หน้าหลักเช็คเมลล์ติดต่อเราสมุดเยี่ยมลิงค์คาทอลิกแผนผังเวบไซด์

ค้นหาข้อมูล :

ที่มา :  บทความจาก คณะภคินีพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าแห่งกรุงเทพฯ  www.shb.or.th

พระหฤทัย มิติเชิงเทววิทยา 1 | พระหฤทัย มิติเชิงเทววิทยา 2 | พระหฤทัย มิติเชิงเทววิทยา 3

ประวัติความเป็นมาของชีวิตจิตที่ยึดพระหฤทัยเป็นศูนย์กลาง (2)

ความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยของนักบุญมาร์การีตา มารีย์ อาลาก๊อก

ในหมู่คริสตชนที่มีความเลื่อมใสศรัทธาต่อการรับทรมานของพระเยซูคริสตเจ้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 5 ของพระองค์ ในไม่ช้าก็เริ่มแสดงความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยของพระคริสตเจ้า  และความเลื่อมใสศรัทธานี้เผยแผ่ในหมู่คริสตชนอย่างรวดเร็ว เขามองพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์ของความรักที่พระคริสตเจ้าทรงมีต่อพระบิดาและต่อเรามนุษย์ เราพบหลักฐานของความเลื่อมใสศรัทธาเช่นนี้อยู่แล้วบ้างในศตวรรษที่ 16 แต่เราต้องยอมรับว่า ความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยได้เปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตจิตของคริสตชนทั่วไป ไม่ใช่เพียงของกลุ่มน้อยของนักบวชเท่านั้น เพราะงานเผยแผ่ของนักบุญยอห์น เอิ๊ดส์ (+1680) และของนักบุญมาร์การีตา มารีย์ อาลาก็อก (+1690)

ความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยได้เป็นที่นิยมมากในหมู่คริสตชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะความกระตือรือร้นที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของนักบุญธรรมทูตทั้งสององค์นี้  และเพราะประสบการณ์เชิงเข้าฌานที่พิเศษไม่เหมือนใครของนักบุญมาร์การีตา มารีย์ อาลาก็อก นอกจากนั้น ยังมีเหตุผลอื่นๆที่ส่งเสริมการเผยแผ่ความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยในหมู่คริสตชน เราควรวินิจฉัยเหตุผลดังกล่าวนี้ ทั้งในแง่ลบและแง่บวกดังต่อไปนี้

ก) ในแง่ลบดังที่เราเคยกล่าวมาแล้ว ตั้งแต่ราวปี 1000 ประชาชนโดยทั่วไปเริ่มพูดภาษาของแต่ละประเทศ ไม่เข้าใจภาษาลาตินอีกแล้ว จึงแยกตัวออกจากพระคัมภีร์และพิธีกรรมของพระศาสนจักร เพราะทั้งพระคัมภีร์และพิธีกรรมใช้ภาษาลาติน ประชาชนจึงแสวงหาจารีตและกิจศรัทธาที่เข้าใจได้มาแทนพิธีกรรม แต่เกิดปัญหาว่า จารีตและพิธีกรรมนี้ไม่ค่อยมีความหมายในด้านความเชื่อ และบางครั้งก็ผิดต่อความเชื่อ ประชาชนชื่นชอบในกิจศรัทธาที่เกิดผลโดยอัตโนมัติแบบไสยศาสตร์ เช่น เชื่อมั่นในฤกษ์ยามต่างๆ และวันมงคลต่าง ๆ ในปฏิทิน เชื่อในฤทธิ์ของรูปศักดิ์สิทธิ์ในเหรียญต่างๆ ไปแสวงบุญตามวัดต่างๆเพื่อขอพระคุณ ความเชื่องมงายในเรื่องเล่าของแม่พระประจักษ์ในสถานที่ต่างๆ หรือ การอธิบายว่าภัยพิบัติต่างๆที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นเป็นการลงโทษจากพระเจ้า พระสมณสาสน์ “จงตักน้ำ” ของพระสันตะปาปาปีโอที่ 12  เตือนคริสตชนว่าความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยที่เขาแสดงอยู่นั้นอาจ จะมีลักษณะที่ไม่ถูกต้องเช่นกัน

ข) ในแง่บวก   ความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยของพระเยซูคริสตเจ้า ได้ เลี้ยงชีวิตจิตของคริสตชนธรรมดาทั่วไป ซึ่งไม่สามารถเข้าใจพิธีกรรมที่เป็นภาษาลาติน ประชาชนต้องการภาษาง่ายๆ และจารีตพิธีที่เข้าใจได้ นักบุญมาร์การีตา มารีย์ ได้ตอบสนองความต้องการของประชาชนนี้ และรู้จักแสดงคุณค่าของความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยอย่างลึกซึ้งโดยใช้กิจปฏิบัติ ที่เรียบง่าย และเข้าใจความหมายได้ด้วยตนเอง กิจปฏิบัติเหล่านี้ได้เผยแผ่ไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ปี เพราะเป็นกิจปฏิบัติที่เรียบง่ายซึ่งแม้แต่คนไร้การศึกษาก็ยังสามารถปฏิบัติได้ เป็นกิจปฏิบัติที่ช่วยประชาชนให้ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ และแสดงความเชื่อของตนในสถานการณ์ต่างๆของชีวิต และในเวลาเดียวกันยังเป็นกิจปฏิบัติที่ใช้แสงสว่างของข่าวดีช่วยให้เข้าใจทั้งคุณค่า และปัญหาของชีวิต

จำเป็นต้องยอมรับว่า ความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยเกิดผลมากมายในกลุ่มคริสตชนตลอดระยะเวลาที่เขาไม่สามารถสัมผัสกับพระคัมภีร์และพิธีกรรมของพระศาสนจักรโดยตรง ตลอดเวลา 2 ศตวรรษ (1750-1950) งานอภิบาลในเขตวัดต่างๆ และความเลื่อมใสศรัทธาแบบชาวบ้านของคริสตชนคาทอลิกโดยเฉพาะความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าก็เป็นสิ่งเดียวกัน 

ผลดีอีกประการหนึ่งที่เกิดมาจากความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยในช่วงระยะดังกล่าวก็คือ ข่าวดีเรื่องพระหฤทัยได้รับการประกาศอย่างกว้างขวางในพระศาสนจักร  ในช่วงเวลาที่ ยังเซนิอุสและพรรคพวกสอนให้คริสตชนต้องหวาดกลัวพระยุติธรรมของพระเจ้า ข่าวสารเรื่องพระเจ้าทรงเป็นความรัก ความไว้ใจในพระองค์ และความชื่นชมยินดีที่จะรับศีลมหาสนิทบ่อยๆเผยแผ่ในหมู่คริสตชน อาศัยกิจปฎิบัติที่นักบุญมาร์การีตา มารีย์สั่งสอน
-------------------------------------------------

เอกสารประกอบคำสอนของบรรดานักบุญเรื่องพระหฤทัยศักสิทธิ์ของพระเยซูเจ้า

1. นักบุญฟรังซิส เดอ ซาลส์ (1567-1622)
เพื่อจะรู้ว่าพระเยซูเจ้าทรงสิ้นพระชนม์จริงหรือไม่ ทหารคนหนึ่งได้เอาหอกแทงพระวรกายด้านข้างของพระองค์ เปิดสีข้างและแทงทะลุเข้าในดวงหทัย เมื่อสีข้างของพระองค์เปิดออก พวงเขาได้พบว่าพระองค์ได้สิ้นพระชนม์จริง ๆ แต่สิ้นพระชนม์ด้วยดวงใจแตกเป็นเสี่ยง ๆ ด้วยความรักที่ไม่มีขอบเขต

มีเหตุผลหลายประการที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและพระวรกายด้านข้างของพระองค์เปิดออกหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ข้าพเจ้าจะพูดถึงเพียง 2 ประการคือ

ประการเพื่อเราจะได้เข้าใจพระดำริของพระองค์ พระดำริที่เต็มไปด้วยความรักที่บริสุทธิ์และความเสน่หาที่ทรงมีต่อมนุษย์ “ แผนการที่เรามีสำหรับเจ้าเป็นแผนการที่มีเพื่อความดีของเจ้าไม่ใช่เพื่อให้เจ้าผิดหวัง” (ยรม 29:11) เป็นน้ำพระทัยของพระองค์ที่ให้พระวรกายด้านข้างของพระองค์เปิดออกเพื่อเราจะได้รู้ถึงความปรารถนาอันแรงกล้าของพระองค์ที่โปรดปรานพระหรรษทานนานาประการและพระพรของพระหฤทัยของพระเจ้าแก่เราทั้งหลาย

เหตุผลประการที่สองที่ทำให้พระวรกายด้านข้างของพระองค์เปิดออกก็เพื่อให้เราทั้งหลายได้เข้าหาพระองค์ด้วยความไว้วางใจอย่างเต็มเปี่ยม เพื่อจะพบความสงบและพักผ่อนในดวงพระทัยของพระเจ้า พระหฤทัยของพระองค์จึงเปิกออกเพื่อต้อนรับเรา ด้วยความรักและเมตตากรุณาอันไม่มีอะไรมาเทียบเคียงได้ เพื่อที่จะเป็นที่พำนักในความยากลำบากต่าง ๆ ของมนุษย์เราได้
       (จากหนังสือ “บทเทศน์” ฉลองนักบุญยอห์น)

2. นักบุญยอห์น เอิ๊ดส์  (1607-1680)

2.1 บทอ่านจากหนังสือ “การรำพึงเรื่องต่าง ๆ” หน้า 427-430)
พระหฤทัยของพระเยซูเจ้าเป็นพระวิหารของความรักพระเจ้า  เป็นความรักที่ไม่ได้ถูกสร้างและเป็นความรักชั่วนิรันดร กล่าวคือเป็นพระจิตเจ้าเองที่ได้ทรงสร้างพระวิหารที่ยิ่งใหญ่นี้และได้สร้างขึ้นด้วยพระโลหิตพรหมจารีของมารดาแห่งความรัก  พระวิหารนี้ได้รับการเสกและศักดิ์สิทธิ์ไปด้วยการเจิมของพระตรีเอกภาพ  เป็นสิ่งถวายให้แก่องค์ความรักชั่วนิรันดร  เป็นพระวิหารที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดไม่ว่าจะเป็นภายนอกหรือภายในจิตใจ ที่ได้สร้างขึ้นแล้วหรือที่ยังไม่ได้สร้างขึ้นในสวรรค์หรือบนโลกพิภพนี้ ในพระวิหารนี้แหละที่พระเจ้าได้รับการนมัสการ  สรรเสริญและได้รับเกียรติมงคลอันสมควรแก่พระเกียรติอันยิ่งใหญ่หาที่สุดมิได้ของพระองค์ พระหฤทัยของพระเยซูเจ้าเป็นพระวิหารชั่วนิรันดรและเป็นศูนย์รวมของความศักดิ์สิทธิ์ทุกประการ

ดวงพระทัยของพระเยซูเจ้ามิใช่เป็นพระวิหารอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นพระแท่นบูชาของความรักของพระเจ้า บนพระแท่นนี้เองที่เปลวไฟแห่งความรักหนึ่งเดียวกันนี้ได้ลุกอยู่ตลอดทั้งวันและคืนบนพระแท่นบูชานี้  พระเยซูคริสตเจ้าสงฆ์สูงสุดได้ถวายยัญบูชาแด่พระตรีเอกภาพอยู่ตลอดเวลา

พระองค์ได้ถวายและบูชาพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาแห่งความรักที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดและสมบูรณ์ที่สุดที่เคยมีและจะมีมาภายหลัง พระองค์ได้เสียสละพระองค์เองอย่างหมดสิ้น  สละพระกายของพระองค์     พระวิญญาณ  พระโลหิต  ชีวิตทั้งหมดของพระองค์  ความนึกคิดทั้งหมดของพระองค์ กิจการต่าง ๆ และความทุกข์ทั้งหมดที่พระองค์ได้รับบนโลกนี้ พระองค์ถวายทุกสิ่งนี้ตลอดเวลาไม่รู้จบสิ้นด้วยความรักอัน  ยิ่งใหญ่และไม่มีขอบเขต แล้วพระองค์ได้สละทุกสิ่งที่พระบิดาได้มอบให้แก่พระองค์เช่นทุกสิ่งสร้าง  จะมีสติปัญญาหรือไม่มี มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต  ซึ่งพระองค์ได้ยกถวายเครื่องบูชาเหล่านี้เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระบิดาเจ้า  ด้วยเหตุนี้แหละที่พระสงฆ์สูงสุดได้บูชาทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระเกียรติมงคลของพระบิดาเจ้าบนพระแท่นแห่งดวงพระทัยของพระองค์

ให้เราได้ยกถวายตัวของเราแด่พระองค์และวิงวอนพระองค์ได้โปรดรับเราเข้าไว้เป็นเครื่องบูชาแห่งความรัก เผาเราให้มอดไหม้ไปเป็นเครื่องบูชาแห่งความรักของพระองค์  ในไฟที่ลุกโชติช่วงของพระเจ้าที่เผาอยู่บนพระแท่นแห่งดวงพระทัยของพระองค์

ดวงพระทัยของพระเจ้านี้มิใช่เป็นเพียงพระแท่นเท่านั้น  แต่เป็นเหมือนเตากำยานแห่งความรักของพระเจ้า  เป็นเตากำยานทองคำที่อยู่ในหนังสือพระวิวรณ์บทที่ 8  ในเตากำยานนี้เป็นที่รวมของการเคารพสักการะ การสรรเสริญ  ความปรารถนา ความเสน่หาของบรรดานักบุญเพื่อที่จะรวมกันถวายแด่พระเจ้า ในดวงพระทัยของพระบุตรสุดที่รักของพระองค์     เป็นดังกำยานเครื่องหอมที่เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ให้เราพยายามที่จะมอบถวายคำภาวนา  ความปรารถนาต่าง ๆ ของเรา  ความศรัทธา  ความซื่อสัตย์ และความจงรักภักดีและความรักของเรา  รวมทั้งดวงใจทั้งหมดทั้งสิ่งที่เราทำและสิ่งที่เราเป็นลงในหม้อกำยาน วิงวอนกษัตริย์แห่งดวงใจของเราให้ชำระและทำให้ศักดิ์สิทธิ์ไปสิ่งของต่าง ๆ เหล่านั้นและมอบถวายแด่พระบิดาเจ้าเป็นดังกำยานแห่งสรวงสวรรค์

2.2 บทอ่านจากหนังสือ “พระหทัยน่าสรรเสริญยิ่งของพระมารดา” I, III, 54-55)
(ทุกสิ่งที่เป็นของพระคริสตเจ้าก็เป็นของท่าน  ทั้งพระหฤทัยและพระวิญญาณของพระองค์
พระเยซูเจ้าได้ตรัสกับเราทั้งหลายว่า  พระองค์อยู่ในเรา  มีชีวิตอยู่ในเรา  และเราอยู่ในพระองค์ มีชีวิตอยู่ในพระองค์ “จงอยู่ในเราเหมือนเราอยู่ในท่าน” (ยอห์น 15:4) “ผู้ที่อยู่ในเรา และเราอยู่ในเขา เขาจะเกิดผลมาก” (ยอห์น 15:5)

นักบุญเปาโลได้กล่าวซ้ำบ่อย ๆ ว่า เราอยู่ในพระคริสตเยซู  เรามีชีวิตในพระองค์ และพระองค์อยู่ในใจเรา  ดำเนินชีวิตในเรา  “ท่านทั้งหลายก็เช่นกันต้องถือว่า ท่านตายจากบาปแล้ว แต่มีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้า ในพระเยซูคริสตเจ้า (โรม 6:11) “เมื่อท่านได้รับองค์พระเยซูคริสตเจ้าแล้ว จงดำเนินชีวิตในพระองค์ต่อไป ”(คส 2:6) “ข้าพเจ้าถูกตรึงกางเขนกับพระคริสตเจ้าแล้ว  ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ มิใช่ตัวข้าพเจ้าอีกต่อไป แต่พระคริสตเจ้าทรงดำรงชีวิตอยู่ในตัวข้าพเจ้า”  (กท 2:20) “ข้าพเจ้าคิดว่า การมีชีวิตอยู่ก็คือพระคริสตเจ้า” (ฟป 1:21)

ความเป็นจริงอันยิ่งใหญ่ที่ว่าพระเยซูคริสตเจ้าดำรงชีวิตในเรานั้นเห็นได้ชัดเจนในบทอ่านของนักบุญยอห์น เอิดส์ ท่านได้แสดงให้เราเห็นได้ชัดแจ้งในพระกายทิพย์ของพระเยซูเจ้า  ในข้อเร้นลับของดวง    พระทัย  เราเป็นเจ้าของชีวิตของพระเยซูเจ้า  ดวงใจของพระองค์  เรามีชีวิตกับพระองค์ในชีวิตที่เป็นหนึ่งเดียว  ดวงใจดวงเดียว)

ข้าพเจ้าขอร้องให้ท่านคิดว่าพระเยซูคริสตเจ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราเป็นศีรษะที่แท้ของเรา และท่านเป็นส่วนหนึ่งของพระกายของพระองค์ พระองค์เป็นเหมือนศีรษะจริง ๆ ของอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย  อะไรที่เป็นของพระองค์ก็เป็นของท่าน  จิตใจ ดวงใจ  ร่างกาย  และวิญญาณของพระองค์ก็เป็นของท่าน  ทุกสิ่งที่กล่าวถึงมานี้ท่านต้องใช้เหมือนว่าเป็นของท่านเอง เพื่อที่จะรับใช้ สรรเสริญ  รักและถวายเกียรติแด่พระเจ้า

ไม่เพียงแต่พระคริสตเจ้าเป็นของท่านเท่านั้น แต่พระองค์ทรงมีพระประสงค์ที่จะอยู่ในเรา  เหมือนกับที่ศีรษะมีชีวิตอยู่และปกครองทุกส่วนของร่างกาย  พระองค์อยากให้ทุกส่วนในพระองค์ดำเนินชีวิตอยู่และปกครองตัวท่าน จิตของพระองค์อยู่ในจิตใจของท่าน  ดวงหทัยของพระองค์อยู่ในดวงใจของท่าน ความสามารถทุกอย่าง ความรู้สึกของร่างกายและวิญญาณอยู่ในร่างกายและวิญญาณของท่านด้วย  ด้วยหนทางนี้เองเราจึงทำให้พระวาจาในพระคัมภีร์สำเร็จไป “ให้เกียรติมงคลและความเป็นอยู่ของพระเจ้าอยู่ในร่างกายของท่าน”    (1 คร 6:20) และชีวิตของพระเยซูคริสตเจ้าปรากฎในร่างกายและภายนอกของท่าน (2 คร 4:11)

ให้พิจารณาด้วยว่ามิใช่ท่านเป็นของพระบุตรของพระเจ้าเท่านั้น แต่ท่านต้องอยู่ในพระองค์เหมือนร่างกายเป็นของศีรษะ  สิ่งที่อยู่ในท่านต้องมีส่วนในพระกายของพระองค์ ได้รับชีวิตจากพระองค์และดำเนินชีวิตามหนทางของพระองค์ให้พระองค์นำ ไม่มีชีวิตที่แท้จริงสำหรับท่านนอกจากมีชีวิตในพระองค์ผู้ให้กำเนิดชีวิตแท้  และนอกพระองค์ท่านจะไม่พบอะไรเลยนอกจากบาปและความตาย  ขอให้พระคริสตเจ้าเป็นหลักแต่ผู้เดียวในความคิดของท่าน  ในความรู้สึก  ในความปรารถนาและการกระทำของท่าน ดำเนินชีวิตเพื่อพระองค์แต่ผู้เดียว ในพระองค์และเพื่อพระองค์ ตามที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ “ไม่มีใครในหมู่พวกเราดำเนินชีวิตเพื่อตนเอง ไม่มีใครตายเพื่อตัวเอง ถ้าเราดำเนินชีวิต เราดำเนินชีวิตในองค์พระผู้เป็นเจ้า ถ้าเราตายเราตายเพื่อพระเจ้า ไม่ว่าเราจะเป็นหรือตายเราเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อจุดประสงค์อันนี้เองที่พระคริสตเจ้าได้สิ้นพระชนม์และกลับคืนชีพ เพื่อว่าพระองค์จะได้เป็นเจ้านายของคนที่ตายหรือคนที่ยังเป็นอยู่” (รม 14:7-9)

ที่สุดให้ระลึกว่าท่านเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูเจ้าเหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งที่มีศีรษะเดียวกัน  ท่านจึงต้องมีจิต  วิญญาณ  ชีวิตหนึ่งเดียว ความตั้งใจเดียว  และดวงใจดวงเดียวกับองค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์เองต้องเป็นจิตของท่าน ดวงใจของท่าน ความรักของท่านและชีวิตของท่านและเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของท่าน

สิ่งที่ยิ่งใหญ่ดังกล่าวนี้เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ที่ท่านได้รับศีลล้างบาป          และได้เจริญมั่นคงยิ่งขึ้นด้วยศีลกำลัง และด้วยกิจการดีทุกอย่างที่ท่านได้รับพระพรจากพระให้กระทำ    และทำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วย   
ศีลมหาสนิท ถ้าท่านรับด้วยการตระเตรียมอย่างเหมาะสม

3. นักบุญมาร์การีตา มารีย์ อาลาก๊อก (1647-1690) 
(นักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซู  ในระหว่างที่รำพึงรู้สึกแห้งแล้งและมีใจวักแวก  ท่านจึงได้หยิบหนังสือที่มีข้อความที่  ท่านได้พบตอนที่พระเยซูเจ้าแสดงดวงพระทัยของพระองค์  เมื่อนักบุญกำลังจะอ่านหนังสือนักบุญมาร์การีตา มารีย์เขียนไว้ศรัทธาว่า “นี่คือหนังสือแห่งชีวิตที่เขียนเกี่ยวกับความรัก”  เมื่อท่าน   นักบุญอ่านพบประโยคนี้  ท่านรู้สึกได้รับความบรรเทาใจและมีความร้อนรนอุทานว่า “ความรู้เกี่ยวกับ  ความรัก เป็นวิชาเดียวที่ฉันอยากได้”

เพื่อที่จะให้ศึกษาเกี่ยวกับความรักเป็นจุดมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าปรารถนาเมื่อพระองค์ ปรากฎพระองค์แก่นักบุญมาร์การีตา มารีย์  ในการแสดงดวงพระทัยของพระองค์  พระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้เราเห็นความรักที่ลุกเป็นไฟของพระองค์ที่มีต่อเรา  เราจะได้เข้าใจว่าความยิ่งใหญ่แห่งความรักของพระองค์และจะได้ให้เรามีความปรารถนาที่จะตอบสนองความรักด้วยความรัก

ข้อความข้างล่างนี้คัดมาจากบันทึกของนักบุญมาร์การีตา มารีย์ เป็นการบรรยายภาพประจักษ์แรกที่ท่านได้เห็นดวงพระทัยของพระเยซูคริสตเจ้า การประจักษ์นี้ท่านได้เห็นในวันฉลองนักบุญยอห์น  อัครสาวก  วันที่ 27 ธันวาคม 1673 องค์พระผู้เป็นเจ้าได้แสดงให้ท่านได้เห็นว่าจุดมุ่งหมายของความศรัทธาต่อพระหฤทัยก็เพื่อที่จะตั้งอาณาจักรแห่งความรักลงในดวงใจของมนุษย์ทั้งหลาย)

3.1 บทอ่านจากหนังสือ “อัตชีวประวัติ” ข้อ 52
ครั้งหนึ่งเมื่อดิฉันกำลังสวดภาวนาอยู่ต่อหน้าศีลมหาสนิท พระองค์ได้เปิดเผยให้เห็นความรักอันมหัศจรรย์ของพระองค์และความลับอันอธิบายไม่ถูกของดวงพระทัยของพระองค์ที่พระองค์ได้ปิดบังไว้      แต่ก่อนนี้  เป็นครั้งแรกที่พระองค์เปิดเผยดวงพระทัยของพระองค์ในลักษณะที่เห็นว่าเป็นสิ่งจริงแท้และมีเหตุผลที่ไม่อาจจะสงสัยได้  พระองค์ตรัสว่า  “ดวงหทัยของเรา  เป็นไฟด้วยความรักที่มีต่อมนุษย์และต่อเจ้าโดยเฉพาะ  จนว่าไม่สามารถที่จะบังซ่อนอยู่ได้อีกต่อไป ความรักที่เผาผลาญนี้จำเป็นต้องเผยแพร่ออกไปด้วยวิธีต่าง ๆ ของเจ้า  และเป็นการแสดงความรักต่อมนุษย์เพื่อที่จะให้เขาได้รับทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าที่จะบอกแก่เจ้า  และจะได้บรรจุไว้ซึ่งพระหรรษทานที่จะช่วยให้เข้าสู่ความศักดิ์สิทธิ์และเข้าสู่ความรอดพ้นเป็นการจำเป็นที่จะช่วยฉุดเขาให้พ้นจากความหายนะ

ดิฉันได้แลเห็นดวงพระทัยของพระองค์สุกใสรุ่งโรจน์มากกว่าพระอาทิตย์และใสกระจ่างมากกว่าแก้วเสียอีก ดวงพระทัยนี้มีบาดแผลและล้อมรอบด้วยหนามซึ่งมีความหมาย  ถึงการที่บาปได้ทิ่มแทง    พระทัยพระองค์  ดวงพระทัยของพระองค์ล้อมรอบด้วยกางเขนมีความหมายว่า  จากเวลาแห่งการจุติมาของพระองค์ในการอวตารนั้น  ซึ่งเป็นระยะแรกที่ดวงพระทัยของพระองค์เป็นตัวตนขึ้นมา  ก็ได้มีกางเขนปักอยู่แล้ว จากเวลาแรกนั้นเองที่ดวงพระทัยของพระองค์รู้สึกเต็มไปด้วยความขมขื่น  ความอดสู  ความยากจน ความเศร้าโศก  และการถูกเหยียดหยามด้วยดวงใจแบบมนุษย์นั้น พระองค์ได้ทนทุกข์ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์และในระหว่างการเข้าตรีทูตเป็นพิเศษ

องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ช่วยให้ดิฉันเข้าใจว่าเป็นความปรารถนาอันร้อนรนของพระองค์ที่จะให้ได้รับความรักของมนุษย์ และเพื่อช่วยให้มนุษย์ได้รอดพ้นจากหนทางที่นำไปสู่ความหายนะในทางซึ่งซาตานได้ไล่ต้อนพวกเขาเป็นจำนวนมาก สิ่งนี้แหละที่ทำให้พระองค์ได้มีแผนการต่อต้านด้วยการแสดงดวงพระทัยของพระองค์ให้มนุษย์ได้เห็น และให้เห็นสมบัติทั้งหลายในดวงพระทัยของพระองค์ซึ่งเป็นความรัก  ความเมตตา พระหรรษทาน ความศักดิ์สิทธิ์ และความรอดที่อยู่ในดวงพระทัยนั้น พระองค์ปฏิบัติดังนี้ เพื่อว่าบุคคลที่เต็มใจที่จะใช้ความสามารถของตนทั้งหมดเพื่อให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายต่อดวงพระทัย และมอบถวายเกียรติแด่ดวงพระทัยด้วยความรักและด้วยสิริมงคลนั้น จะได้รับทรัพย์สมบัติอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าอย่างมากมาย ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ในดวงพระทัยของพระเจ้าเป็นแหล่งกำเนิดของพระคลังนี้  พระองค์ตรัสกับดิฉันว่าพระองค์ต้องได้รับเกียรติภายใต้สัญญลักษณ์ดวงพระทัยของพระองค์ เป็นภาพพจน์ที่พระองค์ประสงค์จะให้ยอมรับรู้เป็นทางการ  พระองค์อยากให้ดิฉันได้เริ่มดำเนินงานนี้ในตัว  ในดวงใจ เพื่อว่า   พระองค์จะได้พิมพ์ความรักของพระองค์ได้ในสิ่งเหล่านั้น และประทานพระพรต่าง ๆ ให้เต็มจากดวง   พระทัยของพระองค์ และจะได้ทำลายความผูกพันต่าง ๆ ที่จะขัดขวางทางนี้  ในทุกสถานที่ที่ภาพอัน     ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ได้ติดตั้งเพื่อเคารพสักการะ  พระองค์จะประทานพระหรรษทานและพระพรต่าง ๆ พระองค์ชี้ให้เห็นว่าความศรัทธาภักดีนี้เป็นความพยายามครั้งสุดท้ายแห่งความรักของพระองค์ที่จะช่วยมนุษย์ในเวลาสุดท้ายด้วยการไถ่กู้ด้วยความรักของพระองค์  เพื่อที่จะช่วยให้พวกเขาได้พ้นจากอำนาจของซาตาน พระองค์ทรงมีพระประสงค์ทำลายอาณาจักรซาตานและจะได้ช่วยพวกเราให้มีอิสระและอยู่ในอาณาจักรแห่งความรักของพระองค์ อาณาจักรแห่งความรักนี้พระองค์จะทรงตั้งไว้ในดวงใจของทุกคนที่จะต้อนรับความศรัทธาภักดีนี้

3.2 บทอ่านจากหนังสือ “อัตชีวประวัติ” ข้อ 55, 92
(ความศรัทธาภักดีต่อพระหฤทัยนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเปิดเผยของพระคริสตเจ้าแก่นักบุญมาร์การีตา  มารีย์  แต่มีรากฐานอยู่ในพระวรสารและบนพื้นฐานของข้อความเชื่อคริสตชน อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยอันเร้นลับนี้ทำให้เกิดการเจริญเติบโตในความศรัทธาและจงรักภักดีต่อพระหฤทัยอย่างมาก

ความสำคัญและคุณค่าของความศรัทธานี้คือ  ช่วยให้เราได้คิดถึงพระวรสาร เหมือนกับว่าได้แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งถึงพระวรสารอีกครั้งหนึ่ง  การเปิดเผยดวงพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าในการประจักษ์แก่นักบุญมาเกอริตอย่างเร้นลับ  เป็นการให้ระลึกถึงการเผยดวงพระทัยของพระองค์อย่างเต็มที่   ในปัจจุบันนี้ซึ่งการเปิดสีข้างของพระองค์บนเขากัลวารีโอการที่ดวงพระทัยของพระองค์ถูกแทงด้วยหอก ซึ่งเป็น     เครื่องหมายสูงสุดและสุดท้ายแห่งความรักของพระองค์

พระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ตรัสแก่นักบุญมาร์การีตา มารีย์  ได้กล่าวถึงความรักของพระองค์และความปรารถนาของพระองค์ที่แสดงออกมาว่าให้เราได้ตอบสนองความรักของพระองค์  เป็นเพียงเสียงสะท้อนที่มีอำนาจและใกล้ชิดเราถึงคำกล่าวในพระวรสารที่ว่า  “พระบิดาของเราทรงรักเราอย่างไร เราก็รักท่านทั้งหลายอย่างนั้น จงดำรงอยู่ในความรักของเราเถิด  ถ้าท่านปฏิบัติตามบทบัญญัติของเรา ท่านก็จะดำรงอยู่ในความรักของเรา”  (ยอห์น 15:9-10) เราจะอ่านตอนที่คัดมาจากประวัติของนักบุญมาร์การีตา มารีย์ ที่ท่านเขียนขึ้นเอง

การประจักษ์มาครั้งที่สำคัญสองครั้ง พระเยซูคริสตเจ้าได้พูดถึงความรักของพระองค์ที่มีต่อมนุษย์ และความรักนั้นไม่ได้รับความรักตอบ  และความรักของพระองค์นั้นหวังจะได้รับความรักตอบ)

ครึ่งหนึ่ง ขณะที่ตั้งศีลมหาสนิท… พระเยซูคริสตเจ้า พระอาจารย์ผู้อ่อนโยนของดิฉันทรงแสดงพระองค์แก่ดิฉัน พระองค์ทรงพระสิริรุ่งโรจน์ บาดแผลทั้งห้าของพระองค์เปล่งแสงรัศมีจ้าดุจดวงอาทิตย์  พระวรกายของพระองค์ปรากฏแสงสว่างไปรอบทิศ และในพระอุระของพระองค์เป็นดังชุมเพลิงที่เปิดออกเผยให้เห็นดวงพระทัยที่น่ารักที่สุดที่เป็นบ่อเกิดแห่งเปลวไฟนี้  แล้วพระองค์ได้ให้ดิฉันได้เข้าใจถึงการมหัศจรรย์แห่งความรักของพระองค์อันบริสุทธิ์เป็นที่ยิ่งและความรักอันมากมายที่พระองค์มีต่อมนุษย์ แต่ที่ซึ่งพระองค์ได้รับแต่ความอกตัญญูและการลบหลู่ดูหมิ่น   พระองค์ตรัสว่า  “เรารู้สึกมากเหลือเกิน  สิ่งที่เราได้รับทนทุกข์ในระหว่างมหาทรมานนั้น  (หากเราเห็นว่าคนบางคนจะตอบสนองความรักต่อเรา)  เราจะได้คิดถึงว่าเราได้กระทำอะไรเพื่อพวกเขาเลย  และเราคงอยากมีความทุกข์มากขั้นหากเป็นไปได้ แต่ว่าการตอบสนองที่เราได้รับอันเนื่องมาจากความปรารถนาที่เราจะช่วยพวกเขานั้นคือการปฏิเสธและปฏิบัติต่อเราด้วยการเมินเฉย  อย่างน้อยเจ้าจงให้เรามีความยินดีบ้างในการชดเชยความอกตัญญูเหล่านั้น”

อีกครั้งหนึ่งต่อหน้าศีลมหาสนิท ดิฉันได้รับเครื่องหมายพิเศษจากองค์พระผู้เป็นเจ้าอันแสดงถึงความรักของพระองค์  ดิฉันมีความรู้สึกปรารถนาอย่างร้อนแรงที่จะตอบสนองความรักของพระองค์ด้วยความรัก พระองค์ตรัสกับดิฉันว่า “เจ้าจะตอบสนองความรักต่อเราไม่ได้ดีกว่าสิ่งนี้คือ  จงกระทำในสิ่งที่เราได้ขอให้เจ้าทำบ่อย ๆ”  แล้วพระองค์ได้แสดงดวงพระทัยของพระองค์ให้ดิฉันเห็นแล้วตรัสว่า  “นี่คือดวงใจของเราที่ได้รักมนุษย์มากและไม่ได้สงวนอะไรไว้เลย  โดยยอมตายและเผาตนเอง  เพื่อจะได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความรักของเราที่มีต่อมนุษย์ และได้รับการตอบสนองจากคนจำนวนมากคือ  ความอกตัญญูอันเนื่องมาจากการขาดความเคารพและการทุราจาร  และการมีใจเย็นเฉยและการดูถูกดูหมิ่นต่อศีลแห่งความรักนี้ ที่เรารู้สึกมากที่สุดก็คือมาจากดวงใจที่ได้ยกถวายแด่เราแล้วก็ได้ปฏิบัติต่อเราเช่นกัน  ดังนั้น เราจึงขอให้เจ้าใช้วันศุกร์หลังจากวันฉลองพระคริสตกายานั้นเป็นวันฉลองพิเศษ เพื่อเป็นเกียรติแด่ดวงพระทัยของเรา  และให้รับศีล  มหาสนิทเพื่อชดเชยกับการที่เราไม่ได้รับเกียรติและได้รับการปฏิบัติอันไม่เหมาะสมในขณะที่เราอยู่ในรัศมีบนพระแท่น เราสัญญาว่าดวงหทัยของเราจะโปรดพระหรรษทานแห่งความรักยังทุกคนที่จะปฏิบัติตามที่ว่ามานี้  และช่วยให้ศีลมหาสนิทได้รับเกียรติอันเหมาะสม”

3.3 บทอ่านจาก “จดหมาย” ฉบับ 131, 132, 141
(ทำไมองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงอยากให้ดวงพระทัยของพระองค์ถูกแทงด้วยหอกบนเขากัลวารีโอ หลังจากนั้นถึงสิบหกศตวรรษ ทำไมพระองค์จึงแสดงดวงพระทัยของพระองค์แก่นักบุญมาร์การีตา มารีย์ ในการประจักษ์อันเร้นลับนี้

ทำไมพระองค์จึงทรงปรารถนาให้มีความศรัทธาและการให้เกียรติแด่พระหฤทัย ในสายพระเนตรของพระคริสตเจ้านั้น อะไรคือจุดมุ่งหมายและประโยชน์ของความศรัทธาต่อดวงพระทัยของพระองค์

คำตอบก็คือ จะใช้พระดำรัสของพระองค์ที่ตรัสแก่นักบุญมาร์การีตา  มารีย์ว่า ความศรัทธานี้จะอธิบายให้เห็นถึงความปรารถนาอันแรงกล้าของความรักของพระองค์ที่อยากจะแบ่งปันความรักนี้ให้  “ความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะจุดไฟแห่งความรักลงในใจของคนที่เย็นเฉยเป็นต้นคริสตชน” มีจุดมุ่งหมายเพื่อ  “ที่จะได้จัดตั้งพระราชัยแห่งความรักอันบริสุทธิ์ของพระองค์ลงในจิตใจของมนุษย์”  การทุ่มเทความรักนี้จะเป็นเสมือนการรื้อฟื้นการไถ่บาปของพระองค์ในวิญญาณของเรา  “ความรักที่ไถ่กู้” ดังที่พระองค์เองได้ตรัสและแสดงให้เห็นโดย 

“การได้รับพระหรรษทานอย่างเต็มที่สำหรับความรอดและความศักดิ์สิทธิ์”  เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์เองที่ได้เปิดเผยพระองค์แก่นักบุญมาร์การีตา มารีย์ และใช้คำพูดดังกล่าว  และนักบุญได้ย้ำแล้วย้ำอีก

พระหรรษทานแห่งความศักดิ์สิทธิ์ เพิ่มพูนความรักต่อพระองค์มากขึ้น เพิ่มพูนความสนิทสัมพันธ์กับพระองค์มากขึ้น  การเปลี่ยนแปลงตนเองให้เหมือนกับพระองค์มากขึ้น พระหรรษทานแห่งความรอดพ้นกลับใจมนุษย์ให้รักพระองค์ นำพวกเขาเข้าสู่พระราชัยแห่งความรักชั่วนิรันดรของพระองค์

แน่นอนว่า  ความศรัทธาต่อดวงพระหฤทัยของพระเยซูเจ้านั้นเพื่อให้เราได้เต็มไปด้วยความรักของพระองค์ สิ่งนี้แหละเป็นความตั้งใจของพระองค์ที่จะกระทำโดยผ่านความศรัทธาต่อดวงพระทัยของพระองค์ และเป็นคำสัญญาของพระองค์ว่าพระองค์จะประทานสิ่งนี้ให้แก่เรา

ข้อความตอนต่อไปที่คัดมาจากการบันทึกของนักบุญมาร์การีตา มารีย์ จะแสดงให้เห็นสิ่งนี้อย่างชัดเจน  เพื่อที่จะเข้าใจในข้อความเหล่านี้ได้ดี เราต้องเข้าใจว่าเมื่อพูดถึงพระหฤทัยนั้นมีความหมายว่าเป็นดวงพระทัยของพระเยซูเจ้า  หรือพระคริสตเจ้าพระองค์เองได้แสดงให้เห็นดวงใจของพระองค์)

ความศรัทธาภักดีต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้านี้จะช่วยยึดเหนี่ยววิญญาณมากมายจากความหายนะและช่วยให้เขาเข้าสู่ทางเอาตัวรอดได้  นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมพระองค์จึงมีความปรารถนามากมายนักให้เป็นที่รู้จักได้รับความรักและได้รับเกียรติจากมนุษย์  พระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้ความศรัทธานี้สร้างพระราชัยแห่งความรักอันบริสุทธิ์ของพระองค์ในดวงใจของเขาทั้งหลาย

สำหรับผู้ที่จะถวายตัวและถวายความจงรักภักดีต่อพระหฤทัยของพระองค์  เพื่อที่จะถวายแด่พระองค์ซึ่งความรักเกียรติและการนับถือเท่าที่สามารถจะรับได้นั้น พระองค์สัญญาว่าจะไม่ให้เขาไปสู่หายนะ และดวงพระทัยของพระองค์จะเป็นที่หลบภัยที่มั่นคงและปลอดภัยจากศัตรูร้ายของเขาทั้งมวล  และเหนือ  สิ่งอื่นใดก็คือในเวลาแห่งความตายมาถึงพระหฤทัยจะต้อนรับพวกเขาด้วยความรักให้เข้าสู่ความรอดพ้นเพื่อที่จะได้รับดังนี้พวกเขาต้องพยายามที่จะเพิ่มพูนความรักของพระองค์ในดวงใจ  เพื่อว่าดวงพระทัยอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของพระองค์จะช่วยให้เขาศักดิ์สิทธิ์ไปและให้เขายิ่งใหญ่ต่อหน้าพระบิดาเจ้าสวรรค์ ในเมื่อพระองค์เป็นบ่อเกิดของพระหรรษทานทุกประการ  พระองค์ก็จะประทานพระหรรษทานเหล่านั้นอย่างมากมายลงมาสู่ทุกสถานที่ที่รูปภาพของพระหฤทัยได้รับความเคารพ เพราะความรักของพระองค์เร่งเร้าให้พระองค์ประทานความมั่งคั่งอันเหลือที่จะนับได้ พระหรรษทานที่ช่วยให้บรรลุความศักดิ์สิทธิ์และพระพรนานาประการแก่วิญญาณที่มีน้ำใจดีเหล่านั้น  พระองค์แสวงหาคนที่มีดวงใจที่ว่าง  ไม่มีความรักตนอง  เพื่อจะประทานความปลอบประโลมอันอ่อนหวานแห่งความรักของพระองค์ เพื่อจะได้เปลี่ยนแปลงพวกเขาให้อยู่ในพระองค์อย่างสมบูรณ์

องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้แสดงให้ดิฉันได้เห็นว่าความศรัทธานี้เป็นความพยายามอันหนึ่งของความพยายามครั้งสุดท้ายแห่งความรักของพระองค์ที่มีต่อมนุษย์  เพื่อว่าในการให้แลเห็นเครื่องหมายพิเศษแห่งดวงพระทัยของพระองค์ที่ถูกแทงด้วยความรักเพื่อความรอดของเขา  พระองค์จะได้สามารถที่จะให้เขาได้รับความรอดอย่างแน่นอนได้  พระองค์จะไม่ปล่อยให้คนที่ถวายตัวแด่ดวงพระทัยของพระองค์แม้แต่คนเดียวเสียไปและที่เป็นเช่นนี้พระองค์จึงมีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้พระองค์เป็นที่รู้จัก รักและได้รับเกียรติโดยสิ่งที่ถูกสร้างทั้งหลาย และเพื่อพระองค์จะได้สามารถทำให้ความปรารถนาอันร้อนแรงแห่งความรักของพระองค์ได้สำเร็จไป และความรักนั้นจะได้ประทานพระหรรษทานอันอุดมให้เขาศักดิ์สิทธิ์ไปพร้อมทั้งพระหรรษทานมากมาย เพื่อจะได้รับเช่นนี้เขาต้องดำเนินชีวิตมั่นคงตามหลักเกณฑ์อันศักดิ์สิทธิ์ของ      พระองค์

“ทำไมดิฉันจึงไม่สามารถที่จะเล่าเรื่องทั้งหมดที่ดิฉันรู้เกี่ยวกับความศรัทธานี้แก่ทุกคนในโลก และเล่าเกี่ยวกับขุมทรัพย์แห่งพระหรรษทานที่พระเยซูคริสตเจ้าได้ซ่อนไว้ภายในดวงพระทัยของพระองค์ และตั้งใจที่จะประทานให้แก่บุคคลที่ปฏิบัติความศรัทธานี้อย่างจริงจังอย่างมากมายมหาศาลได้ ความมั่งคั่งแห่งพระหรรษทานอันไม่มีที่สิ้นสุดนี้  และพระพรต่าง ๆ ที่บรรจุอยู่ในดวงพระทัยของพระองค์นั้น……..ดิฉันไม่เคยทราบถึงความศรัทธาใดในเรื่องชีวิตภายในที่จะสามารถช่วยวิญญาณให้ขึ้นสู่ความศักดิ์สิทธิ์ได้รวดเร็วกว่าวิธีนี้ และทำให้บังเกิดความชื่นชมยินดีแห่งความหวานชื่นในการรับใช้พระเยซูคริสตเจ้าได้ ดิฉันกล้าพูดได้ว่าถ้าคนทั้งหลายได้รู้ว่าสิ่งนี้เป็นที่พอพระทัยของพระเยซูคริสตเจ้ามากเพียงไร  จะไม่มีคริสตชนแม้สักคนเดียว แม้ว่าเขาอาจมีความรักต่อพระองค์เพียงน้อยนิด  ถ้าทราบเขาก็จะปฏิบัติความศรัทธานี้ทันที

3.4 บทอ่านจาก “จดหมาย” ฉบับ 110
(ตามที่นักบุญมาร์การีตา มารีย์กล่าวว่า ความศรัทธาต่อดวงพระทัยของพระเยซูเจ้าประกอบด้วยชีวิตที่สนิทกับดวงพระทัยอย่างแน่นแฟ้นจนรู้สึกเหมือนที่ดวงพระทัยรู้สึก  มีความปรารถนาเช่นดวงพระทัย  มีความรักเช่นดวงพระทัย  ชีวิตแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกับดวงพระทัยของพระเยซูเจ้านี้แสดงว่าเราพยายามที่จะให้พระองค์ทรงพอพระทัยโดยทำทุกสิ่งที่พระองค์ปรารถนา  และทำให้พระเป็นเจ้าทรงพอ พระทัยโดยมอบถวายตัวของเราเองร่วมกับดวงพระทัยของพระเยซูทั้งความรัก  ความรู้สึก  ฤทธิ์กุศลและ  ผลบุญต่าง ๆ ของดวงพระทัยของพระบุตรของพระองค์

ชีวิตแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกับพระหฤทัยนี้เป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความรักและการชดเชยใช้โทษบาป และการปฏิบัติอะไรก็ตามที่นักบุญเสนอนั้น ท่านถือว่าเป็นการปฏิบัติอันเนื่องมาจากความรัก

เพื่อจะรักดวงพระทัยอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งที่ได้ทรงรักเราอย่างเหลือล้นนี้  และกระหายที่จะได้รับความรักตอบ  เพื่อให้ความรักของพระองค์ได้สนอบตอบด้วยความรัก  สำหรับนักบุญสิ่งนี้คือแก่นแท้ของความศรัทธานี้ ใครก็ตามที่เข้าใจในสิ่งนี้ เขาจะมีชีวิตอยู่ที่จะรักองค์พระผู้เป็นเจ้า และช่วยให้คนอื่นได้เข้ามารักพระองค์ด้วย  ความรักนี้จะหาทุกวิถีทาง  จะใช้วิธีการต่าง ๆ  เช่น  การภาวนา  กิจการต่าง ๆ หรือความทุกข์ทรมาน และในทุกสิ่งเหล่านี้จะมีความรักอยู่ด้วยเสมอ  ผลก็คือ อาศัยความรักวิญญาณที่ศรัทธาต่อพระหฤทัยจะดำเนินชีวิตของพระเยซูเจ้า และชีวิตของเขาก็จะเป็นชีวิตของพระเยซูเจ้าเอง

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะเห็นได้ชัดในบทอ่านต่อไปนี้ที่นักบุญได้เขียนถึงซิสเตอร์ท่านหนึ่งของคณะแม่พระเสด็จเยี่ยมเยียนที่อยู่ในอารามเมืองมูแลง)

เพื่อนที่รัก เวลานี้แหละเป็นเวลาที่จำเป็นสำหรับเราที่จะยอมให้ไฟแห่งความรักของดวงพระทัยของพระเยซูเจ้าพระสวามีที่น่ารักของเราได้เข้าครอบครองเราอย่างเต็มที่ และไม่ให้เราออกมาจากเตาไฟนี้ไปอีกเลย และหลังจากที่ดวงใจอันมีบาปมลทินของเราได้อยู่ในไฟแห่งความรักอันบริสุทธิ์ของพระองค์แล้ว เราก็จะได้มีดวงใจใหม่ที่จะทำให้เราดำเนินชีวิตแบบใหม่ทั้งหมด  ทั้งความคิดและความผูกพันในแบบใหม่  และให้เราได้ทำกิจการต่าง ๆ ด้วยดวงใจแบบใหม่ที่บริสุทธิ์และด้วยความร้อนรน

จะไม่มีอะไรเหลือเป็นของตนเองอีกต่อไป และดวงพระทัยของพระเยซูเจ้าจะเข้ามาแทนที่ใน     ดวงใจของเราอย่างเต็มที่จนกระทั่งเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเองที่ดำเนินชีวิตและปฏิบัติงานในเราและเพื่อเรา      เจตน์จำนงของเรา ถูกพระองค์ครอบคลุมอย่างสมบูรณ์ เพื่อว่าพระองค์จะสามารถที่จะทำอะไรในตัวเราได้โดยไม่มี

สิ่งใดขัดขวาง  ความผูกพันและความรู้สึกนึกคิดและความปรารถนาของดวงพระทัยของพระเยซูเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรักของพระองค์ต้องแทนที่ความรักของเรา แล้วนั้นความรักของพระองค์ที่จะรักพระองค์เองในตัวของเราและเพื่อเรา  แล้วดวงพระทัยที่น่ารักนี้จะทำทุกสิ่งเพื่อเราในทุกสิ่ง และเราจะสามารถที่จะพูดเช่นเดียวกับนักบุญเปาโลว่า ไม่ใช่เราที่มีชีวิตอยู่  แต่เป็นพระคริสตเจ้าที่ดำรงชีวิตอยู่ในตัวเรา

ดังนั้นให้เรารักพระองค์  เป็นความรักต่อวิญญาณของเรา  เพราะเป็นพระองค์ที่ได้ทรงรักเราก่อน และพระองค์ได้ทรงรักเราอย่างแรงกล้าในปัจจุบันจนพระองค์ถูกเผาด้วยไฟรักนี้ในศีลมหาสนิทอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เราต้องการมากกว่าหมดในการที่จะเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ก็คือมีความรักต่อศีลมหาสนิทนี้ซึ่งเป็น           ผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย มีใครหรือที่จะขัดขวางเรามิให้เป็นนักบุญได้ เพราะว่าเรามีจิตใจที่จะรักและมีร่างกายที่จะได้รับการทรมานมิใช่หรือ

3.5 บทอ่านจากหนังสือ “ชีวประวัติ” ข้อ 57, 107-108 
(มีครั้งหนึ่งก่อนมหาพรต  องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงปรากฎแก่นักบุญมาร์การีตา มารีย์ พระองค์เต็มไปด้วยบาดแผล  เลือดไหล  พระองค์ตรัสด้วยความโศกเศร้าว่า “จงดูว่าเราอยู่ในสภาพอย่างไรที่คนบาปได้กระทำต่อเรา จะมีใครบ้างไหมที่เห็นใจและสงสารเราและร่วมส่วนความทรมานกับเรา”

อีกครั้งหนึ่ง  พระองค์ได้บ่นต่อท่านว่ามนุษย์นั้นคิดถึงแต่หาความสนุกสนานเพลิดเพลินและละทิ้งพระองค์ให้อยู่คนเดียว  พระองค์ขอร้องให้ท่านได้อยู่เป็นเพื่อนบนกางเขนและบรรเทาใจพระองค์ ความทรมานที่คนบาปได้ทำต่อดวงพระทัยของพระองค์

อีกครั้งหนึ่งพระองค์ประจักษ์แก่ท่าน  ทรงมงกุฎหนามแหลม 19 อัน และตรัสกับท่านว่า พระองค์มาหาท่านเพื่อที่จะช่วยถอนหนามเหล่านั้นออก หนามเหล่านั้นเป็นนักบวชผู้หนึ่งได้กระทำผิดโดยความจองหอง ท่านได้ถามองค์พระผู้เป็นเจ้าว่าจะทำอย่างไรจึงจะถอนหนามนั้นออกได้ พระเยซูเจ้าตอบว่า “โดยการปฏิบัติกิจการที่แสดงความสุภาพมาก ๆ”

สิ่งทั้งหมดนี้เป็นภาพแห่งสัญลักษณ์ แสดงให้เห็นได้โดยชัดแจ้งถึงความคิดในพระคัมภีร์ ในเพลงสดุดีที่ 69  ที่กล่าวถึงพระแมสสิยาห์ และได้แสดงออกมาเป็นคำพูดว่า  “เราได้แสวงหาคนที่สงสารเราแต่ก็ไม่มี  เราหาคนที่จะบรรเทาใจเราแต่ก็ไม่พบ”

ภาพเร้นลับที่องค์พระผู้เป็นเจ้าประจักษ์แก่นักบุญมาร์การีตา มารีย์  ทำให้เราเข้าใจอย่างชัดเจนว่าบาปของเรานั้นได้ทำให้พระเยซูคริสตเจ้าได้รับความทุกข์ทรมาน ความรักและความใจกว้างของเราจะเป็นเหตุแห่งความชื่นชมยินดีและความบรรเทาใจแด่พระองค์
สิ่งนี้มิใช่เป็นเพียงอารมณ์อันเลื่อนลอย  แต่เป็นการปฏิบัติชีวิตภายในแบบคริสตชนอย่างบริสุทธิ์แท้จริงที่สุด  นี่แหละเป็นสิ่งที่นักบุญอิกญาซีโอผู้เป็นทหาร ได้กล่าวถึงในแบบฝึกหัดชีวิตภายในของท่านว่า “โศกเศร้ากับพระคริสต์ในความเศร้า เจ็บปวดกับพระคริสต์ในความเจ็บปวด”

เป็นความจริงที่ว่าพระคริสตเจ้าขุ่นเคืองพระทัยในบาปที่ได้กระทำ  พระองค์เสียความรักและพระองค์จะไม่ได้เสียความรักหากเรารักพระองค์มากขึ้น สิ่งนี้เรียกว่าการชดเชยบาป เราชดเชยความรักของพระองค์ที่ได้เสียไป  ด้วยความรักและความใจกว้างของเราให้มากขึ้น  การชดเชยใช้โทษบาปนี้มิใช่เป็นดอกไม้แห่งความรักหรือ  เป็นรูปแบบของความรักที่ละเอียดอ่อนที่สุดมิใช่หรือ)

องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้แสดงพระองค์ต่อดิฉันและตรัสว่า “จงอย่ากลัวเลยและจงตั้งใจฟังคำของเราสิ่งที่เราต้องการจากเจ้า เพื่อเจ้าจะได้มีจิตใจที่พร้อมเพื่อจะได้ทำงานของเราให้สำเร็จไป สิ่งแรกก็คือให้เจ้าได้เข้ามารับเราในศีลมหาสนิทบ่อยครั้งเท่าที่ความนบนอบอนุญาต ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเหตุให้เจ้าต้องพลีกรรมและมีจิตใจสุภาพเพียงไร เจ้าจงถือว่ามันเป็นเครื่องแสดงความรักของเรา
“นอกนั้นเจ้ายังต้องรับศีลในวันศุกร์ต้นเดือนทุกเดือน  และในคืนวันพฤหัสต่อวันศุกร์เราจะให้เจ้าได้มีส่วนในความเศร้าในจิตใจของเรา เมื่อเราได้มีความรู้สึกขณะที่เราอยู่ในสวนมะกอก และความเศร้านี้เจ้าไม่อาจจะเข้าใจได้และจะทำให้เจ้ามีความทุกข์ทรมานมากกว่าที่จะรับทรมานเพราะความตายเสียอีก และเพื่อที่จะได้เป็นเพื่อนเราในการภาวนาอันต่ำต้อยเมื่อเราได้ภาวนาต่อพระบิดาของเรา ในท่ามกลางความทุกข์ระทม  เจ้าจะต้องตื่นอยู่ระหว่าง 11 นาฬิกาถึงเที่ยงคืน และคุกเข่าอยู่กับเราสักชั่วโมงหนึ่ง  ไม่ใช่เพียงแต่วิงวอนขอพระเมตตาจากความโกรธของพระเจ้าสำหรับคนบาปเท่านั้น  แต่เพื่อทำให้ความขมขื่นของเราบรรเทา ลงบ้างเมื่อเรารู้สึกว่าบรรดาสานุศิษย์ได้ทอดทิ้งเรา ซึ่งทำให้เราตรัสพ้อต่อว่าพวกเขาไม่สามารถที่จะตื่นอยู่กับเราแม้เพียงชั่วโมงเดียว  ในชั่วโมงนั้นเจ้าจะทำตามที่เราจะบอกเจ้า

ครั้งหนึ่งขณะที่ดิฉันได้เข้าไปที่โต๊ะศักดิ์สิทธิ์  แผ่นศีลได้ปรากฏต่อหน้ามีแสงสว่างเหมือนแสงอาทิตย์  ส่องแสงเจิดจ้าจนดิฉันมิอาจทนได้ ในท่ามกลางนั้นดิฉันได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าถือมงกุฎหนามและพระองค์ได้วางลงบนศีรษะของดิฉัน  ภายหลังจากที่ดิฉันได้รับพระองค์แล้ว  พระองค์ตรัสว่า  “จงรับมงกุฎนี้ไว้เถิดลูก เป็นเครื่องหมายของสิ่งที่เราจะมอบแก่เจ้าในภายหลังเพื่อจะให้เจ้าเป็นเหมือนเรา”

ดิฉันมิได้เข้าใจในพระวาจาของพระองค์ในตอนนั้น แต่ว่าความทุกข์ทรมานที่ดิฉันได้รับในภายหลังทำให้เข้าใจชัดเจน หลังจากนั้นแล้วดิฉันรู้สึกเหมือนกับว่าศีรษะล้อมรอบไปด้วยหนามแหลมที่ทิ่มตำทำให้เจ็บปวดอย่างสาหัส…แต่ดิฉันรู้สึกเป็นหนี้พระคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ด้วยมงกุฎหนามนี้มากกว่าถ้าพระองค์ได้ประทานของขวัญที่มีค่าด้วยเพชรพลอยของกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และรู้สึกยิ่งขึ้นอีกเพราะว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถพรากมันไปจากดิฉันได้  และมันทำให้ดิฉันมีความสุขที่สุดจนไม่สามารถที่จะหลับได้และได้สนทนากับบุคคลที่เป็นที่รักแต่ผู้เดียวของดิฉัน  ดิฉันรู้สึกว่าไม่สามารถนอนลงบนเตียงได้  เหมือนกับองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ดีของดิฉันไม่อาจพิงพระเศียรของพระองค์บนกางเขนได้ สิ่งนี้เป็นสาเหตุแห่งความชื่นชมยินดีและความบรรเทาของดิฉันที่เห็นว่าตนเองเป็นเช่นนี้และเป็นเหมือนพระองค์ในบางส่วน พระองค์ทรงมีพระประสงค์แบบนั้นโดยการรับทุกข์  และในการร่วมมีส่วนในบุญกุศลที่พระองค์ได้รับในการสวมมงกุฎหนาม ดิฉันควรจะวิงวอนขอพระเป็นเจ้าพระบิดาของพระองค์ การกลับใจของคนบาป  และความสุภาพถ่อมตัวของคนที่จองหอง  ซึ่งความหยิ่งจองหองนั้นได้ทำเคืองพระทัยเป็นอย่างยิ่งและทำให้พระองค์ได้รับบาดแผลอันยิ่งใหญ่

อีกครั้งหนึ่งในระหว่างการเฉลิมฉลองคือประมาณห้าอาทิตย์ก่อนถึงวันพุธรับเถ้า  องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ประจักษ์มาหลังที่ได้รับศีลมหาสนิทแล้ว พระองค์ปรากฏเหมือนกับว่าเพิ่งถูกเฆี่ยน และถูกสวมมงกุฎหนาม แบกกางเขน  เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยถูกเฆี่ยน  พระโลหิตของพระองค์ไหลออกทั่วกาย พระองค์ตรัสด้วยความเศร้าและความทรมานใจว่า  “ไม่มีใครสักคนเดียวหรือที่จะสงสารเรา และร่วมส่วนกับความทุกข์ของเราในสภาพเช่นนี้ที่คนบาปได้กระทำต่อเรา   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานี้ ดิฉันจึงได้กราบลงต่อหน้าพระบาทของพระองค์ด้วยน้ำตาและการร่ำไห้ ถวายตัวแด่พระองค์ ยอมรับกางเขนที่แสนหนักนั้นบนบ่า ซึ่งมีตะปูตอกเต็มไปหมด ดิฉันรู้สึกหนักอึ้งด้วยความหนักของกางเขนแล้ว ดิฉันจึงได้เข้าใจความหนักและความชั่วร้ายของบาป จนกระทั่งบังเกิดความหวาดหวั่นรู้สึกว่าอยากจะกระโดดลงไปอยู่ในไฟนรกสักพันครั้งยังดีกว่าที่จะทำบาปด้วยความรู้ตัวแม้แต่หนเดียว ดิฉันร้องออกมาว่า “โอบาปที่น่าสาปแช่งเจ้าช่างน่าชังนี่เสียกระไรที่ได้กระทำให้องค์ความดีอันหาขอบเขตมิได้ของดิฉันได้รับบาดแผลเช่นนี้” องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราจึงได้ให้ดิฉันเข้าใจว่าไม่เป็นเพียงพอที่จะแบกกางเขนเท่านั้น แต่ดิฉันต้องผูกพันตนเองกับกางเขนพร้อมกับพระองค์ เพื่อที่จะเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ของพระองค์ โดยการร่วมส่วนในความทุกข์ การถูกเหยียดหยาม การดูถูกและการอัปยศต่าง ๆ เหล่านั้นที่พระองค์เป็นผู้รับเคราะห์ เป็นเหยื่อของความโหดร้ายเหล่านั้น

3.6 บทอ่านจาก “จดหมาย” ฉบับ 48, 54, 132, 122

(สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 12 ในพระสมณสาสน์ เรื่องพระหฤทัยของพระคริสตเจ้านั้นได้กล่าวถึง การเปิดเผยข้อเร้นลับที่พระสวามีเจ้าแสดงให้นักบุญมาร์การีตามารีย์ได้ทราบ พระองค์ตรัสว่า “การไขแสดงที่ท่านักบุญมาร์การีตามารีย์ ทราบนั้นไม่ได้ ให้ข้อความเชื่อคาทอลิกใหม่ แต่ความสำคัญของการไขแสดงนั้นอยู่ที่ว่าพระคริสตเจ้าพระสวามีเจ้าของเราได้แสดงให้เห็นดวงพระทัยของพระองค์และปรารถนาลักษณะพิเศษที่จะให้มนุษย์ได้รำพึงและนมัสการข้อเร้นลับของความรักพระเจ้า ที่ทรงมีพระทัยเมตตากรุณาต่อเราอย่างล้นเหลือ ด้วยการแสดงอย่างพิเศษนี้พระคริสตเจ้าได้แสดงพระทัยของพระองค์อย่างเด่นชัดและในพระดำรัสของพระองค์ที่ช้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ดึงดูดมนุษย์ให้รู้จักและยอมรับความรักของพระองค์ และในขณะเดียวกันพระองค์ตั้งแต่ดวงหทัยเป็นเครื่องหมายและคำสัญญาแห่งความเมตตาและพระหรรษทานสำหรับความต้องการของพระศาสนจักรในเวลานี้

จากคำกล่าวนี้ เราแลเห็นชัดเจนว่าความศรัทธาต่อดวงพระทัยของพระเยซูเจ้า ที่นักบุญมาร์การีตา มารีย์ได้เขียนไว้ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ล้าสมัยแต่เป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสมัยนี้

ข้อความต่อไปนี้เป็นข้อความที่คัดจากการเขียนของนักบุญมาร์การีตา มารีย์หลายตอน ข้อเขียนนี้พระศาสนจักรได้เลือกมาและให้พระสงฆ์อ่านในบทภาวนาในวันฉลองของนักบุญ)

ดิฉันรู้สึกว่าพระสวามีเจ้ามีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้ดวงพระทัยของพระองค์ได้รับเกียรติอย่างเป็นพิเศษ เพื่อว่าพระองค์จะได้รื้อฟื้นใหม่ภายในวิญญาณผลของการไถ่บาปของพระองค์

พระหฤทัยอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนี้เป็นท่อธารแห่งความเมตตากรุณาอันหาที่สุดมิได้ ไม่ได้แสวงหาสิ่งใดอื่นนอกจากจะโปรดความเมตตาต่อคนที่มีจิตใจสุภาพถ่อมตน จิตใจที่ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ติดใจในสิ่งใด ๆ พร้อมสรรพที่จะพลีตนเองเพื่อเป็นที่พอพระทัยของพระองค์เท่านั้น

ดวงพระทัยของพระเจ้านี้เป็นน้ำพุที่ไม่รู้จักเหือดแห้งของลำธารสามสายที่ไหลตลอดเวลา ลำธารสายที่หนึ่งเป็นลำธารแห่งความเมตตากรุณาที่ไหลมาสู่คนบาปและทำให้จิตใจเป็นทุกข์กลับใจ ลำธารสายที่สองเป็นลำธารแห่งความรักที่ช่วยคนที่มีความต้องการ โดนเฉพาะอย่างยิ่งคนที่พยายามบรรลุถึงความศักดิ์สิทธิ์ ลำธารสายที่สามเป็นลำธารแห่งความรักและความสว่างสำหรับมิตรที่ดีที่พระองค์ปรารถนาที่จะใกล้ชิดสนิทกับพระองค์ เพื่อที่จะติดต่อให้พวกเขาเข้าใจในพระองค์และความต้องการของพระองค์ เพื่อพวกเขาจะได้มอบถวายแด่พระองค์อย่างสมบูรณ์ เพื่อพระเกียรติมงคลของพระองค์

ดวงพระทับของพระเจ้าเป็นห้วงเหวแห่งความดีงามทุกประการที่ซึ่งคนยากจนจะได้รับซึ่งความจำเป็น เป็นห้วงเหวแห่งความชื่นชมยินดี เราอาจโยนความทุกข์ทั้งหมดของเราได้ เป็นห้วงเหวของความสุภาพเพื่อ

ความจองหอง เป็นห้วงเหวแห่งความเมตตากรุณาสำหรับคนที่มีความทุกข์ ห้วงเหวแห่งความรักซึ่งเราอาจโยนความทุกข์ยากต่าง ๆ ได้

ในทุกสิ่งที่ท่านกระทำ จงร่วมสนิทกับพระทัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์พระสวามีเยซูคริสตเจ้า ในตอนเริ่มของกิจการให้มีความประสงค์ของพระองค์เป็นของท่านเอง ในตอนสุดท้ายให้ถวายผลบุญแห่งพระทัยเป็นที่พอใจ ตัวอย่างเช่น ท่านไม่สามารถทำอะไรได้ในเวลาภาวนาหรือจงมีความพอใจด้วยการถวายคำภาวนาที่พระผู้ไถ่ของเราได้ภาวนาเพื่อเราในศีลมหาสนิทบนพระแท่น ถวายผลบุญกุศลเป็นการชดเชยต่อความเฉื่อยชาของตน และในทุกกิจการภาวนาว่า “พระเจ้าของข้าพระองค์” ข้าพระองค์ปรารถนาจะทำสิ่งนี้หรือทนสิ่งนี้ในพระหฤทัยของพระบุตรของพระองค์ตามพระประสงค์ของพระฤทัย ข้าพระองค์ขอถวายเพื่อเป็นการชดเชยต่อบาปและความผิดบกพร่องต่าง ๆ ของข้าพระองค์” และในสิ่งอื่นด้วยเช่นกัน เมื่อมีความทุกข์ ความอ่อนแอหรือการที่ต้องพลีตนเองมาถึง ให้ภาวนาว่า “จงรับสิ่งที่ดวงพระทัยของพระเยซูเจ้าส่งมาให้เพื่อที่จะทำให้เจ้าเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์”
 

จงพยายามที่จะรักษาความสงบภายในจิตใจ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ล้ำค่ามากกว่าทรัพย์สมบัติอื่น ๆ และหนทางที่จะรักษาความสงบในจิตใจคือการไม่มีน้ำใจเป็นของตนแต่ให้นำน้ำพระทัยของพระหฤทัยมาใส่แทนที่ในใจของเราและให้พระองค์ตั้งความปรารถนาสำหรับเราว่าอะไรก็ตามที่จะเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระองค์ให้มากที่สุด ให้พอใจที่จะยอมรับและมอบตนไว้กับพระองค์

3.7 บทอ่านจาก “จดหมาย” ฉบับ 28
(นักบุญมาร์การีตา มารีย์ได้ย้ำเสมอถึงการถวายตัวเราแด่พระหฤทัยของพระเยซูเจ้า และจากคำพูดของท่านเราเห็นได้ว่าท่านเรียนรู้จากพระสวามีเจ้าเองที่พระองค์ได้ทรงติดต่อกับท่าน
 

ท่านได้เขียนถึงผู้ใหญ่ในอดีตคนหนึ่ง คุณแม่ เดอโซเมส ว่า “ว่าท่านจะกระทำสิ่งหนึ่งเป็นที่พอพระทัยของดวงพระหฤทัยที่สุดถ้าท่านมอบถวายดวงใจของท่านทั้งสิ้น เพื่อจะมอบความรักเกียรติและสิริมงคล แด่พระองค์เท่าท่านสามารถ”

ท่านเขียนถึงซิสเตอร์ เดอ ลา บาร์ฌ ว่า “ จงมอบถวายชีวิตทั้งหมดของท่านเป็นเครื่องบูชาแด่พระทัยอันเปี่ยมรักของพระเยซูเจ้า เพื่อว่าพระองค์จะได้ใช้ตามที่พระองค์ปรารถนา ตามปรกติพระองค์จะขอสิ่งนี้จากมิตรที่สนิทของพระองค์”

ท่านเขียนถึงน้องชายของท่านที่เป็นพระสงฆ์ว่า “ฉันรู้สึกว่าไม่มีหนทางใดที่สั้นกว่าที่จะบรรลุถึงความศักดิ์สิทธิ์ได้ไม่มีหนทางใดที่อาจบรรลุความรอดได้แน่นอนกว่าการมอบถวายตนเองแด่ดวงพระหฤทัยอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อที่จะมอบถวายความรัก เกียรติและสิริมงคลเท่าที่เราสามารถถวายได้”

การถวายตนแด่พระหฤทัยของพระเยซูเจ้าเป็นการถวายทั้งหมดที่เรามอบตนเองแด่พระเยซูเจ้าแต่เราถวายในนามของความรักของพระองค์ภายใต้สัญลักษณ์แห่งดวงพระทัยของพระองค์ ความรักของพระคริสตเจ้าที่ทรงมีต่อเรา บังคับเราให้ตอบสนองด้วยความรักและเพื่อจะได้เตือนเราถึงเรื่องนี้ที่พระองค์ได้แสดงดวงพระทัยของพระองค์แก่นักบุญ นี่เป็นความรักของพระคริสตเจ้า และดวงพระทัยของพระองค์ที่ถูกแทงด้วยหอกดลใจเราให้แสดงความรักโดยการมอบถวายตนเอง เป็นการถวายความรักของเราแด่พระองค์)

“ถ้าท่านต้องการเพื่อจะดำเนินชีวิตเพื่อพระคริสตเจ้าอย่างแท้จริงและเพื่อที่จะบรรลุความสมบูรณ์ที่พระองค์ปรารถนาให้ท่านเป็น ท่านต้องถวายตัวของท่านอย่างสิ้นเชิงแด่พระองค์และทุกสิ่งที่ท่านมีโดยไม่สงวนไว้เลย เพื่อว่าท่านจะได้ไม่มีความปรารถนาอะไรอื่นอีกนอกจากน้ำพระทัยของพระองค์ที่น่ารักไม่รักสิ่งใดนอกจากสิ่งที่พระองค์ทรงรัก”

จงปฏิบัติตามที่พระองค์ประทานแสงสว่างให้ท่านทราบ และไม่ทำอะไรโดยมิได้ขอคำแนะนำและความช่วยเหลือจากพระองค์ให้ถวายเกียรติมงคลแด่พระองค์ในทุกสิ่ง ขอบพระคุณพระองค์ในการงานของท่านที่ล้มเหลวเช่นเดียวกับที่ได้บรรลุความสำเร็จ จงพอใจในทุกสิ่งโดยไม่มีความห่วงกังวล ถ้าหากว่าดวงพระทัยของพระเยซูเจ้ามีความสุขได้รับความรักและได้รับเกียรติแล้ว ก็เป็นการพอเพียงสำหรับเรา

“ถ้าท่านปรารถนาที่จะเป็นคนหนึ่งในจำนวนมิตรสหายของพระองค์ ท่านต้องถวายบูชาตัวของท่านเองแด่พระองค์ในวันศุกร์ต้นเดือนหลังรับศีล ถวายตัวของท่านทั้งครบแด่ดวงพระทัยของพระองค์ เพื่อมอบความรักเกียรติและการสดุดีแด่พระองค์และปฏิบัติทั้งหมดนี้ตามวิถีทางที่พระองค์ทรงใจท่าน”

หลังจากที่ท่านได้ปฏิบัติแล้ว ท่านไม่คิดถึงตัวท่านอย่างอื่นนอกจากท่านเป็นของพระองค์และขึ้นกับพระหฤทัยของพีระสวามีเจ้าเท่านั้น ท่านต้องเข้ามาพึ่งพระทัยในทุกสิ่งที่จำเป็นและให้พระทัยของพระองค์เป็นที่พำนักของท่าน พระหฤทัยจะทดแทนความบกพร่องในกิจการต่าง ๆ ของท่านและจะทำให้กิจการดีนั้นศักดิ์สิทธิ์ไป ถ้าท่านได้ยอมสนิทกับทุกสิ่งที่พระทัยของพระองค์มุ่งหมายไว้”
“พระเยซูเจ้ามีแผนการยิ่งใหญ่สำหรับท่าน พระองค์จะได้รับเกียรติมงคลอย่างมากโดยผ่านทางท่าน ถ้าท่านยอมให้พระองค์กระทำท่านตามที่พระองค์ทรงมีพระประสงค์

3.8 บทอ่านจากหนังสือ “ชีวประวัติและข้อเขียน” เล่มที่ 2  
(ในการตั้งศีลมหาสนิท พระคริสตเจ้าได้ทำให้เห็นความยิ่งใหญ่แห่งความรักสามประการคือ ในศีลมหาสนิทนี้พระองค์ประทับอยู่กับเราทั้งกลางวันและกลางคืนจนสิ้นพิภพ พระองค์ทรงรื้อฟื้นการบูชาที่พระองค์ถวายแด่พระเจ้าอยู่ทุกวันและในทุกสถานที่เพื่อความรอดของโลก พระองค์ประทานพระองค์เองเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงวิญญาณเราโดยมาประทับในสภาวะพระเจ้าแท้และมนุษย์แท้ในดวงใจของเรา

นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมศีลมหาสนิทซึ่งเป็นเครื่องบูชาและศีลแห่งความรักจึงมีความเชื่อมโยงกับพระหฤทัยของพระองค์อย่างใกล้ชิด พระสันตะปาปาปอลที่ 6 ได้ทรงเรียกศีลมหาสนิทว่าเป็นพระพรยิ่งใหญ่ที่สุดของพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าและเน้นเรื่องศีลมหาสนิทในความศรัทธาภักดีนี้ ความเกี่ยวข้องระหว่างศีลมหาสนิทและความศรัทธาภักดีต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าเป็นสิ่งที่รับรองอย่างมหัศจรรย์ในการบันทึกของนักบุญมาร์การีตา มารีย์

ในการประจักษ์ครั้งที่สำคัญสามครั้งองค์พระผู้เป็นเจ้าได้แสดงดวงพระทัยของพระองค์ให้แก่ท่านนักบุญ ได้เกิดขึ้นขณะที่มีการตั้งศีลมหาสนิทบนพระแท่น และการปฏิบัติที่แสดงความจงรักภักดีที่พระองค์ทรงสั่งสอนคือให้กระทำต่อหน้าศีลมหาสนิทและโดยทางศีลมหาสนิท (รับศีลบ่อย ๆ การใช้โทษบาป)

การประจักษ์ในเดือนมิถุนายน 1675 ที่ได้มีชื่อว่าการประจักษ์ครั้งยิ่งใหญ่นั้น สวามีเจ้าได้แสดงดวงพระทัยของพระองค์มิได้ตรัสพร้อต่อว่าเกี่ยวกับการอกตัญญูของมนุษย์ทั่ว ๆ ไป แต่พระองค์ได้บ่นถึงความอกตัญญู ที่มนุษย์ได้มีต่อศีลมหาสนิท พระองค์ตรัสถึงบาปชนิดเดียวที่ทำร้ายพระองค์มากกว่าหมด คือการไม่เคารพต่อศีลมหาสนิท  

เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าขอให้มีวันฉลองเป็นเกียรติแด่ดวงพระทัยของพระองค์ พระองค์ต้องการให้มีการขอขมาโทษอย่างพิเศษสำหรับความอกตัญญูที่พระองค์ได้รับในศีลมหาสนิท การฉลองนี้จึงให้มีหลังวันฉลองพระคริสตวรกาย

สำหรับนักบุญมาร์การีตา มารีย์นั้นชีวิตของท่านอยู่ในศีลมหาสนิท “ความชื่นชมยินดียิ่งใหญ่ของดิฉันคือการได้อยู่ต่อหน้าพระองค์ในศีลมหาสนิท ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งความรักของดิฉัน” ท่านนักบุญได้ขอคำแนะนำจากองค์พระผู้เป็นเจ้าในศีลมหาสนิทสำหรับแผนการต่าง ๆ ของท่านเสมอ เป็นต้นสิ่งที่ท่านจะต้องตัดสินหรือให้คำตอบที่สำคัญต่าง ๆ

ครั้งหนึ่งผู้ใหญ่ของท่านได้ให้ท่านทำสิ่งหนึ่งที่ทำความลำบากให้แก่ท่านมาก ท่านก็พยายามที่จะปฏิบัติตามแต่มีความกล้าไม่พอ ท่านนักบุญเล่าว่า “ดิฉันจึงไปอยู่ต่อหน้าศีลมหาสนิทที่ซึ่งเป็นที่พักพิงสำหรับฉัน ดิฉันได้อยู่ที่นั่น วิงวอนขอกำลังที่จะเอาชนะตัวเอง และพระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิทได้ทรงช่วยท่านให้มีกำลังในการชนะความรู้สึกเกลียดในสิ่งนั้นได้   บทอ่านต่อไปนี้คัดมาจากหลายตอนด้วยกันจากบันทึกของท่านนักบุญ สิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสถึงศีลมหาสนิท)

โอกาสหนึ่งที่ดิฉันอยู่ต่อหน้าศีลมหาสนิท  ดิฉันได้รับเครื่องหมายแห่งความรักของพระองค์ พระองค์ได้แสดงดวงพระทัยของพระองค์ให้เห็นและตรัสว่า  “ดวงใจนี้แหละที่รักมนุษย์มากนักหนาและไม่ได้เก็บอะไรไว้เลย แม้กระทั่งความตายและการยอมพลีตนเองเพื่อจะพิสูจน์ให้เห็นความรักของเรา แต่เราได้รับตอบด้วยความอกตัญญูของคนเป็นจำนวนมาก  ด้วยการขาดความเคารพและการทุรจาร ด้วยใจที่เย็นเฉยและการดูหมิ่นที่แสดงต่อศีลมหาสนิท  ดังนั้นเราจึงขอให้เจ้าฉลองเป็นเกียรติแด่ดวงใจของเราเป็นพิเศษในวันศุกร์หลังวันฉลองพระคริสตกายา โดยทำการชดเชยใช้โทษบาป เพื่อที่จะชดเชยต่อการที่พระองค์ไม่ได้รับการคารวะในขณะที่พระองค์อยู่ในรัศมีบนพระแท่น”

ความศักดิ์สิทธิ์แห่งความรักเป็นสาเหตุให้เกิดความทุกข์อันยิ่งใหญ่ ความทุกข์เหล่านี้ประกอบขึ้นมาจากความอกตัญญูของดวงใจจำนวนมากมายที่ไม่ได้ตอบสนองความรักอันเร่าร้อนของพระเยซูคริสตเจ้าในศีลแห่งความรัก  สิ่งที่ทำให้ดิฉันรู้สึกเป็นทุกข์มากที่สุดคือพระวาจาที่พระองค์ตรัสขณะที่ชี้ให้เห็นถึงดวงพระทัยของพระองค์ว่า  “เรากระหาย  และถูกเผาไปด้วยไฟแห่งความกระหายที่จะได้รับความรักจากมนุษย์ในศีลมหาสนิท  และความกระหายนี้ที่เผาผลาญดวงใจของเรา เราไม่พบใครเลยที่พยายามทำตามความต้องการของเรา  เพื่อจะได้ดับความกระหายนี้โดยตอบความรักของเรา”

ในระหว่างเข้าเงียบปี ค.ศ. 1678 องค์พระผู้เป็นเจ้าได้แสดงให้ดิฉันทราบว่า  “เราอยากให้ดวงใจของเจ้าเป็นที่พำนักของเรา ที่ซึ่งเราจะเข้าไปพบความบรรเทาเมื่อคนบาปได้เบียดเบียนเรา และขับไล่เราจากดวงใจของเขาเหล่านั้น  เจ้าจงรับเราในศีลมหาสนิทและให้เราอยู่ในบัลลังก์แห่งดวงใจของเจ้า  เจ้าจงกราบนมัสการเราและถวายเราแด่พระบิดาเจ้าเพื่อจะได้ดับพระพิโรธของพระองค์ และนำพระพรแห่งความเมตตาในการอภัยให้แก่พวกเขา”

ครั้งหนึ่งหลังจากรับศีลมหาสนิท พระผู้ไถ่ของดิฉันได้แสดงพระองค์ให้เห็น ในลักษณะที่เต็มไปด้วยแผลที่ฉีกขาด  ไม่เป็นรูปร่างและตรัสว่า “เราไม่พบใครเลยที่เต็มใจให้ที่แก่เราพักผ่อนในความทรมานและความทุกข์ที่เราได้รับ…” ดิฉันจึงได้ถวายดวงใจแด่พระองค์ให้เป็นที่พักพิงบางครั้งความทุกข์ของดิฉันใหญ่หลวงยิ่งนักเหมือนกับว่าถึงตายเป็นพัน ๆ ครั้งถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากพระหฤทัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิท นอกจากนั้นแล้วชีวิตของดิฉันไม่มีความสนุกสนาน ความชื่นชมยินดีและความบรรเทาใจเลย