ของความศรัทธานี้ และอยากได้รับอาหารเลี้ยงความกระตือรือร้นและความมั่นคงในศาสนา (100)
เอกสารประกอบคำสอนของบรรดานักบุญเรื่องพระหฤทัยศักสิทธิ์ของพระเยซูเจ้า
นักบุญเทเรซา แห่งพระกุมารเยซู (1873-1897)
1. บทอ่านจากหนังสือ อัตชีวประวัติ เอกสาร C (ทุกคนคงได้ยินถึงนักบุญเทเรซา
แห่งลีซีเออ
ซึ่งรู้จักกันแพร่หลายในนามของนักบุญ เทเรเซาแห่งพระกุมารเยซู ท่านถึงแก่กรรมเมื่ออายุได้เพียง 24 ปีเท่านั้น สมเด็จพระสันตะปาปา ปีโอที่ 11 ก็ได้เรียกท่านว่าเป็นนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งในพระศาสนจักรคาทอลิก อันเนื่องมาจากความร้อนรนของท่านในอันที่จะช่วยวิญญาณให้รอด พระสันตะปาปายังทรงแต่งตั้งให้เป็นองค์อุปถัมภ์ของบรรดาธรรมทูตเทียบเท่ากับนักบุญฟรังซิส เซเวียร์ ด้วยความปรารถนาความรอดของเพื่อนมนุษย์นี้แหละที่ให้ท่านได้เข้าคณะคาร์แมลเมื่ออายุได้เพียง 15 ปี ท่านได้ยกถวายคำภาวนา การพลีกรรม การงานและความทุกข์ทรมานต่าง ๆ เพื่อช่วยวิญญาณให้รอดพ้น
ภาพพจน์ของพระเจ้าของท่านที่มีต่อเรานั้นไม่ใช่เป็นเพียงความรัก แต่เป็นความรักที่ที่ทรง พระเมตตา ภาพพจน์นี้ตรงกับพระคัมภีร์ที่เดียว
ไม่ใช่เพลงสดุดีหลายต่อหลายบทหรือที่ร้องสรรเสริญความเมตตาของพระองค์ และพระวาจาและการกระทำของพระเยซูคริสตเจ้าเองที่ได้บอกเราอย่างชัดเจนถึงพระทัยดีอันหาขอบเขตมิได้ และความรักอันเปี่ยมด้วยความเมตตาของดวงพระทัยของพระองค์ บางทีอาจจะไม่มีนักบุญองค์ใดที่พูดถึงและเขียนถึงความรักอันเปี่ยมด้วยความเมตตาของพระองค์ผู้ซึ่งดวงใจเป็นดังท้องทะเลแห่งความเมตตาเหมือนท่านนักบุญ
ในข้อความต่อไปจะแลเห็นภาพพจน์อันน่าสรรเสริญของดวงพระทัยของพระคริสตเจ้าซึ่งคัดมาจากข้อความของท่านนักบุญเอง) เมื่อดิฉันได้รับพระหรรษทานมากมายเช่นนี้แล้ว ดิฉันจึงไม่อาจที่จะจะอดร้องเพลงสรรเสริญพร้อมกับเพลงสดุดีว่า
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นความดี จงขอบพระคุณพระยาห์เวห์ เพราะพระองค์พระทัยดี ความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงอยู่เป็นนิตย์ ดิฉันคิดว่าหากทุกคนได้รับพระคุณมากมายเช่นนี้แล้วไม่มีใครเลยที่จะเกลียดชังพระเจ้าได้
แต่ทุกคนจะรักพระองค์ด้วยความรักที่ไม่มีสิ้นสุด ด้วยวามรักนี้เองจะไม่มีความกลัว และไม่มีใครเลยที่จะทำความผิดแม้แต่เล็กน้อยโดยตั้งใจ
แต่แล้วดิฉันก็เข้าใจว่าวิญญาณทุกดวงนั้นไม่เหมือนกัน
เพื่อว่าจะได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าในความสมบูรณ์ที่แตกต่างกัน สำหรับดิฉันพระองค์ได้ประทานความเมตตาอันไม่มีขอบเขต และด้วยความจริง อันยิ่งใหญ่ที่ดิฉันเห็นนี้ ดิฉันได้มองดูสิ่งต่าง ๆ
ที่พระองค์ประทานว่ามาจากพระเมตตาของพระองค์ ทุกอย่างปรากฏเป็นดังความรักที่แจ่มใส แม้กระทั่งความยุติธรรม ที่มองเห็นว่าหุ้มห่อไปด้วยความรักมากกว่าสิ่งใด
เป็นความรู้สึกชื่นชมยินดีอันอ่อนหวานนี่กระไรที่คิดถึงว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงยุติธรรม
ที่พระองค์ทรงแลเห็น และคิดถึงความอ่อนแอและรู้สึกถึงความเปราะบางของเรา ดังนั้นดิฉันจึงต้องกลัวอะไรเล่า? ดิฉันเชื่อแน่ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ดีที่มีความยุติธรรมอันไม่มีขอบเขตนั้น ซึ่งได้ให้อภัยด้วยความเมตตาต่อลูกที่ล้างผลาญนั้น จะต้องให้ความยุติธรรมต่อดิฉันผู้ซึ่งอยู่กับพระองค์ตลอดเวลา
ดิฉันเพียงแต่ดูในพระ วรสารเท่านั้นก็จะได้ชื่นใจกับกลิ่นหอมแห่งชีวิตของพระเยซูเจ้าและรู้ว่าดิฉันต้องเดินไปทางไหน
ดิฉันจะทำตามตัวอย่างของมารีอา มักดาเลนา แสดงความกล้าหาญอันน่าประหลาดใจอันเนื่องมาจากความรักซึ่ง ทำให้ดวงพระทัยของพระเยซูเจ้าบังเกิดความชื่นชมยินดี
มิใช่ว่าดิฉันได้รับความช่วยเหลือมิให้ตกในบาปหนักที่ดิฉันกล้าเข้าหาพระองค์ด้วยความวางใจและด้วยความรัก
แม้ว่าดิฉันรู้ตัวว่าเต็มไปด้วยบาปความผิดหนักที่คนเราอาจกระทำได้ก็ตาม ดิฉันคิดว่าก็จะไม่ทำให้ดิฉันไม่หมดความวางใจ ดิฉันจะวิ่งเข้าไปในอ้อมแขนของพระองค์และร้องได้ด้วยความเสียใจ ดิฉัน รู้ว่าพระองค์รักบุตรที่หลงไปมากเพียงใด ดิฉันได้ยินคำที่พระองค์ตรัสกับมารีอา มักดาเลนา หญิงที่จับได้ที่ผิดประเวณี และแก่หญิงชาวสะมาเรียผู้นั้น แน่นอน ไม่มีอะไรเลยที่จะมาทำให้ดิฉันหวาดกลัวได้ เพราะดิฉันทราบดีว่าจะเชื่อในความเมตตาของพระองค์ได้ และเชื่อในความรักของพระองค์ด้วย ดิฉันรู้ว่าแม้แต่เพียงกระพริบตาความบาปทั้งหลายแม้พันครั้งก็จงถูกลบล้างเหมือนกับน้ำหยดหนึ่งตกลงไปในเตาไฟที่กำลังลุกโชติช่วง
(นี่คือถ้อยคำที่นักบุญเทเรซาเขียนก่อนที่ถึงแก่กรรม ท่านอ่อนเพลียมากไม่อาจเขียนต่อไปได้ จึงขอคุณแม่อักแนส พี่สาวคนโตให้บันทึกเรื่องของหญิงคนหนึ่งซึ่งตายเพราะความรัก แล้วท่านก็ได้บอกคำต่อคำในเรื่องต่อไปนี้)
ในชีวิตของบรรดาปิตาจารย์ในถิ่นทุรกันดาร เราทราบว่ามีท่านหนึ่งได้ทำให้คนบาปใหญ่คนหนึ่งที่เป็นคนบาปเปิดเผยได้กลับใจเพราะคนบาปนี้ได้เป็นที่สะดุดแก่คนทั่วไปในหมู่บ้าน เมื่อได้รับพระ หรรษทาน
หญิงคนนี้ก็ได้ติดตามนักบุญเข้าไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อจะทำการชดเชยใช้โทษบาป แต่ในคืนนั้นเองก่อนที่หญิงผู้นี้จะถึงที่นอน ความเศร้าเสียใจของเธออันยิ่งใหญ่ก็ได้หักโซ่ตรวนที่ติดกับโลกนี้ไว้ และนักบุญผู้ศักดิ์สิทธิ์ก็ได้เห็นวิญญาณของเธอในเวลานั้นมีเทวดาได้ยกขึ้นไปอยู่ในอ้อมแขนของพระเจ้านี่เป็นเครื่องชี้แสดงที่ดิฉันอยากจะอธิบาย แต่สิ่งเหล่านี้ไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้
2. บทอ่านจากหนังสือ อัตชีวประวัติ เอกสาร A (นักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซูมีชีวิตอยู่ปลายศตวรรษที่แล้ว ท่านถึงแก่กรรมเมื่ออายุได้เพียง 24 ปี
ในอารามคาร์แมลแห่งลีซีเออ ตั้งแต่ยังเยาว์ท่านอยากจะเป็นนักบุญที่ยิ่งใหญ่ แต่ท่านมิได้หวังพึ่งกำลังของท่านเอง แต่อาศัยความเมตตาและความรักของพระเจ้า ท่านคิดถึงความศักดิ์สิทธิ์เป็นเหมือน ภูเขาสูง และคิดว่าตัวท่านเป็นแต่เด็กเล็กที่องค์พระผู้เป็นเจ้าอุ้มไว้และพาไปสู่ยอดเขาสูงนั้น
แม้ว่าท่านมิได้เคยเห็นภาพปรากฎ
ดูเหมือนว่าท่านได้รับความสว่างจากพระเจ้าอย่างพิเศษในความเมตตาของพระองค์ ท่านเข้าใจว่าพระเจ้าอยากจะติดต่อให้มนุษย์ได้เข้าใจความรักของพระองค์ และสิ่งสร้างเหล่านั้นปฏิเสธความรักของพระองค์ ดังนั้นความรักของพระองค์จึงถูกยับยั้งไม่สามารถแสดงออกได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นท่านจึงมอบถวายตัวของท่านเป็นเครื่องบูชาแห่งความรัก เพื่อยอมรับกระแสแห่งความรักอันไม่มีที่สิ้นสุดแห่งความรักของพระเจ้าในดวงใจของเธอมากเท่าที่พระองค์จะต้องการแสดงให้ทราบ
ในการมอบถวายตัวนี้ท่านได้กระทำต่อพระตรีเอกานุภาพแต่แล้วท่านก็ได้เข้าหาพระเยซูเจ้า และพูดกับดวงพระทัยของพระองค์ ท่านได้วิงวอนพระเจ้ามิให้มองดูท่านนอกจากในดวงพระทัยของพระบุตรของพระองค์
ท่านบอกพระเยซูเจ้าว่า ดิฉันปรารถนาที่จะทำงานเพื่อพระองค์โดยมีจุดมุ่งหมายแต่เพียงว่าให้พระองค์พอพระทัย และเป็นการบรรเทาดวงพระทัยของพระองค์และจะได้ช่วยวิญญาณให้รอด เพื่อเขาจะได้รักพระองค์ตลอดนิรันดร นักบุญเทเรซาได้แลเห็นว่าดวงพระทัยของพระเยซูเจ้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักเมตตา และการปลอบบรรเทาที่ท่านได้เสนอต่อพระเยซูเจ้าก็คือยอมให้พระองค์รักท่านเท่าที่พระองค์ปรารถนา โดยไม่ต้องยับยั้งความรักของพระองค์เลย
นักบุญเทเรซาได้มอบถวายตนในวันที่
9 มิถุนายน 1895 สองปีสี่เดือนก่อนที่จะถึงแก่กรรม ทั้งกลางวันและกลางคืนที่ท่านได้ทำการรื้อฟื้นการถวายตัวนี้ในดวงใจของท่าน สิ่งที่ท่านได้เขียนในประวัติของท่านก็คือ หลังจากวันนั้นแล้ว ความรักอยู่ล้อมรอบตัวและอยู่ภายในตัว ทุก ๆ วินาทีความรักเมตตาของพระองค์ได้รื้อฟื้นและชำระดิฉันและทำให้จิตใจของดิฉันไม่มีรอยมลทินของบาปเลย)
ในวันที่
9 มิถุนายน เป็นวันฉลองพระตรีเอกภาพ ดิฉันได้รับพระหรรษทานให้รู้ว่าพระเยซูเจ้ามีความปรารถนาที่จะได้รับความรักมากกว่าที่เคยเข้าใจมา ดิฉันได้คิดถึงบุคคลที่ได้มอบถวายตัวแด่พระเจ้าเป็นเครื่องบูชาแห่งความยุติธรรมของพระองค์ เพื่อคนบาปจะได้ไม่ถูกลงโทษ โดยยอมรับโทษแทน ดิฉันคิดว่าการมอบถวายนี้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และใจกว้าง แต่ดิฉันก็มิได้รู้สึกว่าอยากที่จะกระทำเช่นนั้นด้วย
ดิฉันได้ร้องขอจากส่วนลึกสุดของดวงใจว่า
โอ้ องค์พระผู้เป็นเจ้า เจ้านายของดิฉัน เป็นเพียงความ ยุติธรรมหรือที่จะต้องมีเครื่องบูชาชดเชยบาป ความรักเมตตาของพระองค์ก็ต้องการด้วยมิใช่หรือ? พระองค์ได้รับการเมินเฉยและปฏิเสธอยู่ในทุกทางมิใช่หรือ ดวงใจทั้งหลายที่พระองค์ปรารถนาที่จะประทานความรักเมตตาให้ได้ทันไปหาสิ่งที่ถูกสร้างพยายามที่จะค้นหาความสุขด้วยการรักใคร่ชั่วครู่ พวกเขาควรที่จะเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนของพระองค์ เข้าสู่ความชื่นชมยินดีอันโชติช่วงด้วยความรักอันหาขอบเขตมิได้ของพระองค์ โอ้พระเจ้าข้า ทำไมพระองค์ต้องรักในเมื่อพระองค์ต้องถูกปฏิเสธ และทำให้ดวงใจของพระองค์อัดอั้นตันใจเล่า? ดิฉันคิดว่าหากพระองค์ได้พบดวงวิญญาณที่มอบตัวให้เป็นเครื่องบูชาแห่งความรัก พระองค์ได้เผาผลาญดวงใจนั้นอย่างรวดเร็ว มีความชื่นชมยินดีที่สามารถถ่ายทอดความรักโดยไม่ต้องยับยั้ง กระแสแห่งความอ่อนโยนอันไม่มีขอบเขตที่บรรจุอยู่ในพระองค์ ถ้าความยุติธรรมของพระองค์อยากที่จะถ่ายทอดลงมาในโลกนี้ ความรักและความเมตตาของพระองค์คงจะอยากที่จะทำให้วิญญาณอยู่บนไฟมากกว่านั้นอีกสักเท่าใด เพราะว่าความเมตตาของพระองค์นั้นไปถึงสวรรค์ด้วย
โอ้พระเยซูเจ้า ขอให้ดิฉันได้เป็นเครื่องบูชาที่มีความสุข จงเผาผลาญเครื่องบูชานี้ด้วยไฟแห่งความรักของพระองค์เทอญ (เราจะอ่านข้อความบางตอนจากบทภาวนาถวายตนเป็นเครื่องบูชาแด่ความเมตตาแห่งความรักของพระเจ้า)
โอพระเจ้าของดิฉัน พระตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์
ดิฉันปรารถนาที่จะรักพระองค์และทำให้พระองค์เป็นที่รัก ด้วยพระองค์ได้ทรงรักข้าพเจ้าอย่างมากมาย และได้ประทานพระบุตรแต่องค์เดียวของ พระองค์ให้เป็นพระผู้ไถ่และเจ้าบ่าวของข้าพเจ้า และผลบุญกุศลอันไม่มีสิ้นสุดของพระเจ้าของ ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงขอมอบถวายด้วยความยินดีแด่พระองค์และวิงวอนขอพระองค์ได้ทรงทอดพระเนตรข้าพเจ้าทางพระพักตร์ของพระเยซูและทางพระทัยของพระองค์ที่เป็นเปลวเพลิงอันรุ่งโรจน์ด้วยความรักข้าพเจ้าปรารถนาที่จะทำทุกสิ่งเพื่อพระองค์แต่ผู้เดียวเท่านั้น ข้าพเจ้าขอมอบถวายตัวเป็นเครื่องบูชาแห่งความรักเมตตา ขอวิงวอนพระองค์ให้เผาผลาญข้าพเจ้าอย่างไม่หยุดยั้ง และปล่อยให้กระแสแห่งความอ่อนหวานอันหาที่สิ้นสุดมิได้ของพระองค์รวบรวมข้าพเจ้าไว้ในพระองค์เพื่อไหลลงสู่วิญญาณของข้าพระองค์ เพื่อว่าข้าพเจ้าจะได้เป็นมรณสักขีแห่งความรักของพระองค์ พระเจ้าของข้าพเจ้าขอให้มรณสักขี หลังจากที่ได้ช่วยตระเตรียมข้าพเจ้าก่อนที่จะปรากฏตัวต่อหน้าพระองค์ ทำให้ข้าพเจ้าได้ตายในที่สุด เพื่อว่าวิญญาณของข้าพเจ้าจะได้ปีนขึ้นไปในอ้อมแขนของความรักเมตตาของพระองค์อย่างไม่ต้องรอช้า
โอ
ที่รักของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าปรารถนาให้การเต้นของดวงใจแต่ละครั้งเป็นการรื้อฟื้นการถวายตัวนี้เป็นครั้งที่นับไม่ถ้วน จนกระทั่งเงานี้ผ่านพ้นไป และได้พบพระองค์หน้าต่อหน้า แล้วข้าพเจ้าจะได้บอกเล่าความรักของข้าพเจ้าตลอดนิรันดร
9. วิกฤตการณ์ของความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัย ความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าได้แผ่ขยายอย่างรุ่งเรืองใน 60 ปีแรกของศตวรรษที่แล้ว เพราะได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากสมณสาสน์ 3 ฉบับดังกล่าว
แต่ในเวลาเดียวกันความศรัทธานี้เริ่มแสดงเครื่องหมายของวิกฤตการณ์ เพราะกระบวนการ 3 ประการที่เกิดขึ้นในพระศาสนจักร ในตอนแรกเพียงบางกลุ่มเท่านั้น แต่ทีละเล็กทีละน้อยก็แผ่ขยายไปทั่วโลกราวปี 1950
กระบวนการปรับปรุงการศึกษาพระคัมภีร์แผ่ขยายในพระศาสนจักรทั่วโลก สัตบุรุษเริ่มสนใจในพระคัมภีร์มากยิ่งขึ้น ส่วนความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าระดับประชาชนทั่วไปไม่มีพื้นฐานในพระคัมภีร์
แต่มีพื้นฐานเพียงในการเปิดเผยที่บางคนได้รับเมื่อเห็นนิมิตของพระเยซูเจ้าเท่านั้น
ทำนองเดียวกัน
กระบวนการปรับปรุงพิธีกรรมสอนสัตบุรุษให้ร่วมพิธีกรรมทางการของพระศาสนจักรโดยเข้าใจความหมายของพิธีที่แสดงธรรมล้ำลึกปัสกาของพระเยซูเจ้า ส่วนความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าเป็นพิธีกรรมเฉพาะของบุคคลบางกลุ่ม
ที่เลือกเคารพพระเยซูเจ้าด้วยวิธีนี้ จึงไม่เป็นพิธีกรรมทางการของพระศาสนจักร
การปรับปรุงเทววิทยาให้ประสานกับวัฒนธรรม เริ่มประณามกิจศรัทธาต่างๆที่ต้องการปลุกความรู้สึกและเร้าใจมากกว่าที่จะแสดงความจริงที่พระเจ้าทรงเปิดเผย
สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 12 ในสมณสาสน์ จงตักน้ำ ทรงอ้างถึงเครื่องหมายวิกฤตการณ์ดังกล่าว และทรงชี้แนะหนทางที่จะนำไปสู่การปฏิรูปความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า ที่ใช้พระคัมภีร์ ธรรมประเพณีของบรรดาปิตาจารย์
และพิธีกรรม แต่การปฏิรูปนี้ทำได้ไม่ง่ายนัก
การปฏิรูปของพระศาสนจักรครั้งใหญ่เกิดขึ้นเนื่องจากสภาสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2
คริสตชนบางคนมีความหวังว่าสภาสังคายนาจะประกาศรับรองความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าอย่างเป็นทางการ แต่สภาสังคายนาไม่ได้กล่าวถึงความศรัทธานี้เลย คริสตชนเหล่านั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะนักบวชและสถาบันฆราวาสที่ดำเนินชีวิตจิตโดยมีพระหฤทัยเป็นศูนย์กลาง รู้สึกลำบากใจมาก จดหมายฉบับหนึ่งถึงสมเด็จพระสันตะปาปาเปาโลที่6 แสดงความอึดอัดใจอย่างนี้ บรรดานักบวชของคณะเราคิดว่า ความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้านั้นล้าสมัยแล้ว โดยอ้างเหตุผลที่ว่าสภาสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 ไม่กล่าวถึงความศรัทธานี้เลย ดังนั้นเขาจึงสงสัยว่าจะต้องละทิ้งจิตตารมณ์ของคณะ เพื่อจะซื่อสัตย์ต่อพระศาสนจักรที่กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ หรือเขาจะต้องไม่ปฏิบัติตามคำสอนของสภาสังคายนา เพื่อจะซื่อสัตย์ต่อจิตตารมณ์ของคณะ นี่เป็นการขัดแย้งทางมโนธรรมอย่างแท้จริงซึ่งทำให้เราไม่รู้จะปฏิบัติตนอย่างไร
สมเด็จพระสันตะปาปาเปาโลที่ 6 ทรงประกาศพระสมณสาสน์ ทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าของพระคริสต์เจ้า
(Apostolic Letter Investigabiles Divitias Christi) เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่อึดอัดใจดังกล่าว ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1965 ต่อมา ในวันที่ 27 พฤษภาคม พระองค์ทรงส่งจดหมายโดยตรงแก่คณะนักบวชที่เกี่ยวข้อง จดหมายฉบับนี้มีชื่อว่า ผู้กระหายใคร่จะอธิบายความหมาย (Interpretes Solliciti) รับรองว่า ความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าสอดคล้องกับกระบวนการปฏิรูปพระศาสนจักรทางสภาสังคายนาวาติกันที่ 2 เพราะความศรัทธานี้มีจุดประสงค์ที่จะเฉลิมฉลองความรักของพระเจ้าและของพระเยซูเจ้า พระสันตะปาปายังทรงเชิญชวนบรรดานักบวชให้อ่านพระสมณสาสน์ จงตักน้ำ ของสมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 12 เพื่อจะได้เข้าใจความหมายอย่างถูกต้องของคารวะกิจต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า
10. การรื้อฟื้นความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยหลังจากสภาสังคายนาวาติกันที่ 2
สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 12
ทรงชี้แนะวิถีทางปรับปรุงแก้ไขความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าก่อนการประชุมสภาสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 แล้ว โดยเชิญชวนคริสตชนให้กลับมาศึกษาพระคัมภีร์ ธรรมประเพณีของบรรดาปิตาจารย์ และพิธีกรรมของพระศาสนจักร
คือให้มาค้นพบความหมายของพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าในแง่ที่เป็นสัญลักษณ์ทางพระคัมภีร์ ความสำคัญของพระเยซูเจ้าในฐานะที่ทรงเป็นพระบุคคลที่คริสตชนเคารพรักในกิจศรัทธาต่างๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ความรักที่จะต้องเป็นหลักการแรกทั้งในด้านเทววิทยา การดำเนินชีวิตจิต และงานอภิบาล ให้เรามาพิจารณาแนวทางนี้โดยสังเขป
ก.การค้นพบความหมายของ ดวงใจ ในแง่ที่เป็นสัญลักษณ์ทางพระคัมภีร์
นับเป็นเวลาหลายศตวรรษ
จนถึงราวปี 1950 ผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้ามักจะอ้างเหตุผลที่ว่า ดวงใจ เป็นสัญลักษณ์ตามธรรมชาติของความรัก ดวงใจเป็นสัญลักษณ์ตามธรรมชาติก็เพราะความสัมพันธ์ที่มีระหว่าง อารมณ์ กับการ เต้นของหัวใจ
ดังนั้น ดวงใจเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่แสดงออกทางด้านอารมณ์
แต่ความหมายของสัญลักษณ์ ดวงใจ ตามพระคัมภีร์ไม่เหมือนกับความหมายของสัญลักษณ์ ดวงใจ ตามธรรมชาติ จึงจำเป็นต้องศึกษาความหมายของดวงใจตามพระวาจาของพระเจ้า ยิ่งกว่านั้น พระคัมภีร์กล่าวถึง พระหฤทัยที่ถูกแทง ของพระเยซูเจ้า ซึ่งคริสตชนตั้งแต่สมัยแรกจนถึงสมัยกลางเข้าใจว่าเป็นสัญลักษณ์ของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่นำความรอดพ้นแก่มนุษยชาติ ดังนั้นพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าไม่เป็นสัญลักษณ์ตามธรรมชาติ แต่เป็นสัญลักษณ์ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในประวัติศาสตร์เพื่อเปิดเผยความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ นี่คือความหมายที่เราพบในข้อเขียนของบรรดาปิตาจารย์และในหนังสือพิธีกรรม
ข.การรื้อฟื้นความสำคัญของพระบุคคล คริสตชนทั่วไปมักจะไม่สังเกตปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อเขาให้ความสำคัญมากเกินไปแก่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และแสดงคารวะกิจต่อสิ่งของในกิจศรัทธาต่างๆ เช่น เคารพไม้กางเขน
รอยแผลศักดิ์สิทธิ์ พระโลหิต ดวงพระทัย ฯลฯ แน่นอน สิ่งดังกล่าวมีจุดประสงค์ที่จะทำให้เราระลึกถึงความรักของพระเยซูเจ้า แต่ในเวลาเดียวกันอาจจะปิดบังความสำคัญของพระเยซูเจ้าในฐานะที่ทรงเป็นพระบุคคล
ทำไมจะต้องพูดกับพระหฤทัยแทนที่จะพูดกับพระเยซูเจ้า ตัวอย่างเช่น สำนวนที่ใช้ในคำอธิษฐานภาวนาวิงวอนพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าฟังขัดกับลักษณะของภาษาที่คนทั่วไปใช้ จะไม่รู้สึกแปลกหากชายคนหนึ่งแทนที่จะพูดกับคู่หมั้นว่า แอน ฉันรักเธอ แต่พูดว่า ใจของแอนเอ๋ย ฉันรักมัน หรือหญิงคนใดจะพูดกับแฟนว่า ใจของพี่อ้วนเอ๋ย ช่วยฉันหน่อย แต่จะพูดว่า พี่อ้วน ช่วยฉันหน่อย
น่าสังเกตว่าภาษที่ใช้ในการภาวนาต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้านั้น ไม่สอดคล้องกับภาษาสัญลักษณ์ของพระคัมภีร์ ธรรมประเพณี และพิธีกรรม ที่กล่าวถึง พระหฤทัยที่ถูกแทงของพระเยซูเจ้า
บทภาวนาที่ใช้ในพิธีกรรมเป็นคำอธิษฐานต่อพระบิดาเจ้าหรือพระเยซูเจ้า ไม่ใช่ต่อพระหฤทัย เช่น ข้าแต่พระเจ้า ดวงพระทัยของพระบุตรได้รับบาดแผลเพราะบาป ได้สำแดงให้ข้าพเจ้าทั้งหลายเข้าใจว่าทรงรักมนุษยชาติสุดคณนา
และ
ข้าแต่พระผู้ทรงสรรพานุภาพ ข้าพเจ้าทั้งหลายเทิดพระเกียรติดวงพระทัยพระปิยบุตร และระลึกถึงพระเมตตาปรานีของพระองค์ท่าน
ค.การยอมรับว่าความรักเป็นหลักการแรกในทุกอย่าง เมื่อเราเพ่งพินิจภาวนาพระชนมชีพของพระเยซูเจ้า
ผู้ทรงมอบชีวิต เพราะความรักต่อมนุษย์เรา ไม่ยากที่จะเข้าใจว่าประวัติศาสตร์แห่งความรอดพ้นเปิดเผยความรักอย่างไร้ขอบเขตของพระเจ้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเป็นความรักที่พระเจ้าประทานเปล่าๆ ไม่ใช่เป็นการตอบแทน
และเป็นความรักที่ให้อภัยบาป พระคริสตเจ้าทรงเป็น รูปภาพ (Icon) ที่แลเห็นได้ของความรักนี้ ความเข้าใจเช่นนี้มีพื้นฐานในพระคัมภีร์ที่ยืนยันว่า
พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์และทรงมอบพระองค์แก่เราในพระคริสตเจ้า เพราะทรงรักเรา
พระเจ้า ทรงรักโลกอย่างมาก จึงประทานพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระองค์
(ยน 3:16)
พระชนมชีพและพระราชกิจของพระเยซูเจ้าเปิดเผยความรักของพระเจ้าอยู่เสมอ พระเยซูเจ้ทรงรักผู้ที่เป็นของพระองค์
ซึ่งอยู่ในโลกนี้ พระองค์ทรงรักเขาจนถึงที่สุด (ยน 13:1) โลกจะต้องรู้ว่าเรารักพระบิดา (ยน 14:31) พระคริสตเจ้าทรงรักพระศาสนจักร (อฟ 5:25) จงดำเนินชีวิตในความรัก
ดังที่พระคริสตเจ้าทรงรักเรา และทรงมอบพระองค์เพื่อเรา
(อฟ 5:2) ข้าพเจ้าก็ดำเนินชีวิตในความเชื่อถึงพระบุตรของพระเจ้า ผู้ทรงรักข้าพเจ้า และทรงมอบพระองค์เพื่อข้าพเจ้า (กท 2:20)
ถ้าเราเข้าใจธรรมล้ำลึกแห่งความรอดพ้นทางพระเยซูเจ้าเช่นนี้
คือเป็นการเปิดเผยความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา การตอบสนองของมนุษย์ต่อความรักของพระเจ้าก็จะต้องเป็นการปฏิบัติด้วยความรักที่ซื่อสัตย์และรู้บุญคุณ นี่คือจริยธรรมที่เป็นแก่นแท้ของคริสตศาสนา ท่านจะต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้า
พระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญาของท่าน
ท่านต้องรักเพื่อนมนุษย์ เหมือนรักตนเอง (มธ 22:36-39)
เครื่องหมายและสัญลักษณ์มีความสำคัญอีกด้วย แต่ต้องนำไปสู่ความเข้าใจถึงความรักของพระเจ้า
ดังนั้นกิจศรัทธาต่างๆซึ่งเน้นความเคารพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์บางอย่าง เช่น ไม้กางเขน รอยแผลศักดิ์สิทธิ์ พระโลหิต พระหฤทัย ฯลฯ ก็เป็นการกระทำที่ถูกต้องและมีความหมายเจาะจง
ถ้าหากว่าชวนให้คิดถึงพระบุคคลของพระเยซูเจ้าและความรักที่พระองค์ได้สำแดงในเหตุการณ์ต่างๆแห่งพระชนมชีพของพระองค์ กระนั้นก็ดี เราต้องพยายามหลีกเลี่ยงการพิจารณาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้โดยลำพัง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ควรอธิษฐานภาวนาต่อ สิ่งเหล่านี้ เราจงใช้สิ่งเหล่านี้ตามความจริงที่เป็นอยู่ คือเป็นเพียงสัญลักษณ์แท้จริง ที่แสดงความรักอย่างไร้ขอบเขตของพระเจ้า เป็นเพียงสถานที่และเวลาที่พระผู้ไถ่ทรงสำแดงความรักต่อมนุษย์ เป็นเพียงการเชิญชวนและพละกำลังให้ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ และเฉลิมฉลองธรรมล้ำลึกแห่งความรักอย่างไร้ขอบเขตของพระเจ้า ซึ่งได้แก่ พระบิดา พระบุตร และพระจิต
11. ความเลื่อมใสศรัทธา คารวะกิจ และ ชีวิตจิตที่ยึดพระหฤทัยเป็นศูนย์กลาง ก่อนที่จะจบการอธิบาย ประวัติความเป็นมาของชีวิตจิตที่ยึดพระหฤทัยเป็นศูนย์กลางโดยสังเขป เราควรจำกัดความอย่างละเอียดของคำศัพท์ที่มักจะใช้
เมื่อกล่าวถึงพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า ได้แก่ คารวะกิจ ความเลื่อมใสศรัทธา และชีวิตจิตที่ยึดพระหฤทัยเป็นศูนย์กลาง คำเหล่านี้มักจะใช้สลับกัน แต่มีความหมายไม่เหมือนกัน เราจึงพยายามตอบคำถามที่ว่า คารวะกิจหมายถึงอะไร และแตกต่างจากความเลื่อมใสศรัทธา และชีวิตจิตที่ยึดพระหฤทัยเป็นศูนย์กลางอย่างไร
ก.คารวะกิจ (cult, worship) เรามักจะใช้สำนวน คารวะกิจต่อศีลมหาสนิท คารวะกิจต่อพระนางมารีย์
คารวะกิจต่อนักบุญต่างๆ คารวะกิจเป็นคำแปลจากภาษากรีกว่า Cult, Worship, Veneration หมายถึงการแสดงความเคารพ สำนวนดังกล่าวจึงหมายถึง การยอมรับว่าสิ่งหรือบุคคลนั้นมีศักดิ์ศรี ความสำคัญ และคุณค่าสูงส่งน่าเคารพ คารวะกิจต่อพระเจ้าเป็นการยอมรับว่า พระเจ้าทรงมีคุณค่าสูงสุดสำหรับเรา ไม่มีสิ่งใดที่อยู่เหนือหรือเท่าเทียมพระองค์ คารวะกิจต่อพระนางมารีย์ เป็นการยอมรับว่า พระนางมีศักดิ์ศรีสูงกว่าบรรดานักบุญอื่นๆ เป็นความจริงที่ว่า พระนางทรงเป็นพระชนนีของพระเจ้า คารวะกิจต่อบรรดานักบุญ เป็นการเคารพนักบุญแต่ละองค์ตามความศักดิ์สิทธิ์ของท่านแต่ละองค์
คำ คารวะกิจ มักจะใช้สำหรับพิธีกรรมที่พระศาสนจักรกำหนดอย่างเป็นทางการ อาทิเช่น ตามปฏิทินของพระศาสนจักร แต่ละวันในรอบปีมีกำหนดว่าเป็นวันแสดงความเคารพต่อนักบุญองค์ใดองค์หนึ่ง
พระศาสนจักรยังระบุว่าจะต้องแสดงคารวะกิจต่อนักบุญนั้นในระดับใด คือจะเป็นการระลึกถึงโดยไม่บังคับ เป็นการระลึกถึงโดยบังคับ เป็นวันฉลอง
หรือเป็นวันสมโภช น่าสังเกตว่าเป็นพระศาสนจักรที่กำหนดว่าจะต้องแสดงคารวะกิจระดับใด สัตบุรุษพึงยอมรับและยินดีปฏิบัติตาม ไม่อาจแสดงคารวะกิจตามใจชอบ เพราะคารวะกิจเป็นพิธีกรรมทางการของพระศาสนจักร ไม่ใช่กิจศรัทธาส่วนบุคคล
กิจการแสดงคารวะกิจ ที่สัตบุรุษประกอบเมื่อร่วมพิธีกรรมตามปฏิทินของพระศาสนจักร ต้องกระทำด้วยใจจริง
เพราะการปฏิบัติคารวะกิจและการดำเนินชีวิตจะต้องสอดคล้องกัน กระนั้นก็ดี กิจการแสดงคารวะกิจมักจะเจาะจงทำเพียงวันใดวันหนึ่งในรอบปี เช่น เราไม่ต้องแสดงคารวะกิจต่อนักบุญอันตน หรือนักบุญเทเรซาทุกวัน
ข.ความเลื่อมใสศรัทธา (devotion) ความเลื่อมใสศรัทธาหมายความว่า บุคคลหนึ่ง มอบตน อุทิศตน หรือ รู้สึกผูกพันด้วยความรัก กับอีกบุคคลหนึ่ง ผู้ที่มีความศรัทธาต่อนักบุญองค์ใดองค์หนึ่ง
รู้สึกผูกพันด้วยความรักกับนักบุญองค์นั้นมากกว่านักบุญอื่นๆ เช่น ผู้มีความศรัทธาต่อนักบุญอันตนระลึกถึงนักบุญองค์นี้ด้วยความรักบ่อยๆ ไม่ใช่ระลึกถึงท่านเพียงวันที่ 13 มิถุนายน เขาภาวนาบ่อยๆต่อนักบุญอันตน
พยายามแสดงความเคารพโดยถวายเทียน หรือทำทาน หรือสวดนพวาร ฯลฯ
ในทำนองเดียวกัน พระศาสนจักรเรียกร้องให้สัตบุรุษแสดงคารวะกิจต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าเพียงปีละครั้งในวันสมโภช แต่ผู้มีความศรัทธาต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า
มิได้แสดงเคารพเพียงในวันสมโภชเท่านั้น เขาอาจมีรูปพระหฤทัยในบ้าน สวดบทภาวนาถวายตนแด่พระหฤทัยทุกวัน ระลึกถึงพระหฤทัยทุกวันศุกร์ต้นเดือน รับศีลมหาสนิทหรือนมัสการศีลมหาสนิทเพื่อเป็นการชดเชยบาป สวดภาวนาสั้นๆแสดงความไว้วางใจ
หรือวอนขอพระพรที่จะมีความรู้สึกเยี่ยงพระองค์และจะปฏิบัติคุณธรรมตามพระฉบับของพระองค์ ดังนั้นคำ ความเลื่อมใสศรัทธา เน้นความสัมพันธ์พิเศษอันเปี่ยมด้วยความรักและ กิจศรัทธา บางประการที่ปฏิบัติกันเพื่อแสดงความเลื่อมใสศรัทธา
ค.ชีวิตจิต หรือ จิตตารมณ์ (spirituality) ชีวิตฝ่ายจิต หรือจิตตารมณ์ เน้นถึง คุณค่าพื้นฐานหรือคุณค่าสำคัญบางประการ ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้ดำเนินชีวิตวิถีใดวิถีหนึ่ง
คุณค่าดังกล่าวส่งเสริมและเรียกร้องทัศนคติและท่าทีบางประการของบุคคลที่ดำเนินชีวิตจิต คุณค่าเหล่านี้ยังเลี้ยงและเป็นลักษณะเฉพาะของชีวิตทั้งหมดของเขา ทั้งในด้านความสัมพันธ์กับพระเจ้า และในด้านการประกาศข่าวดี อาทิเช่น
ความนอบน้อมเชื่อฟัง เป็นคุณค่าสำคัญสำหรับนักบวชคณะเยซูอิต ความยากจนเป็นคุณค่าสำคัญสำหรับนักบวชคณะฟรังซิสกัน อุดมการณ์ธรรมทูตเป็นคุณค่าสำคัญสำหรับนักบุญฟรังซิส เซเวียร์
หรืออุดมการณ์ความรักเมตตากิจเป็นคุณค่าสำคัญสำหรับนักบุญวินเซนต์ เดอ ปอล ฯลฯ
ในทำนองเดียวกันผู้ที่ดำเนินชีวิตจิตโดยมีศีลมหาสนิทเป็นศูนย์กลาง หรือ มีจิตตารมณ์แห่งศีลมหาสนิท
พยายามทำทุกอย่างเพราะความรักต่อพระเยซูเจ้าผู้ประทับอยู่ในศีลมหาสนิท และมีจิตสำนึกว่า ความรักที่เขามีต่อพระองค์นั้นได้รับการหล่อเลี้ยงมาจากความรักที่พระองค์ทรงมีต่อเขาดังที่พระองค์ทรงสำแดงในศีลมหาสนิท
ดังนั้นทั้งชีวิตการภาวนาและการอุทิศตนในงานธรรมทูต ทั้งชีวิตในครอบครัวและกิจการสังคมสงเคราะห์ ทั้งหมดนี้ได้รับการหล่อเลี้ยงจากศีลมหาสนิท
สรุปแล้ว คารวะกิจหมายถึง
พิธีกรรมที่ผู้มีอำนาจปกครองพระศาสนจักรกำหนดเป็นทางการสำหรับคริสตชนทุกคน ความเลื่อมใสศรัทธาหมายถึงความเคารพที่ขึ้นกับความรู้สึกของแต่ละคน และเรียกร้องกิจศรัทธาบางประการเพื่อแสดงความเคารพนั้น การดำเนินชีวิตจิตหมายถึง
คุณค่าต่างๆที่เป็นแรงจูงใจของชีวิต ให้ความหมายและส่งเสริมกิจการอิสระต่างๆของเรา
|