หน้าหลักเช็คเมลล์ติดต่อเราสมุดเยี่ยมลิงค์คาทอลิกแผนผังเวบไซด์

ค้นหาข้อมูล :

ที่มา :  บทความจาก คณะภคินีพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าแห่งกรุงเทพฯ  www.shb.or.th

พระหฤทัย มิติเชิงเทววิทยา 1 | พระหฤทัย มิติเชิงเทววิทยา 2 | พระหฤทัย มิติเชิงเทววิทยา 3

ประวัติความเป็นมาของชีวิตจิตที่ยึดพระหฤทัยเป็นศูนย์กลาง (1)

คณะนักบวชและองค์การหลายสถาบันในพระศาสนจักร ดำเนินชีวิตจิตที่ยึดพระหฤทัยเป็นศูนย์กลาง เพราะพระหฤทัยเป็นเครื่องหมายและบ่อเกิดของพระหรรษทาน และพระพรของพระจิตเจ้า  จึงสมควรอย่างยิ่งที่เราคริสตชนที่จะมาศึกษาประวัติความเป็นมาของชีวิตจิตที่ยึดพระหฤทัยเป็นศูนย์กลาง แม้โดยสังเขป เพื่อจะเข้าใจเอกลักษณ์และความสำคัญของการดำเนินชีวิตจิตเช่นนี้

ธรรมล้ำลึกของพระคริสตเจ้าพระผู้ไถ่ เป็นศูนย์กลางของคริสตศาสนา
ความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า เช่นเดียวกับแบบอื่นๆของการดำเนินชีวิตจิตของคริสตชน มีพื้นฐานและศูนย์กลางในธรรมล้ำลึกของพระคริสตเจ้า พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดพ้น แต่ความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าเพ่งพินิจธรรมล้ำลึกแห่งความรักของพระองค์ต่อพระบิดาเจ้า (ยน 14:31) และต่อมนุษย์เรา (อฟ 5:2. 25; กท 2:20)

ข้อมูลทางพันธสัญญาใหม่ที่มักจะอ้างเพื่อสนับสนุนความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้ามี 3 ประการดังต่อไปนี้

•คำสรรเสริญของพระเยซูเจ้าด้วยความยินดี (มธ 11:25-30) พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์ว่ามีพระทัยอ่อนโยนและสุภาพถ่อมตน นักบุญมัทธิวบันทึกเรื่องนี้เพื่อบรรดาสานุศิษย์เลียนแบบอย่างของพระองค์

•ทหารแทงด้านข้างพระวรกายของพระเยซูเจ้า (ยน 19:31-37) นักบุญยอห์นเล่าว่า เมื่อทหารแทงด้านข้างพระวรกายของพระเยซูเจ้า พระโลหิตและน้ำไหลออกมาทันที และสรุปโดยอ้างคำทำนายของประกาศกเศคาริยาห์ที่ว่า “เขาทั้งหลายจะมองดูผู้ที่เขาได้แทง” ข้อความนี้ต้องการสอนว่า พระเยซูเจ้าทรงเป็นลูกแกะที่ถูกประหารเป็นบูชาจริงๆ สำหรับความรอดพ้นของมนุษย์ และการถวายบูชาของพระเยซูเจ้าเป็นบ่อเกิดแห่งพระหรรษทานอันอุดมสำหรับมนุษย์ทุกคน “เมื่อเราจะถูกยกขึ้นจากแผ่นดิน เราจะดึงดูดทุกคนเข้ามาหาเรา” (ยน 12:32)

• ข้อความต่างๆในพันธสัญญาใหม่ที่บรรยายว่า งานกอบกู้ของพระคริสตเจ้ามีความรักเป็นแรงจูงใจ  ความรักของพระบิดาเจ้าผู้ทรงส่งพระบุตรมาในโลก เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดพ้น “พระเจ้าทรงรักโลกอย่างมาก จึงได้ประทานพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระองค์” (ยน 3:16) และความรักของพระเยซูเจ้าต่อพระบิดาและต่อมนุษย์เรา ดังที่มีบันทึกไว้หลายครั้งในพันธสัญญาใหม่ (เทียบ ยน 14:31; กท 2:20; รม 5:5ฯ; อฟ 5:2; 5:25 ฯลฯ)
 
พระคริสตเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพ และทรงพระสิริรุ่งโรจน์
น่าสังเกตว่า ตลอดสหัสวรรษแรก พระศาสนจักรมักจะใช้แสงสว่างแห่งการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูเจ้าเพ่งพินิจธรรมล้ำลึกแห่งไม้กางเขน รวมทั้งธรรมล้ำลึกด้านข้างพระวรกายของพระผู้ไถ่ที่ถูกแทง  ดังนั้น ชีวิตจิตที่ตามมาก็เป็นจิตตารมณ์ที่แสดงความชื่นชมยินดี มองดูความรุ่งโรจน์ของพระคริสตเจ้า เทิดทูนพระอานุภาพและความยิ่งใหญ่แห่งความรักของพระเจ้า ที่พระเยซูเจ้าผู้ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนทรงสำแดงให้เห็นอย่างชัดเจนด้วยพระวาจาและกิจการของ พระองค์ คริสตชนจึงเรียกการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้าว่า เป็นความตายอย่างรุ่งโรจน์

ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว คริสตชนยึดมั่นในคำสอนของพันธสัญญาใหม่ที่เสนอธรรมล้ำลึกแห่งไม้กางเขนว่าพระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์อย่างเป็น “มรณสักขี” เพราะเป็นพยานถึงความรักสูงสุด “ไม่มีใครมีความรักยิ่งใหญ่กว่าการสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหาย” (ยน 15:13) พระศาสนจักรไม่ได้มองการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสตเจ้าในแง่ที่เป็นเหตุร้ายที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น ซึ่งทำให้เราเกิดความสงสารและร่วมทุกข์กับพระองค์ แต่เป็น “เหตุการณ์ที่นำความรอดพ้น” ที่เราจะต้องทำการเฉลิมฉลองและมีส่วนร่วม เพราะเป็นเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่น่าพิศวง เป็นผลงานที่แสดงพระปรีชาญาณและพระอานุภาพของพระเจ้า และเป็นการเปิดเผยอย่างสูงส่งถึงความรักของพระองค์

ทัศนะดังกล่าวนี้ชัดเจนในพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์นซึ่งคิดว่า การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสตเจ้าและการที่พระองค์ทรงรับพระสิริรุ่งโรจน์จากพระบิดาเป็นธรรมล้ำลึกเดียวกัน คำปราศรัยของนักบุญเปโตรในหนังสือกิจการอัครสาวกก็แสดงความคิดเดียวกันว่า พระคริสตเจ้าผู้สิ้นพระชนม์นั้นทรงกลับคืนพระชนมชีพ และพระบิดาเจ้าทรงแต่งตั้งพระองค์ให้เป็น “องค์พระผู้เป็นเจ้าและพระคริสตเจ้า” (กจ 2:38) นี่คือข่าวดีที่ท่านประกาศ นักบุญเปาโลก็เช่นกัน ประกาศว่า พระคริสตเจ้า “ทรงชีวิตและประทานชีวิต” (1คร 15:45) หนังสือวิวรณ์มองพระเยซูเจ้าว่า “ทรงเป็นเจ้านายแห่งเจ้านายทั้งหลาย ทรงเป็นกษัตริย์แห่งกษัตริย์ทั้งหลาย” (วว 17:14)

ศิลปะการวาดรูปของคริสตชนในศตวรรษแรกๆรับรองความจริงนี้ ในวัดโบราณมักจะพบรูปโมเสคของพระคริสตเจ้าผู้ทรงรุ่งเรืองและทรงพลานุภาพ (Pantocrator) และไม้กางเขนตั้งประดิษฐานไว้ในที่สูงและประดับประดาอย่างสวยงามโดยไม่มีรูปของพระเยซูเจ้าถูกตรึงไว้บนไม้กางเขน ในอุโมงค์คาทาคอมส์ เราพบรูปวาดของพระเยซูเจ้า “ผู้เลี้ยงแกะที่ดี” น่าสังเกตว่า เราไม่พบภาพวาดสักรูปเดียวของพระเยซูเจ้าผู้ทรงรับทรมานบนไม้กางเขนเลย ก่อนคริสตศตวรรษที่ 8

ด้านข้างพระวรกายที่ถูกแทง เป็นบ่อเกิดของพระหรรษทาน
ในข้อเขียนของบรรดาปิตาจารย์ เราไม่พบความสำคัญของ “ดวงใจ” ในฐานะที่เป็นเครื่องหมายตามธรรมชาติของความรัก แต่เราพบการอ้างถึงข้อความใน ยน 19:37 เรื่องด้านข้างพระวรกายที่ถูกแทง พระโลหิตและน้ำ ไหลออกมาจากด้านข้างพระวรกายของพระเยซูเจ้า บรรดาปิตาจารย์ตีความของเหตุการณ์นี้ ตามแนวข้อเขียนของนักบุญยอห์น คือเป็นเหตุการณ์ที่เปิดเผยความจริงและเป็นเหตุการณ์ที่นำความรอดพ้นแก่มนุษย์

พระโลหิตและน้ำไหลออกมาจากด้านข้างพระวรกายของพระเยซูคริสตเจ้า น้ำเป็นเครื่องเตือนใจบรรดาปิตาจารย์ให้ระลึกถึงศีลล้างบาป พร้อมกับพระพรของพระจิตเจ้า พระโลหิตสำหรับเขาเป็นเครื่องหมายของศีลมหาสนิท แล้วเขายังใช้กฎเกณฑ์การเปรียบเทียบอธิบายว่า นางเอวามารดาของผู้มีชิวิตทั้งหลาย ถูกสร้างขึ้นมาจากซี่โครงด้านข้างของอาดัมฉันใด อาศัยศีลศักดิ์สิทธิ์ พระศาสนจักรมารดาของผู้มีความเชื่อทั้งหลาย ก็เกิดมาจากด้านข้างพระวรกายของพระคริสตเจ้าที่ถูกแทงฉันนั้น

ขออ้างความคิดของบรรดาปิตาจารย์บางคนเกี่ยวกับเรื่องนี้

ออริเจน (+254) “
เมื่อพระคริสตเจ้าทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน พระองค์ทรงบันดาลให้ตาน้ำแห่งพันธสัญญาใหม่ไหลพรั่งพรูออกมา…ถ้าพระองค์ไม่ทรงถูกแทง ถ้าน้ำและพระโลหิตไม่ไหลออกมาจากด้านข้างพระวรกาย เราทุกคนจะกระหายน้ำแห่งพระวาจาของพระเจ้า”

นักบุญเอปีฟานิอุส (+403) “องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงถูกยกขึ้นบนไม้กางเขน ทรงเปิดเผยประวัติศาสตร์แห่งความรอดพ้นทั้งหมด ในเหตุการณ์เดียวนี้ คือโดยมีน้ำและพระโลหิตไหลออกมาจากด้านพระวรกายที่ถูกแทง”

นักบุญยอห์น ครีโซสตม (+407) “เมื่อพระคริสตเจ้าสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนแล้ว ทหารคนหนึ่ง… น้ำนั้นเป็นสัญลักษณ์หมายถึง ศีลล้างบาป และพระโลหิตเป็นสัญลักษณ์ของศีลมหาสนิท… ดังนั้นพระคริสตเจ้าทรงปั้นพระศาสนจักรจากด้านข้างพระวรกายของพระองค์ ดังที่นางเอวาถูกสร้างขึ้นมาจากซี่โครงด้านข้างของอาดัม พระคริสตเจ้าประทานพระโลหิตและน้ำที่ไหลออกมาจากด้านข้างพระวรกายของพระองค์แก่เราเพื่อสร้างพระศาสนจักร…อย่าเดินผ่านธรรมล้ำลึกนี้ไปเฉยๆ”

นักบุญอัมโบรส (+397) “จงดื่มจากพระคริสตเจ้า เพราะพระองค์ทรงเป็นศิลาที่น้ำไหลพุ่งออกมา จงดื่มจากพระคริสตเจ้า เพราะพระองค์ทรงเป็นบ่อเกิดแห่งชีวิต จงดื่มจากพระคริสตเจ้าเพราะพระองค์ทรงเป็นสันติ จงดื่มจากพระคริสตเจ้าเพราะลำธารน้ำที่ให้ชีวิตไหลออกมาจากด้านข้างพระวรกายของพระองค์”

บางครั้ง บรรดาปิตาจารย์ได้นำภาษาสัญลักษณ์นี้เข้ามาร่วมกับภาพของพระเยซูเจ้าทรงเป็นลูกแกะของพระเจ้า ผู้ทรงถูกประหาร แต่ทรงกลับคืนพระชนมชีพอย่างรุ่งเรืองประทับนั่งบนพระบัลลังก์  และลำธารน้ำที่ให้ชีวิตไหลออกมาจากพระบัลลังก์นั้น ทั้งหนังสือพิธีกรรม และเอกสารของสภาสังคายนาวาติกันที่ 2 ยังใช้ภาษาสัญลักษณ์และภาพนี้อยู่ (พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ 5)
------------------------------------------------------
เอกสารประกอบคำสอนของบรรดานักบุญเรื่องพระหฤทัยศักสิทธิ์ของพระเยซูเจ้า

ก. นักบุญยอห์น คริสโซสโตม (347-407)
•จากหนังสือ “คำอธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์น” (85)
“วันนั้นเป็นวันเตรียมฉลอง พวกชาวยิวไม่ต้องการให้ศพค้างอยู่บนไม้กางเขนในวันสับบาโต เพราะวันสับบาโตวันนั้นเป็นวันฉลองยิ่งใหญ่  เขาจึงขอต่อปีลาตให้ทุบขาผู้ที่ถูกตรึง” (ยน 19:31)

บรรดาทหารจึงทุบขาคนทั้งสองคนที่ถูกตรึงพร้อมกับพระเยซูเจ้า แต่เขาไม่ได้ทุบขาของพระองค์ เขาใช้หอกแทงด้านข้างพระวรกายพระองค์ เป็นการสบประมาทพระศพ ช่างเป็นการกระทำที่เลวทรามและน่าเกลียดเหลือเกิน เพื่อนเอ๋ย อย่าให้การกระทำเช่นนี้ทำให้ท่านโกรธหรือเศร้าโศกไปเลย เพราะสิ่งที่เขาได้กระทำด้วยเจตนาร้ายนั้นได้ทำให้เขาเป็นผู้ป้องกันความจริง เขาทำให้คำพยากรณ์ที่มีบันทึกไว้ในพระคัมภีร์เป็นความจริงที่ว่า “ เขาทั้งหลายจะมองดูผู้ที่เขาแทง”
 เท่านี้ยังไม่พอ การกระทำน่าอับอายนี้กลับเป็นพยานปรักปรำผู้ที่ไม่มีความเชื่อ แม้ผู้ที่ในภายหลังไม่มีความเชื่อในการกลับเป็นคืนพระชนมชีพของพระคริสตเจ้า เช่นโทมัสและคนอื่นมากมายเหมือนกับเขาที่ไม่ยอมเชื่อ

นอกจากนั้น ธรรมล้ำลึกน่าพิศวงก็เป็นความจริง “โลหิตและน้ำก็ไหลออกมาทันที” มิใช่โดยบังเอิญหรือไม่เจตนาที่พุทั้งสองนี้ออกมาในขณะนั้น แต่เพราะพระโลหิตและน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของพระศาสนจักร ผู้ที่ได้เข้าร่วมพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ก็เข้าใจความจริงข้อนี้ดี คือผู้ที่เกิดใหม่ด้วยน้ำแห่งศีลล้างบาปและผู้ที่ได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้า ธรรมล้ำลึกทั้งหมดของคริสตชนได้รับประสิทธิผลจากบ่อเกิดนี้ ดังนั้นเมื่อท่านทั้งหลายดื่มจากถ้วยนี้ท่านจงมั่นใจว่าท่านดื่มพระโลหิตประเสริฐยิ่งซึ่งไหลออกมาจากด้านข้างพระวรกายของพระคริสตเจ้า
“ผู้ที่ได้เห็นก็เป็นพยาน คำพยานของเขาน่าเชื่อถือ” หมายความว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้ยินเรื่องนี้จากผู้อื่นแต่ได้เห็นกับตาตนเอง คำพยานของข้าพเจ้าก็เป็นความจริง” ใช่แล้ว...

ผู้นิพนธ์พระวรสารยืนยันเช่นนี้ เพื่อกล่าวล่วงหน้าถึงธรรมล้ำลึกของคริสตชนและดึงสนใจมายังพระพรมากมายที่ซ่อนเร้นในธรรมล้ำลึกนั้น เขาจึงเล่าอย่างละเอียดถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น เขายังบอกเราว่าเวลานั้นคำพยากรณ์ที่ว่า “กระดูกของเขาจะไม่หักเพียงชิ้นเดียว” ก็เป็นความจริงแม้ผู้เขียนคำเหล่านี้ในสมัยก่อนหมายถึงลูกแกะปาสกาของชาวยิว ลูกแกะปาสกายังเป็นรูปแบบของความเป็นจริงที่สำเร็จลุล่วงไปอย่างสมบูรณ์ในพระคริสตเจ้าผู้ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน ด้วยเหตุนี้ นักบุญยอห์นเรียกคำเหล่านี้ว่าเป็นคำพยานของประกาศก นักบุญยอห์นตระหนักดีว่า คนทั่วไปคงไม่เชื่อคำพยานของตน เขาจึงอ้างถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ของโมเสส เพื่อเราจะเข้าใจว่า เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับพระคริสตเจ้าที่เนินกัลวารีโอนั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นเหตุการณ์ที่พระเจ้าทรงรู้ล่วงหน้าและทรงดลใจให้เขียนตั้งแต่เวลานานมาแล้วว่า “กระดูกของเขาจะไม่หักแม้เพียงชิ้นเดียว”

นักบุญยอห์นมีความเชื่อในประกาศกยิ่งใหญ่ผู้นี้ จึงได้เสริมความคิดที่ว่า “ข้าพเจ้าเขียนสิ่งนี้ไว้เพื่อท่านจะได้เชื่อ กล่าวคือท่านจะได้ความเข้าใจว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างรูปแบบกับความเป็นจริงในธรรมล้ำลึกของคริสตชน

•จากหนังสือ “คำสอนคริสตชนสำรอง” (3:13-16)
ท่านทั้งหลายอยากรู้พระอานุภาพแห่งพระโลหิตของพระคริสตเจ้าไหม ให้เราย้อนไปอ่านเรื่องเล่าที่เขียนไว้เกี่ยวกับเหตุการณ์เกิดขึ้นในประเทศอียิปต์ พระโลหิตของพระคริสตเจ้ามีรูปแบบล่วงหน้าให้เห็นแล้วอยู่ที่นั่น 

โมเสสกล่าวว่า “จงฆ่าลูกแกะที่ไม่มีตำหนิตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชา แล้วพรมเลือดของสัตว์นั้นที่กรอบประตู” ข้อความนี้หมายถึงอะไร เลือดแกะที่ไม่มีสติปัญญาช่วยมนุษย์ที่กรอปสติปัญญาได้หรือไม่ โมเสสตอบว่า “ได้” เพราะไม่ใช่เลือดสัตว์ที่ช่วยให้รอดพ้น แต่เพราะเลือดนั้นเป็นรูปแบบของพระโลหิตพระคริสตเจ้าจึงช่วยให้รอดพ้นได้ ดังนั้น ทุกวันนี้ ถ้าปีศาจไม่เห็นรูปแบบ คือเลือดสัตว์ที่กรอบประตู มันก็เห็นความเป็นจริง คือพระโลหิตของพระเยซูเจ้าบนริมฝีปากของคริสตชน ริมฝีปากเปรียบเสมือนกรอบประตูพระวิหารของพระคริสตเจ้า ดังนั้น ปีศาจจะต้องถอยจากคริสตชนอย่างแน่นอน

ท่านอยากรู้ว่าบ่อเกิดแห่งพลังของพระโลหิตนี้มาจากไหนอีกไหม จงดูว่าพระโลหิตไหลออกมาจากที่ใด ไหลออกจากไม้กางเขนตรงไหน พระโลหิตออกมาจากด้านข้างพระวรกายของพระอาจารย์เจ้า พระวรสารเล่าว่าเมื่อพระคริสตเจ้าสิ้นพระชนม์และยังทรงแขวนอยู่บนไม้กางเขน ทหารคนหนึ่งเดินเข้าใกล้ และได้ใช้หอกแทงด้านข้างพระวรกาย น้ำและพระโลหิตก็ไหลออกมาทันที น้ำเป็นสัญลักษณ์ของศีลล้างบาป พระโลหิตเป็นสัญลักษณ์ของศีลมหาสนิท ทหารคนนั้นจึงได้แทงด้านข้างพระวรกายของพระองค์ เขาพังกำแพงของพระวิหารศักดิ์สิทธิ์ ค้นพบกับทรัพย์สมบัติมหาศาลและได้ร่ำรวย

“จากด้านข้างพระวรกายของพระองค์ น้ำและโลหิตหลั่งไหลออกมา” พี่น้องที่รัก จงอย่ามองข้ามความลับแห่งธรรมล้ำลึกนี้โดยไม่ได้พิจารณาไตร่ตรอง ข้าพเจ้าจะอธิบายความหมายเร้นลับของเหตุการณ์นี้อีกนัยหนึ่ง ข้าพเจ้ากล่าวว่า น้ำและพระโลหิตเป็นสัญลักษณ์ของศีลล้างบาปและศีลมหาสนิท จากสองสิ่งนี้แหละที่พระศาสนจักรได้ถูกสร้างขึ้นจากการล้างแห่งการเกิดใหม่และการฟื้นฟูใหม่ เดชะพระจิตเจ้า ข้าพเจ้าหมายถึงศีลล้างบาปและศีลมหาสนิทที่ไหลออกมาจากด้านข้างพระวรกายของพระองค์ จากด้านข้างพระวรกายนี้แหละพระศาสนจักรได้ถูกสร้างขึ้นเช่นเดียวกับนางเอวาถูกสร้างขึ้นจากสีข้างของอาดัม

นักบุญเปาโลได้ยืนยันถึงข้อนี้ เมื่อเขากล่าวว่า “เราเป็นส่วนแห่งพระกายของพระองค์(อฟ 5:30) เขาก็หมายความว่า เราเป็นเช่นนี้จากด้านข้างพระวรกายของพระองค์ ในอดีต พระเจ้าทรงเอากระดูกซี่โครงออกมาจากสีข้างของอาดัมและทรงสร้างหญิงฉันใด พระคริสตเจ้าประทานโลหิตและน้ำออกมาจากด้านข้างพระวรกายของพระองค์และทรงสร้างพระศาสนจักรฉันนั้น เมื่อครั้งนั้นพระเจ้าได้ทรงเอาซี่โครงของอาดัมในขณะที่เขาหลับฉันใด พระคริสตเจ้าประทานพระโลหิตและน้ำในขณะที่บรรทมหลับในความตายฉันนั้น

ท่านทั้งหลายเห็นไหมว่า พระคริสตเจ้าทรงชิดสนิทกับเจ้าสาวของพระองค์อย่างไร ท่านเห็นไหมว่าพระองค์ทรงนำอาหารใดมาเลี้ยงเราทุกคน เราถูกสร้างและได้รับการเลี้ยงดูจากอาหารเดียวกัน มารดาเลี้ยงดูลูกด้วยเลือดและน้ำนมของตนฉันใด พระคริสตเจ้าทรงเลี้ยงดูผู้ที่พระองค์ทรงให้กำเนิดด้วยพระโลหิตอยู่เสมอฉันนั้น (จากคำสอน 3 :13-19)

ข. นักบุญออกัสติน (354-430)
ก่อนเราจะอ่านข้อความจากบทเทศน์นักบุญออกัสตินเรื่องด้านข้างพระวรกายที่ถูกแทงของพระเยซูเจ้า เราควรทำความเข้าใจถึงประวัติการเป็นมาของคารวะกิจต่อพระหฤทัย คารวะกิจต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้านั้นมิได้เริ่มขึ้นทันทีทันใดในพระศาสนจักรและไม่ได้เริ่มเพราะว่าบุคคลไดบุคคลหนึ่งได้รับการเปิดเผยเป็นการส่วนตัว แต่มีกำเนิดบนภูเขากัลป์วารีโอนั่นเอง เมื่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าถูกทหารใช้หอกแทง คริสตชนสมัยแรกมองดูพระเยซูคริสตเจ้าผู้ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนด้วยความเคารพสักการะ และรำพึงถึงบาดแผลของพระองค์ด้วยความรัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบาดแผลที่ด้านข้างพระวรกายของพระองค์ ต่อมามนุษย์เคารพสักการะพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าโดยตรงและสิ่งที่คริสตชนสมัยแรกกล่าวถึงบาดแผลที่ด้านข้างพระวรกายก็กลับมาประยุกต์ใช้กับพระหฤทัย

ความคิดที่คริสตชนสมัยแรกชอบมาก ซึ่งเป็นความคิดที่ทั้งบรรดาปิตาจารย์และนักเขียนของพระศาสนจักรใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ พระศาสนจักรถือกำเนิดมาจากบาดแผลด้านข้างพระวรกายที่ถูกแทงของพระเยซูเจ้า ผู้ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน บรรดาปิตาจารย์เข้าใจว่าพระโลหิตและน้ำไหลออกมาจากบาดแผลนี้ฉันใด พระหรรษทานต่างๆ ที่พระเยซูเจ้าประทานแก่เราก็ไหลออกมาจากท่อธารเดียวกันนี้ฉันนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศีลล้างบาปและศีลมหาสนิท

แต่พระหรรษทานเหล่านี้รวมทั้งทรัพย์สมบัติฝ่ายจิตทั้งหมดที่พระเยซูเจ้าส่งมอบแก่เราโดยการสิ้นพระชนม์ที่นำความรอดพ้น ก็รวบรวมไว้ในพระศาสนจักร นอกนั้นพระศาสนจักรมีกำเนิดและได้รับการชุบเลี้ยงด้วยศีลล้างบาปและศีลมหาสนิท ศีลล้างบาปให้พระศาสนจักรบังเกิดสมาชิก ส่วนศีลมหาสนิทเลี้ยงดูเขา ทำให้เขาเจริญเติบโตในชีวิตของพระเจ้า ดังนั้นเป็นธรรมดาที่คริสตชนสมัยแรกจึงเห็นว่าพระศาสนจักรเกิดมาจากด้านข้างพระวรกายของพระเยซูเจ้า

ทีละเล็กทีละน้อยคริสตชนได้มองเห็นพระหฤทัยของพระคริสตเจ้าในบาดแผลที่ด้านข้างพระวรกายของพระองค์ และเห็นว่า พระหฤทัยเป็นต้นกำเนิดของพระศาสนจักร โดยแท้จริงแล้ว พระศาสนจักรเป็นของประทานยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งพระหฤทัยที่ถูกแทงของพระพระเยซูเจ้ามอบให้ พระศาสนจักรถูกสร้างด้วยอำนาจของพระโลหิตที่หลั่งไหลมาจากพระหฤทัยของพระผู้ไถ่

บัดนี้ให้เรามาฟังคำสอนของนักบุญออกัสตินที่กล่าวถึงการกำเนิดพระศาสนจักร ตอนแรกเขากล่าวว่าศีลศักดิ์สิทธิ์มาจากด้านข้างพระวรกายที่ถูกแทงของพระเยซูเจ้า ศีลศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ประทานชีวิตที่แท้จริงแก่เราคือชีวิตพระหรรษทาน ประตูในเรือของโนอาห์เป็นรูปแบบของบาดแผลที่ด้านข้างพระวรกายของพระคริสตเจ้า มนุษย์ทุกคนต้องเข้าไปทางบาดแผลนี้เพื่อจะได้รับความรอดพ้น

นางเอวา หญิงคนแรก ได้เกิดมาจากซี่โครงของอาดัมซึ่งกำลังนอนหลับอยู่ฉันใด นางเอวาที่สองคือพระศาสนจักรซึ่งเป็นเจ้าสาวของพระคริสตเจ้าก็เกิดจากด้านข้างพระวรกายของพระองค์ผู้บรรทมหลับในความตายบนใม้กางเขนฉันนั้น พระศาสนจักรเกิดจากด้านข้างพระวรกายของพระคริสตเจ้า

•จากหนังสือ “อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์น” (120, 2-3)
“เมื่อทหารมาถึงพระเยซูเจ้าก็เห็นว่าพระองค์สิ้นพระชนม์แล้วจึงมิได้ทุบขาของพระองค์ แต่ทหารคนหนึ่งใช้หอกเปิดด้านข้างพระวรกายของพระองค์ โลหิตและน้ำก็ไหลออกมาจากบาดแผลนั้นทันที” ผู้นิพนพระวรสารใช้คำที่สำคัญมากคำหนึ่งคือ “เปิด” เขาไม่ได้กล่าวว่า “ทหารคนหนึ่งใช้หอกตีหรือทำให้ด้านข้างพระวรกายเป็นแผล” หรือใช้คำอื่นในความหมายเดียวกัน แต่เขาใช้คำว่า “เปิด” ด้านข้างพระวรกายของพระองค์ เขาใช้คำนี้เพื่อแสดงชัดว่า ประตูที่นำไปสู่ชีวิตก็ถูกเปิด ศีลศักดิ์สิทธิ์ของพระศาสนจักรถือกำเนิดจากประตูนี้ ปราศจากประตูนี้เราไม่อาจเข้าถึงชีวิตที่เป็นชีวิตแท้จริงเพียงชีวิตเดียว

เราพบรูปแบบของการเปิดด้านข้างพระวรกายของพระคริสตเจ้าบนไม้กางเขน ในเรื่องพระเจ้าทรงสั่งให้โนอาห์ทำประตูด้านข้างเรือ เพื่อสัตว์ทั้งหลายจะได้เข้าทางประตูนั้นและเอาชีวิตรอดจากการถูกน้ำวินาศ สัตว์เหล่านี้ทั้งหมดที่เอาตัวรอดในเรือก็รูปแบบของพระศาสนจักร

เรายังพบรูปแบบของการเปิดด้านข้างพระวรกายของพระคริสตเจ้า ในเรื่องพระเจ้าทรงสร้างหญิงคนแรกจากซี่โครงด้านข้างของมนุษย์คนแรกผู้นอนหลับอยู่ หญิงคนนั้นได้ชื่อว่า “ชีวิต” และเป็นมารดาของผู้มีชีวิตทั้งหลาย  โดยแท้จริงแล้ว ก่อนภัยพิบัติยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้น นางเป็นรูปแบบล่วงหน้าของพระพรยิ่งใหญ่ที่มนุษย์จะได้รับในภายหน้าอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้น อาดัมคนที่สองบนกางเขนจึงก้มพระเศียรและบรรทมหลับในความตาย เพื่อว่า จากการบรรทมหลับของพระองค์ เจ้าสาวของพระองค์จะถูกสร้างและออกมาจากด้านข้างพระวรกายที่ถูกแทงขณะที่พระองค์บรรทมหลับ นี่คือความตายที่ทำให้บรรดาผู้ตายจะกลับคืนชีพ มีอะไรที่สามารถจะชำระล้างให้บริสุทธิ์มากกว่าโลหิตนี้เทียวหรือ มีอะไรที่สามารถประทานชีวิตมากกว่าบาดแผลถึงตายนี้เทียวหรือ

ผู้นิพนธ์พระวรสารกล่าวถึงเหตุการณ์สองประการที่เกิดขึ้น โดยอ้างข้อความจากพระคัมภีร์สองข้อ เหตุการณ์แรกที่เขาพูดถึงคือ “เมื่อทหารมาถึงพระเยซูเจ้าก็เห็นว่าพระองค์สิ้นพระชนม์แล้วจึงมิได้ทุบขาของพระองค์” เกี่ยวกับเหตุการณ์แรกนี้ เขาอ้างข้อความจากพระคัมภีร์ต่อไปนี้ “กระดูกของเขาจะไม่หัก” นี่เป็นข้อกำหนดสำหรับชาวยิวในพันธสัญญาเดิมที่ต้องฉลองปัสกาโดยฆ่าบูชาลูกแกะตัวหนึ่ง การบูชานี้เป็นรูปแบบล่วงหน้าของการรับทรมานของพระคริสตเจ้า ดังนั้นพันธสัญญาใหม่เขียนไว้ว่า “ พระคริสตเจ้า องค์ปัสกาของเราถูกฆ่าบูชาแล้ว” (1คร:5-7)

ผู้นิพนธ์พระวรสารยังเสริมอีกประโยคหนึ่งว่า “ทหารคนหนึ่งใช้หอกเปิดด้านข้างพระวรกายของพระองค์” เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่สองนี้ เขาอ้างข้อความอีกข้อหนึ่งจากพระคัมภีร์ว่า “เขาทั้งหลายจะมองดูผู้ที่เขาแทง” ข้อความนี้บันทึกพระสัญญาว่า พระคริสตเจ้าจะเสด็จมาอีกในพระวรกายที่ถูกตรึงบนไม้กางเขน

ความเลื่อมใสศรัทธาเชิงเพ่งพินิจภาวนาของบรรดาผู้เข้าฌาน (Mystics)
นอกเหนือจากการไตร่ตรองทางเทววิทยาของบรรดาปิตาจารย์   ซึ่งมองด้านข้างพระวรกายที่ถูกแทงว่าเป็นบ่อเกิดของพระหรรษทานและพระพรของพระจิตเจ้านั้น คริสตชนเริ่มทีละเล็กทีละน้อยรำพึงถึงธรรมล้ำลึกนี้อย่างเพ่งพินิจภาวนามากยิ่งขึ้นจนเป็นเรื่องธรรมดาในสมัยกลาง โดยเฉพาะสำหรับผู้ดำเนินชีวิตใกล้ชิดกับพระเจ้าจนเข้าฌาน

เราพบหลักฐานการเริ่มต้นเพ่งพินิจภาวนาดังกล่าวนี้ในข้อเขียนของนักบุญออกัสติน 2 ครั้ง คือ
ก. ในบทเทศน์อธิบายพระวรสารของนักบุญยอห์น บทที่19
ท่านเขียนไว้ว่า “ผู้ประพันธ์พระวรสารได้ใช้คำที่สำคัญมาก ท่านไม่ได้กล่าวว่า ‘ทหารได้ตีด้านพระวรกาย’ หรือ ‘ทำให้ด้านข้างพระวรกายเป็นแผล’ หรือใช้สำนวนอื่นๆ แต่ท่านได้ใช้คำว่า ‘เปิดด้านข้างพระวรกายของพระองค์’ท่านได้ใช้คำว่า ‘เปิด’ เพื่อชี้ให้เห็นชัดว่าประตูแห่งชีวิตถูกเปิดออก ศีลศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ของพระศาสนจักรได้ถือกำเนิดมาจากประตูแห่งชีวิตนี้ และปราศจากศีลศักดิ์สิทธิ์ เราทั้งหลาไม่อาจเข้าถึงชีวิต ซึ่งเป็นชีวิตที่แท้จริงเพียงชีวิตเดียวเท่านั้น”

ข.   ในบทเทศน์อีกบทหนึ่ง นักบุญออกัสตินเขียนไว้ว่า “พระคริสตเจ้าทรงเป็นประตู ประตูบานนี้ถูกเปิดให้ท่าน เมื่อด้านข้างพระวรกายของพระองค์ถูกหอกแทง จงระลึกว่า   สิ่งใดออกจากด้านข้างพระวรกาย และจงเลือกทางนี้เพื่อท่านจะเข้าไปได้”

คำเหล่านี้ของนักบุญออกัสตินรวมทั้งคำเชื้อเชิญจากพระวรสารที่ว่า “เขาทั้งหลายจะมองดูผู้ที่เขาได้แทง” (ยน 19:37)  ประทับใจผู้ดำเนินชีวิตใกล้ชิดกับพระเจ้าจนเข้าฌานจำนวนมากในสมัยกลาง เขาตีความคำเหล่านี้ว่า เป็นการเชิญชวนให้คริสตชนยืนอยู่แทบเชิงพระบาทของพระเยซูเจ้า ผู้ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนและด้านข้างพระวรกายถูกแทง เพ่งพินิจภาวนาด้วยจิตใจนมัสการพระองค์ เป็นทุกข์ถึงบาป และรู้บุญคุณ การเพ่งพินิจภาวนาเช่นนี้ จะช่วยให้เข้าใจความหมายของความรักที่พระเยซูเจ้าทรงแสดง และเป็นวิธีตอบสนองความปรารถนาที่จะเข้าสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวอย่างใกล้ชิดกับพระองค์ด้วยความรัก หมายความว่า จากการเพ่งพินิจภาวนาถึงด้านข้างพระวรกายที่ถูกแทง จะเข้าไปสู่การเพ่งพินิจภาวนาถึงพระหฤทัยที่ถูกแทงเพื่อเปิดเผยความรักของพระองค์ และจากการเพ่งพินิจภาวนาถึงพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าจะเข้าไปสู่การเพ่งพินิจภาวนาถึงพระทัยของพระเจ้า บ่อเกิดแห่งความรัก

ขออ้างข้อความบางตอนจากนักเขียนในสมัยกลางที่สนับสนุนความคิดนี้
นักบุญเบอร์นาร์ด (+1153) “หอกทิ่มแทงเข้าไปถึงพระหฤทัยของพระองค์ เพื่อพระองค์จะได้ทรง
รู้จักมีส่วนร่วมทุกข์ทรมานตามธรรมชาติที่อาจรับบาดแผลของมนุษย์ได้ ความลับในพระทัยของพระองค์ถูกเปิดเผยจากบาดแผลในพระวรกายของพระองค์ ในบาดแผลนี้ เราอาจเข้าใจได้ถึงธรรมล้ำลึกแห่งพระทัยดีอันหาขอบเขตมิได้ และความเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่ที่ลงมาสู่เราจากเบื้องบนดังแสงอรุโณทัย”

วิลเลี่ยม แห่งซางเทียรี่ (+1150) “ข้าพเจ้าทั้งหลายต้องการเข้าทางประตูที่เปิดอยู่ด้านข้างพระวรกายไปจนถึงพระหฤทัยของพระองค์ ผู้ที่พระองค์ทรงเชื้อเชิญให้มาชิดสนิทกับพระองค์ ย่อมเป็นสุข”

นักบุญลึดการ์ดแห่งเบลเยียม (+1246) “จงเพ่งพินิจบาดแผลนี้ แล้วท่านจะรู้ว่าท่านจะต้องรักผู้ใด และรักทำไม”
อูแบร์ติโน แห่งคาซาเล  (+1330) “จงเข้าไปในแผ่นดินแห่งพระสัญญานี้ คือพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า และเมื่อเข้าไปแล้ว จงอย่าออกจากที่นั้นเลย”

       เราอาจจะแบ่งบรรดาผู้ดำเนินชีวิตใกล้ชิดกับพระเจ้าจนเข้าฌานในสมัยกลางเป็น 3 สำนัก ดังต่อไปนี้ คือ   1) สำนักคณะนักบุญเบเนดิกต์       ในอารามที่เมืองเฮลฟ์ทา ได้แก่ มาทิลดาแห่งมักเดบูร์ค นักบุญเยอร์ตรู๊ด มาทิลดาแห่งฮักเคบอร์น 

2) สำนักคณะนักบุญฟรังซิส ได้แก่ นักบุญบอนาแวนตูรา อัญเยลาแห่งโฟลิญโย อูแบร์ติโน แห่งคาซาเล

3) สำนักคณะนักบุญดอมินิก ได้แก่ นักบุญอัลเบิร์ต ทาอูเลโร แฮงรีซูโซ นักบุญกาธารีนา แห่งซีเอนา ฯลฯ
ในสมัยเดียวกันนี้นักบุญบอนาแวนตูราได้เขียนหนังสือ “เถาองุ่นทิพย์” มีประโยคหนึ่งซึ่งผู้ดำเนินชีวิตจิตที่มีพระหฤทัยเป็นศูนย์กลางมักจะอ้างถึงบ่อยๆ และสมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 12 ยังทรงอ้างในพระสมณสาสน์ “Haurietis Aquas” ว่า “พระองค์แสดงพระหฤทัยที่มีชีวิต เหมือนกับว่าเป็นดวงใจที่มีความรักเป็นบาดแผล และเต้นด้วยความรักที่ร้อนแรงมากกว่าคราวที่ถูกแทงด้วยหอกของทหารโรมัน หลังจากสิ้นพระชนม์แล้ว ดวงพระทัยของพระองค์ได้ถูกแทงเป็นบาดแผลเพื่อว่า โดยอาศัยรอยแผลที่มองเห็นได้นี้ เราจะมองดูแผลแห่งความรักที่มองไม่เห็นของพระองค์ด้วย” (จงตักน้ำ 87)
แนวความคิดในสมัยนี้ยังได้รับอิทธิพลมาจากพระคัมภีร์และพิธีกรรมของพระศาสนจักร แต่เน้นเป็นพิเศษ การเพ่งพินิจภาวนา ที่นำหลายคนให้เข้าฌานเห็นนิมิตหรือได้รับการเปิดเผยส่วนตัว และคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่มีโอกาสดำเนินชีวิตจิตเช่นนี้ และมักจะเป็นประสบการณ์ของบรรดานักบวชชายหญิงที่อยู่ในอาราม

ความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระคริสตเจ้าผู้ทรงรับทรมาน

ในราวช่วงเวลาเดียวกันนี้ คือระหว่างศตวรรษที่ 11-13 เกิดการเคลื่อนไหวทีละเล็กทีละน้อยในกลุ่มคริสตชนทั่วไป นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งของการดำเนินชีวิตจิตในหมู่คริสตชน ประชาชนเริ่มแสดงความเลื่อมใสศรัทธาแบบใหม่ คือ แทนที่จะเพ่งพินิจภาวนาพระคริสตเจ้าผู้ทรงสิริรุ่งโรจน์ ขณะที่ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน กลับมาเพ่งพินิจภาวนาพระคริสตเจ้าในสภาพมนุษย์ ที่ต่ำต้อยและทนทุกข์ทรมาน ในสมัยก่อนนั้น มักจะวาดหรือแกะสลักรูปของพระเยซูเจ้าบนไม้กางเขน ผู้ทรงสวมอาภรณ์ของมหาสมณะ  แต่ในสมัยนี้มักจะวาดหรือแกะสลักรูปของพระเยซูเจ้าบนไม้กางเขน ปราศจากอาภรณ์และพระโลหิตไหลเปื้อนทั่วพระวรกาย  ในทำนองเดียวกันคริสตชนชอบเพ่งพินิจพระเยซูเจ้าในฐานะที่ทรงเป็นมนุษย์มากกว่าในฐานะที่ทรงเป็นพระเจ้า  เช่นเพ่งพินิจภาวนาถึงการประสูติในถ้ำที่เบธเลเฮม การรับทรมานอย่างสาหัส ภาพของพระเยซูเจ้าผู้ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนปราศจากอาภรณ์และมีพระโลหิตไหลเปื้อนทั่วพระวรกาย ภาพพระมารดาผู้ทรงทุกข์ทรมานยืนอยู่แทบเชิงไม้กางเขน และภาพพระมารดาประทับนั่งรับพระศพของพระเยซูเจ้าไว้ในอ้อมพระหัตถ์

การเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งของการดำเนินชีวิตจิตในหมู่คริสตชนได้รับการพัฒนาขึ้นในช่วงเวลาสงครามครูเสด ระหว่างศตวรรษที่ 11-13 เมื่อคริสตชนสามารถกลับไปจาริกแสวงบุญในแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ได้อีกครั้งหนึ่ง เพราะเวลาที่ไปเยี่ยมเยียนสถานที่ที่พระเยซูเจ้าทรงบังเกิดและทรงรับทรมานนั้น คริสตชนคิด
ริเริ่มกิจศรัทธาใหม่ เช่นการเดินมรรคาศักดิ์สิทธิ์ การแต่งบทเพลงภาษาลาตินที่จำได้ง่ายๆ อาทิ Stabat Mater (มารดาแสนโศกาทรงยืนอยู่ แทบไม้ซางตาครูสกันแสงพิไรถึงคราเมื่พระบุตรต้องติดตรึง … ใครเลยจะไม่พลอยโศกลำเค็ญ เมื่อมาเห็นพระคริสตมารดาร่วมลำบากกับพระบุตรา… อา ตัวข้าจะทำไฉนหนอ จะได้ร่วมรอคลอน้ำตาอยู่ กับท่านใต้ไม้ซางตาครูส…)

ภาษาที่ประชาชนใช้ในกิจศรัทธาใหม่เหล่านี้ต่างกับภาษาของพระคัมภีร์และภาษาพิธีกรรมของพระศาสนจักร เพราะในเวลานั้นแต่ละประเทศเริ่มพัฒนาภาษาของตน แยกภาษาลาตินซึ่งคนทั่วไปไม่เข้าใจอีกแล้ว ความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระเยซูเจ้าผู้ทรงตรึงบนไม้กางเขน แทนที่จะพิจารณาธรรมล้ำลึกแห่งความรอดพ้น กลับมาเพ่งพินิจรายละเอียดต่างๆของการรับทรมาน เช่น ไม้กางเขน ตะปู รอยแผลศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้า พระโลหิต ด้านสีข้างที่ถูกแทงของพระวรกาย และพระหฤทัยที่ถูกแทงเพราะความรัก คริสตชนมองพระหฤทัยในแง่ที่เป็นสัญลักษณ์และบ่อเกิดของธรรมใล้ำลึกทั้งหมดถึงพระคริสตจ้า
------------------------------------------------------
เอกสารประกอบคำสอนของบรรดานักบุญเรื่องพระหฤทัยศักสิทธิ์ของพระเยซูเจ้า

ก. นักบุญเบอร์นาร์ด (1090-1153)
พวกเรามนุษย์ผู้อ่อนแอจะพบที่พึ่งพามั่นคงได้ที่ใดบ้าง นอกจากที่บาดแผลของพระผู้ไถ่เล่า บาดแผลนี้ยิ่งมีอำนาจช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นเท่าใด ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่าได้หลบภัยอย่างปลอดภัยในบาดแผลนี้มากขึ้นเท่านั้น โลกพิภพสั่นคลอนและโยกไปมา ร่างกายของข้าพเจ้าซึ่งเป็นดินก็มีน้ำหนักถ่วงลงสู่พื้นดิน ในขณะที่ปีศาจวางกับดักเพื่อดักจับข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าไม่ได้สะดุดล้มลง เพราะข้าพเจ้าตั้งมั่นอยู่บนหินที่ใหญ่และแข็งแรง ข้าพเจ้ารู้ดีว่า ข้าพเจ้าได้ทำบาปหนักและมโนธรรมก็ติเตียน แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้หมดกำลังใจ เพราะข้าพเจ้าหันมาคิดถึงบาดแผลของพระผู้ไถ่ ผู้ทรงยอมถูกแทงเพราะเห็นแก่บาปของเรา (อสย 53:5) ผู้ใดที่ต้องรับโทษถึงตายเพราะการกระทำของตน อาจได้รับความรอดพ้นจากการสิ้นพระชนม์ของพระคริสตเจ้าได้ ไม่ยกเว้นใคร โรคภัยไข้เจ็บร้ายที่สุดจะทำให้ข้าพเจ้ามีความกลัวไม่ได้เลย ถ้าข้าพเจ้าคำนึงถึงยาวิเศษที่บำบัดรักษาข้าพเจ้าได้ ซึ่งได้แก่สิ้นพระชนม์ของพระคริสตเจ้า

บรรดาทหารได้แทงมือและเท้าของพระองค์ และยังใช้หอกแทงด้านข้างพระวรกายอีกด้วย บาดแผลเหล่านี้ทำให้ข้าพเจ้าดูดน้ำผึ้งจากก้อนหินและเก็บมะกอกเทศจากดินแข็งดุจหินมาทำน้ำมันมะกอก ดังที่หนังสือเฉลยธรรมบัญญัติกล่าวไว้ (ฉธญ 32:13)  หมายความว่า จากบาดแผลของพระคริสตเจ้า ข้าพเจ้า “ลองลิ้มดูให้รู้ว่าพระยาห์เวห์ทรงพระทัยดี” (สดด 34:8) 

ความนึกคิดของพระองค์เป็นความคิดเกี่ยวกับสันติ แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เคยรับรู้  “ใครเล่าจะล่วงรู้พระดำริของพระเจ้า ใครเล่าเป็นที่ปรึกษาของพระองค์” (รม 11:34) แต่ตะปูที่แทงเข้าไปในเนื้อของพระองค์นั้นกลับเป็นกุญแจเปิดธรรมล้ำลึกของพระประสงค์ พวกเราจะมองไม่เห็นเข้าข้างในได้อย่างไรในเมื่อประตูเปิดกว้างเช่นนี้ ตะปูและบาดแผลประกาศเสียงดังว่า “พระเจ้าทรงทำให้โลกคืนดีกับพระองค์ เดชะพระคริสตเจ้า” (2คร 5:19) เหล็กแทงเข้าไปถึงพระทัยของพระองค์ เพื่อพระองค์ได้จะมีส่วนร่วมในความทุกข์ทรมานของธรรมชาติมนุษย์ที่อาจได้รับความบาดเจ็บง่าย ความลับในพระทัยของพระองค์เปิดเผยในบาดแผลของพระวรกาย ในบาดแผลนี้ พวกเราเข้าใจธรรมล้ำลึกเรื่องความดีที่ไร้ขอบเขตและพระเมตตากรุณาของพระองค์ที่ลงมาสู่เราจากเบื้องบน ดังแสงอรุโณทัย (ลก1:78) เราจะไม่เห็นพระเมตตากรุณานี้ในบาดแผลของพระองค์ได้อย่างไร ข้าแต่พระเจ้า พระองค์จะทรงใช้อะไรที่ดีกว่าบาดแผลของพระองค์ เพื่อทรงแสดงแก่เราอย่างชัดเจนว่า พระองค์มีพระทัยดี ประทานอภัยและทรงมีความรักมั่นคงล้นเหลือ (สดด 86:5) ก็ต่อเมื่อเราเห็นว่า ความรักยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์มีได้  ก็คือการยอมสละชีวิตของตนเพื่อนักโทษที่น่ารังเกียจ (ยน 15:13)

บุญกุศลทั้งหมดของข้าพเจ้าจึงเป็นเพียงผลพระเมตตาของพระเจ้าท่านั้น ดังนั้นตราบใดที่พระองค์ไม่ทรงล้มเลิกพระเมตตาข้าพเจ้าก็มีบุญกุศลอยู่เสมอ ถ้าพระหรรษทานของพระเจ้ามีอย่างเหลือล้น บุญกุศลของข้าพเจ้าก็มีอย่างเหลือล้นด้วย ถ้าบาปของข้าพเจ้ามีมากมายและเพิ่มขึ้นทุกวันอะไรจะเกิดขึ้น “ที่ใดบาปทวีขึ้น ที่นั่นพระหรรษทานก็ยิ่งทวีขึ้นมากกว่า” (รม 5:20) ถ้าความรักมั่นคงของพระเจ้า “ดำรงอยู่ตลอดไปป็นนิตย์ ” (สดด 103:17) ข้าพเจ้าก็ “จะขับร้องสรรเสริญความรักมั่นคงของพระองค์ตลอดไป” (สดด 89:1)
(จากบทเทศน์ 61 อธิบายหนังสือเพลงซาโลมอน)

ข. นักบุญฟรังซิส ชาวอัสซีซี (1182-1226)
ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงบันดาลให้จิตใจของข้าพเจ้ามีพลังแห่งความรักที่เร่าร้อนและอ่อนหวานอย่างเต็มเปี่ยม และโปรดทรงขจัดทุกสิ่งที่เป็นของโลกนี้ออกจากจิตใจข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะได้ตายเพราะความรักที่ข้าพเจ้ามีต่อพระองค์ ผู้สิ้นพระชนม์เพราะความรักที่ทรงมีต่อข้าพเจ้าด้วยเทอญ

ข้าแต่พระเยซูคริสตเจ้า โปรดประทานพระพรสองประการแก่ข้าพเจ้าก่อนที่ข้าพเจ้าจะตาย ประการแรก ตราบใดที่ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ ข้าแต่พระเจ้า เท่าที่เป็นไปได้ โปรดให้ร่างกายและวิญญาณของข้าพเจ้ามีความทุกข์ที่พระองค์ทรงรับ เมื่อทรงรับทรมานอย่างสาหัส  ประการที่สอง ข้าแต่พระบุตรของพระเจ้า เท่าที่เป็นไปได้ โปรดให้จิตใจข้าพเจ้ามีความรักเปี่ยมล้นที่รุ่มร้อนของพระองค์ ผู้ทรงยอมรับทรมานอย่างสาหัสเพื่อข้าพเจ้าทั้งหลายที่เป็นคนบาป

ค. ยากอโปเน ดา โตดิ (1230-1306)
ความรักมีอำนาจยิ่งใหญ่เหนือพระองค์
ความรักทำให้พระองค์เสด็จจากสวรรค์ลงมาสู่แผ่นดิน
พระองค์ทรงถ่อมองค์ลงอย่างมากจนพอพระทัย
ที่จะเป็นมนุษย์คนสุดท้าย ถูกดูหมิ่น ไม่เป็นที่รู้จัก
ไม่มีที่อาศัยและเป็นคนยากจนเพราะความรักต่อข้าพเจ้า
เพื่อประทานทรัพย์สมบัติมั่งคั่งของพระองค์แก่ข้าพเจ้า
ดังนั้น ทั้งเมื่อทรงพระชนมชีพและเมื่อสิ้นพระชนม์
พระองค์ทรงพิสูจน์อย่างชัดเจนว่า
ดวงพระทัยพระองค์ลุกโชติช่วงด้วยไฟแห่งความรัก
ซึ่งไม่อาจหยั่งถึงความกว้างใหญ่ได้
ข้าแต่พระคริสตเจ้า พระองค์ทรงขโมยดวงใจของข้าพเจ้าไป
พระองค์จะตำหนิความรักร้อนรนของข้าพเจ้าได้อย่างไร
เพราะว่า เมื่อข้าพเจ้าได้เปลี่ยนแปลงเป็นเหมือนพระองค์แล้ว
ข้าพเจ้าจะเป็นเหมือนเดิมไม่ได้เลย
เช่นเดียวกับ เหล็กที่ร้อนจนแดงเป็นไฟ
เป็นเปลวเพลิงที่ลุกสว่างโชติช่วง
ทุกคนเห็นว่าเหล็กได้เปลี่ยน
จากรูปแบบหนึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง
ความรักของพระองค์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ดวงใจที่พระองค์ทรงชำระให้บริสุทธิ์แล้ว
โอ้องค์ความรัก จงเข้ามาล้อม
ดวงใจที่ยอมมอบถวายพระองค์ผู้ทรงสรรพานุภาพ
พระองค์ทรงเป็นพำนักพักพิงที่อ่อนหวานของดวงใจ
ดวงใจของข้าพเจ้าจึงร้องเสียงดังตลอดไปว่า “โอ้องค์ความรัก”
ไม่มีวันที่ข้าพเจ้าจะใช้หนี้แห่งความรักนี้ได้
โอ้องค์ความรัก ข้าพเจ้ารักพระองค์ยิ่งทียิ่งมากขึ้น
โอ้องค์ความรัก พระองค์ได้ปกครองดวงใจของข้าพเจ้าไว้
โอ้องค์ความรัก โปรดให้ข้าพเจ้าเป็นของพระองค์ตลอดไป
ข้าพเจ้าปรารถนาแต่ความรักของพระองค์เท่านั้น
โอ้องค์ความรักที่น่ารักอย่างยิ่ง
ช่างน่าชื่นใจเหลือเกินที่จะตายเพื่อพระองค์
ความรักที่สุดจะพรรณนาได้
โอ้องค์ความรัก โปรดประทานความรักในใจของข้าพเจ้าด้วยเถิด
(จากหนังสือ “บทเพลงที่สาม ว่าด้วยความรัก”  22-34)

ง. นักบุญอัลเบิรต์ ผู้ยิ่งใหญ่ (1206-1280)
ดวงหทัยของพระคริสตเจ้าล้วนเป็นพระหรรษทานอย่างเต็มเปี่ยม เป็นที่ประทับของพระตรีเอกานุภาพ เป็นหีบทองคำของพันธสัญญา พระหรรษทานซึ่งศีลมหาสนิทให้แก่เรา ถูกรักษาไว้ในดวงหทัยนี้  เพราะเราทั้งหลายได้รับพระหรรษทานยิ่งใหญ่นี้เป็นของประทาน มิใช่เป็นบุญกุศลของเราใด ๆ โดยแท้จริงแล้ว “ พระหรรษทานและความจริงมาทางพระเยซูคริสตเจ้า” (ยน 1:17)

ศีลศักดิ์สิทธิ์นี้เราเรียกว่าศีลมหาสนิทเพราะว่าเราได้รับเนื่องมาจากความใจกว้างของพระเจ้าเท่านั้น ด้วยความใจกว้างนี้พระองค์แสดงให้เราเห็นได้หลายทางคือ การเห็นอกเห็นใจ ความรักและความเมตตา จากสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้แหละที่ได้เปิดดวงพระทัยของพระองค์ให้เราได้รับพระหรรษทานที่ยิ่งใหญ่ในศีลมหาสนิท

เป็นความดีงามนั่นเองที่จำต้องแบ่งปันความดีนั้นแก่ผู้อื่นโดยยอมให้ตนเอง ความรักไหลหลั่งไปสู่ผู้อื่นในความร้อนรนและเต็มไปด้วยความเมตตาปราณี ปรารถนาที่จะมอบตนเองแก่ผู้อื่นอย่างใจกว้าง ด้วยความรักนี้ทำให้ดวงใจลุกโชติช่วงแลเผาตัวเองสำหรับผู้ที่ตนรักและเป็นดวงพระทัยของพระเจ้าที่ทำให้พระเจ้าตระเตรียมพระหรรษทานให้แก่เราด้วยน้ำใจกว้างขวางอย่างที่สุด สิ่งนี้เองที่เป็นเหตุให้ดวงพระทัยของพระเจ้าในความใจกว้างได้ประทานพระหรรษทานแห่งศีลมหาสนิทให้แก่เรา ในศีลศักดิ์สิทธิ์นี้ที่พระองค์ให้ความดีงามของพระองค์ไหลมาสู่เราดังลำธารน้ำแห่งความชื่นชมยินดี
คำภาวนาแสดงให้เห็นถึงความรักของท่านนักบุญที่มีต่อพระเยซูเจ้า ให้เราได้ขอพระหรรษทานจากพระ ให้เรามีความรักต่อพระองค์ทวีมากขึ้น
(จากหนังสือ “ศีลศักดิ์สิทธิ์”)

จ. นักบุญบอนาแวนตูรา (1221-1274)
•บทอ่านจากหนังสือ “ต้นองุ่นทิพย์” (บทที่ 3)
เมื่อเราเข้ามาหาดวงพระทัยของพระเยซูคริสตเจ้าแล้ว เข้าหาพระเยซูเจ้าผู้เป็นที่รักยิ่งของเรา เรามาอาจจะพรากจากไปได้ง่าย ๆ เพราะว่า “ดวงพระทัยนี้เป็นที่พักที่ดีของเรา” โอ เป็นที่น่ารักและชื่นใจเพียงใดที่ได้อยู่ในดวงพระทัยนี้
ดวงพระทัยเป็นขุมทรัพย์อันยิ่งใหญ่และไข่มุกอันล้ำค่าเพียงใด โอพระยูเจ้าผู้พระทัยดี พระทัยพระองค์เปรียบเหมือนไข่มุกล้ำค่าที่ขุดพบในที่นาแห่งพระวรกายของพระองค์ มีใครบ้างที่ไม่ปรารถนาไข่มุกมีค่าเม็ดนี้ ข้าพเจ้ายอมที่จะเสียทรัพย์สินและเพชรพลอยทุกชนิดและกับความคิดถึงและความเสน่หาต่อไข่มุกนี้และยอมมอบความวิตกกังวลทั้งหมดไว้ในดวงพระทัยของพระเยซูเจ้าที่รักและเชื่อว่าพระองค์จะไม่ทำให้ข้าพเจ้าผิดหวัง

ข้าพเจ้าได้พบดวงพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า กษัตริย์และพระเชษฐาของข้าพเจ้าแล้ว และดวงพระทัยก็เป็นของข้าพเจ้าแล้ว เมื่อได้พบดวงพระทัยนี้แล้วซึ่งเป็นของท่านและของข้าพเจ้า พระเยซูเจ้าข้าขอวิงวอนองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า ให้วางคำภาวนาของข้าพเจ้าไว้ในที่ซึ่งพระองค์จะโปรดดึงดูดข้าพเจ้าไว้ในดวงพระทัยของพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า

ด้วยจุดประสงค์นี้เองที่ด้านข้างพระวรกายของพระทัยพระองค์ถูกเปิดออกให้แก่มนุษย์ และด้วยจุดมุ่งหมายอันนี้เองที่ได้รับบาดแผล ให้หลุดจากความวุ่นวายฝ่ายโลกและสามารถที่จะเข้าพึ่งพาอาศัยในรอยแผลของพระองค์ นอกนี้แล้วดวงพระทัยของพระองค์ถูกบาดแผลที่แลเห็นได้ทำให้เราสามารถเข้าใจบาดแผลแห่งความรักของพระองค์ที่แลเห็นไม่ได้จะมีอะไรอีกหรือที่จะแสดงให้เห็นถึงความรักอันร้อนรนของพระองค์ได้ยิ่งกว่านี้อีก มิใช่ร่างกายของพระองค์นั้นเป็นบาดแผลแต่ดวงพระทัยของพระองค์แท้ ๆที่ถูกแทงด้วยหอก เป็นความจริงที่บาดแผลของร่างกายแสดงให้เห็นถึงบาดแผลที่ได้รับฝ่ายจิตใจได้

มีใครบ้างที่จะไม่รักและไม่เทิดทูนดวงพระทัยนี้ที่ถูกแทงเพราะรักเรา ใครบ้างที่จะไม่รักบุคคลที่น่ารักที่สุดหรือสวมกอดบุคคลที่บริสุทธิ์ที่สุดได้ สำหรับเราที่ยังมีเนื้อหนังอยู่ ให้เราพยายามที่สุดที่จะตอบสนองความรักของพระองค์ที่ทรงมีต่อเรา ให้เราสวมกอดพระองค์ผู้ทรงถูกแทงเพื่อเรา ผู้ซึ่งมือและเท้ารวมทั้งพระด้านข้างพระวรกายที่ถูกเจาะด้วย ให้เราภาวนาขอให้น้ำพระทัยของพระเยซูเจ้านั้นเสียดแทงใจเราที่ยังแข็งกระด้างที่ยังไม่เป็นทุกข์เสียใจ และผูกมัดหัวใจเราด้วยความรักของพระองค์ด้วยเทอญ

•บทอ่านจากหนังสือ “ต้นไม้แห่งชีวิต” (30, 47)
เมื่อทหารคนหนึ่งได้ เปิดด้านข้างพระวรกายของพระคริสตเจ้าด้วยหอกนั้น พระญาณสอดส่องของพระเจ้าได้อนุญาตให้เป็นไปเพราะมีเหตุผล จากพระด้านข้างพระวรกายของพระคริสตเจ้าในขณะที่พระองค์นอนหลับในความตาย บนกางเขนนั้น เพื่อจะได้บังเกิดพระศาสนจักร เพราะพระคัมภีร์จะสำเร็จไป “เขาจะจ้องมองผู้ซึ่งถูกเขาแทง” (ศคย 12:10)
จากบาดแผลที่เปิดออกด้วยหอกนั้นมีเลือดและน้ำไหลออกมา น้ำนั้นเป็นค่าของความรอดของเรา จากน้ำที่พุ่งออกจากพระทัยของพระองค์นั้นได้บังเกิดศีลศักดิ์สิทธิ์ที่พระองค์ได้มอบแก่พระศาสนจักร ซึ่งมีอำนาจที่จะประทานชีวิตพระหรรษทานให้แก่มนุษย์ และแก่บรรดาผู้ที่มีชีวิตแล้วในพระคริสตเจ้า ก็กลับเป็นน้ำทรงชีวิตที่หลั่งไหลออกมาสู่ชีวิตนิรันดร
โอ จงตื่นเถิดวิญญาณที่เป็นที่รักของพระคริสตเจ้า จงอย่าหยุดที่จะตื่นเฝ้า จงนำริมฝีปากของท่านเข้าใกล้ เพื่อว่าท่านจะได้ดื่มน้ำที่ออกจากพระผู้ไถ่

นี่แหละเป็นเหตุที่ว่าทำไมหอกได้แทงด้านข้างพระวรกายของพระองค์ ทำให้เกิดบาดแผล ทำให้เกิดช่องขึ้นในหิน มีซอกในหินที่อาจเป็นที่อยู่อาศัยของนกพิราบ (บทเพลง 2:14)

จงตื่นเถิดที่รักของพระคริสตเจ้า จงเป็นเหมือนดังนกพิราบที่สร้างรังของมันในซอกหินที่อยู่ที่สูง (ยรม 48:28) มีนกที่ได้พบรังของมันแล้ว จงอย่าหยุดที่จะแสวงหา (สดด 83:4)

จงใช้ปากของท่านดื่มน้ำแห่งความชื่นชมยินดีจากน้ำพุของพระผู้ไถ่ (อสย 12:3) เพราะว่านี่แหละคือลำธารน้ำที่ไหลมาจากท่ามกลางสวนสวรรค์ ซึ่งแบ่งออกเป็นสาย 4 สาย (ปฐม 2:10) และไหลลงสู่จิตใจของผู้เลื่อมใสศรัทธา ทำให้พื้นแผ่นดินชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์

จงรีบเร่งเข้าไปหาน้ำพุทรงชีวิตและแสงสว่างและประกาศด้วยความชื่นชมยินดีว่า “จงดับความกระหายของหัวใจที่เต็มไปด้วยไฟ เพื่อท่ามกลางเสียงร้องแห่งความชื่นชมยินดีและการโมทนาคุณนี้ เราจะได้ร่วมกันร้องเพลงสดุดีแห่งการสรรเสริญและการเรียนรู้จากประสบการณ์ว่าพระองค์คือน้ำพุอันทรงชีวิต และในความสว่างของพระองค์ เราจะเห็นความสว่างเที่ยงแท้

ฉ. นักบุญเยอร์ตรู๊ด (1257-1302)
•บทอ่านจากหนังสือ “ทูตพระเมตตาของพระเจ้า” (IV, 4)
ในขณะที่ท่านกำลังภาวนาอย่างตั้งใจนั้นสานุศิษย์ที่พระเยซูเจ้าทรงรักเป็นพิเศษได้ประจักษ์มาหาและด้วยเหตุผลนี้ที่ท่านักบุญเป็นที่รักของทุกคน ท่านได้ถามนักบุญยอห์นว่า “ดิฉันจะได้รับพระคุณพิเศษอะไรบ้างในวันฉลองของท่าน”ท่านนักบุญตอบว่า “จงมากับฉันซิ ท่านก็เป็นบุคคลที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเลือกสรรอย่างพิเศษ ให้เราได้พักอยู่ใน ดวงพระทัยของพระองค์ที่ซึ่งเป็นที่ซ่อนของขุมมหาสมบัติต่าง ๆ ไว้

ท่านนักบุญได้นำท่านไปและพาไปอยู่ต่อหน้าพระมหาถา ให้เธออยู่ข้างขวาของพระองค์และท่านนักบุญไปอยู่ทางข้างซ้าย ละทั้งสองก็พักอยู่ด้วยกันบนหน้าอกของพระอาจารย์เจ้า ท่านนักบุญยอห์นแตะพระทัยของพระองค์ด้วยความเคารพและกล่าวว่า “นี่แหละเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งความศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายผู้ซึ่งดึงดูดความดีทั้งหลายทั้งในสวรรค์และแผ่นดินมาสู่พระองค์” และท่านบอกต่อไปว่า “ฉันได้วางท่านไว้ ณ ประตูของพระทัยเพื่อว่าท่านสามารถที่จะตักตวงความบรรเทาและความหวานชื่นไดง่ายและในความรักอันหาที่สุดมิได้นี้พระทัยจะเปิดธารน้ำไหลเชี่ยวมาสู่ทุกคนที่ต้องการและอยากได้” ในขณะนั้นเองท่านได้มีประสบการณ์ความชื่นชมยินดีที่สุดจะบรรยายได้ในการเต้นของหัวใจที่พระทัยของพระองค์เต้นอยู่ไม่รู้จักหยุด ท่านพูดกับนักบุญยอห์นว่า “โอ้พระเจ้าที่รัก เป็นไปได้ไหมที่ท่านไม่รู้สึกด้วยการเต้นของหัวใจที่ดิฉันรู้สึกได้ในขณะนี้ว่ามีความหวานชื่นมาก เมื่อท่านเองก็ได้แอบอิงอยู่ใกล้ดวงพระทัยของพระองค์ในอาหารค่ำมื้อสุดท้าย” ท่านนักบุญตอบว่า “ฉันสารภาพว่าได้มีความรู้สึกเช่นเดียวกันว่าความหวานชื่นนั้นทำให้ดวงวิญญาณของฉันรู้สึกว่ามีความหวานกว่าน้ำผึ้งที่สดที่ทาอยู่บนขนมปังที่เพิ่งทำใหม่ ๆ นอกจากนั้นวิญญาณของฉันถูกเผาเหมือนกับว่าเป็นกาน้ำที่เดือดพล่านเมื่อตั้งอยู่บนเตา”

ท่านนักบุญจึงถามต่อไปว่า “และทำไมท่านจึงได้นิ่งเงียบเกี่ยวกับเรื่องนี้และไม่ได้เห็นเขียนอะไรไว้เลยแม้ว่าดูเหมือนจะเป็นสิ่งเล็กน้อย แต่ก็จะสามารถเข้าใจเพื่อเป็นประโยชน์สำหรับวิญญาณ” นักบุญตอบว่า “ หน้าที่ของฉันที่จะให้แก่พระศาสนจักรเมื่อแรกเริ่มตั้งนั้น คำพูดง่าย ๆที่เกี่ยวกับพระวาจาของพระเจ้าพระบิดานั้นก็อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์โลกได้รำพึงอย่างเพียงพอจนถึงสิ้นดลกอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดที่ได้เข้าใจความหมายที่แท้จริง แต่การเต้นของดวงพระทัยของพระเยซูเจ้านั้นได้ถูกเก็บไว้เป็นความลับจนถึงสมัยนี้ เพื่อว่าเมื่อได้ยินได้ฟังแล้วโลกมนุษย์ที่มีอายุมากและเย็นเฉยต่อความรักของพระเจ้าจะได้ตื่นตัวและร้อนรนในความรักอีกครั้งหนึ่ง”

• บทอ่านจากหนังสือ “การเปิดเผยแก่นักบุญเยอร์ตรู๊ด” (ปารีส 1878, หน้า 18)
พระหฤทัยอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งเป็นเหมือนขุมแห่งทรัพย์สมบัติที่มีความมั่งคั่งทั้งหลาย เหมือนกับสายพิณที่พระจิตเจ้าทรงแตะต้องและมีเสียงอันไพเราะออกมาเป็นที่ชื่นชมยินดีของพระตรีเอกานุภาพ

ดวงพระทัยเป็นน้ำพุที่ไหลพวยพุ่งมีน้ำที่ทำให้วิญญาณในไฟชำระสดชื่น เป็นพระหรรษทานที่ให้พละกำลังแก่วิญญาณที่กำลังสู้รบอยู่บนโลกนี้ เป็นท่อธารแห่งความชื่นชมยินดีที่ผู้ได้อยู่ในสวรรค์แล้ว เป็นเยรูซาเล็มที่มีงานฉลองรื่นเริง

ดวงพระทัยเป็นเหมือนเต้ากำยานที่มีกำยานหอมหลายหลากชนิดพวยพุ่งออกมาเหมือนกับบรรดามนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้สิ้นพระชนม์เพื่อพวกเขา

ดวงพระทัยเป็นเหมือนพระแท่นบูชาที่สัตบุรุษนำเครื่องบูชาไปถวาย คนที่ได้รับเลือกถวายความจงรักภักดีและที่ซึ่งพระสงฆ์สูงสุดชั่วนิรันดรได้ยอมถวายชีวิตเป็นพลี

ดวงพระทัยเป็นเหมือนดังตะเกียงที่แขวนไว้ระหว่างสวรรค์และแผ่นดินโลก เป็นเหมือนถ้วยกาลิกษ์ซึ่งบรรดานักบุญได้ดื่มด้วยความชิ่นชมยินดี

ในดวงพระทัยของพระเจ้านี้เป็นบ่อเกิดและเรียบเรียงคำภาวนาขององค์พระผู้เป็นเจ้าคือบทข้าแต่พระบิดา
ดวงพระทัยเป็นที่ซึ่งเติมการสักการะทั้งมวลที่เราละเลยไม่ถวายแด่พระเจ้า

ในดวงพระทัยเท่านั้นที่งานทั้งสิ้นของเราจะสมบูรณ์ได้และมีศักดิ์ศรีสมควร จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่
ทางดวงพระทัยนี้ที่พระหรรษทานต่าง ๆไหลหลั่งมายังมนุษย์โลก

ดวงพระทัยเป็นที่พักอันร่มรื่นและเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดที่เปิดให้แก่วิญญาณที่ละจากโลกนี้ และเป็นที่ซึ่งรักษาความชื่นชมยินดีไว้ตลอดชั่วนิรันดร

•บทภาวนาจากหนังสือ “ทูตพระเมตตาของพระเจ้า” (II, 5)
ข้าแต่พระเยซูเจ้าสุดที่รัก โปรดซ่อนข้าพเจ้าไว้ในรอยแผลของดวงพระทัยอันน่ารักของพระองค์
 แด่พระองค์ผู้ซึ่งเป็นที่รักผู้เดียวของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอมอบถวายตัวเองเป็นพลีบูชา
 และจะดำเนินชีวิตเพื่อพระองค์แต่ผู้เดียวเท่านั้น
โปรดให้ดวงใจของข้าพเจ้าเหมือนกับพระองค์
เพื่อว่าข้าพเจ้าจะได้ดำเนินชีวิตเป็นที่พอพระทัยของพระองค์
ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าที่รัก โดยทางบาดแผลของพระองค์
โปรดทิ่มแทงดวงใจของข้าพเจ้าด้วยความรักของพระองค์
เพื่อว่าดวงใจนี้จะไม่สามารถที่จะบรรจุไว้ซึ่งสิ่งของของโลกนี้
แต่จะปกคลุมไปด้วยการกระทำของพระเจ้าเท่านั้น

ช. บุญราศี เฮนรี ซูโซ (1295-1365)
พระเยซูเจ้าข้า พระองค์มิได้ทรงรับทรมานจนสิ้นพระชนม์เพื่อข้าพเจ้าเท่านั้น แต่พระองค์ได้แสวงหาทุกข์ระทมที่มากที่สุดเท่าที่จะมีได้ เนื่องมาจากความรักที่เร้นลับยิ่งใหญ่และแนบสนิทของพระองค์ พระองค์ได้กระทำเหมือนกับจะตรัสว่า “ให้พิจารณาดูซิว่ามีใครบ้างไหมที่มีความรักมากมายอย่างเราได้บ้าง” และอยากให้ทุกส่วนในร่างกายรวมเป็นส่วนเดียวเท่านั้น ส่วนที่น่าเคารพที่สุดคือ “ดวงใจ” และเราอยากให้ดวงใจของเรานี้ถูกแทงทลุตลอดเป็นบากแผล และแตกออกละเอียดเป็นผุยผงเพื่อว่าจะได้ไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกในตัวหรือเหลืออยู่ที่เราจะไม่ได้เสียสละเพื่อเจ้า เพื่อแสดงว่าเรารักเจ้าอย่างที่สุด

พระองค์ตรัสว่า “ เจ้าต้องเข้ามาอาศัยอยู่ในดวงใจในบาดแผลของเราด้วยความรัก เจ้าต้องขังตัวอยู่ในดวงใจของเรา เข้าต้องแสวงหาที่อยู่อาศัยเพื่อจะอาศัยอยู่ได้ และแล้วเราจะชำระเจ้าให้บริสุทธิ์ด้วยน้ำทรงชีวิต และเราจะชุบเจ้าด้วยโลหิตของเรา เราจะมอบตัวเราแก่เจ้าให้สนิทอยู่กับเจ้าตลอดกาล”

วิญญาณที่ซื่อสัตย์ได้ตอบว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าข้า ไม่มีแม่เหล็กใดที่จะมีอำนาจมากไปกว่าความรักที่ได้ทรมาน  พระองค์ที่จะดึงดูดได้ดีเท่าความรักของพระองค์

โอพระดำริชั่วนิรันดร์ ดวงใจของข้าพเจ้าขอให้หวนระลึกถึงหลังอาหารค่ำครั้งสุดท้ายนั้น บนภูเขามะกอกพระองค์ทรงมีหยาดเหงื่อออกมาเป็นพระโลหิต ด้วยความทุกข์ทรมานแสนสาหัสในดวงใจที่เต็มไปด้วยความรัก

“โอ้องค์พระผู้เป็นเจ้าข้า ดวงใจของพระองค์เต็มไปด้วยเครื่องหมายแห่งความรักที่อ่อนหวานยิ่ง และดวงพระทับของพระองค์ลุกเป็นเพลิงด้วยความรักและให้ไฟนั้นเผาดวงใจของข้าพเจ้าให้ร้อนรักต่อพระองค์ด้วยเทอญ”
(จากหนังสือ “พระปรีชาญาณนิรันดร” 4, 18)

ซ. นักบุญคาธารีนา แห่งซีเอนา
วันหนึ่งดิฉันถามองค์พระผู้เป็นเจ้าข้าว่า ลูกแกะน้อยของพระเจ้าสุดที่รัก พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์แล้วมิใช่หรือเมื่อดวงพระทัยของพระองค์ถูกเปิดออก ทำไมพระองค์จึงจึงประสงค์ให้ดวงพระทัยของพระองค์เปิดออก และทำไมพระองค์จึงอยากให้ดวงพระทัยของพระองค์ถูกแทงเป็นบาดแผล พระองค์ตรัสว่า  มีเหตุผลมากมายแต่เราจะบอกจุถึงเหตุผลที่สำคัญอันหนึ่งคือว่า ความรักของเราต่อมนุษย์นั้นเป็นความรักที่วัดไม่ได้ ความทุกข์และความทรมานต่างๆ นั้นยังมีขอบเขต และด้วยความทุกข์ทรมานที่มีขอบเขตนี้ไม่อาจแสดงให้มนุษย์ได้แลเห็นความรักอันไม่มีขอบเขตของเราได้ เราจึงให้ด้านข้างพระวรกายของเราเปิดออกเพื่อจะได้เห็นความลับแห่งดวงใจของเรา เพื่อว่าเจ้าจะได้เข้าใจว่าความรักของเรานั้นยิ่งใหญ่เพียงไร และมีมากกว่าสิ่งที่เราจะแสดงให้เห็นได้โดยความทรมานที่มีขอบเขตจำกัด

“ทั้งหมดนี้เราแสดงออกโดยการเปิดด้านข้างพระวรกายของเรา เพื่อเจ้าจะได้ค้นพบความรักแห่งดวงใจของเรา ในดวงใจนี้แหละที่แสดงให้เราเห็นว่าเรารักเจ้ามากกว่าที่จะพิสูจน์ให้เห็นได้ในความทุกข์ทรมานที่มีขอบเขตจำกัด”
(จากหนังสือ “การสนทนา” บทที่ 75)

ฌ. นักบุญเบอร์นาดิน แห่งซีเอนา (1383-1446)
พระเยซูเจ้าบนไม้กางเขนเต็มไปด้วยไฟแห่งความรักต่อเรา และพระองค์ทรงกังวลเรื่องความรอดของเรา พระองค์มิได้ตรัสว่า “คนที่ดีได้รับท่อธารแห่งความดีจากดวงใจของเราที่เป็นคลังแห่งความดี” ดังนั้นจากพระคลังแห่งความดีของพระหฤทัยคือความรัก พระองค์ได้ดึงดูดความรัก แต่ด้วยความรักที่ทรงมรต่อเรา ในขณะที่พระองค์ถูกตรึงบนไม้กางเขน พระองค์ได้ประทานสิ่งที่ดีงามที่สุด พระองค์ชี้แสดงถึงดวงพระทัยของพระองค์ที่เป็นดังเตาไฟร้อนแรงด้วยความรัก ไฟที่เผาผลาญโลกทั้งสิ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

ท่านนักบุญยอห์นเล่าว่า “ทหารคนหนึ่งได้เปิดด้านข้างพระวรกายของพระองค์ด้วยหอก และแล้วโลหิตและน้ำไหลออกมา” โอความรักที่ทำให้ทุกอย่างสลายลง เจ้าได้ทำให้ความรักอันยิ่งใหญ่ของพระผู้ไถ่อยู่ในฐานะต่ำเพียงไร เพื่อว่าลำธารแห่งความรักของพระเจ้าที่ไหลหลั่งท่วมท้นจะได้กลบทั้งโลกพิภพ ความกลว้างใหญ่ของมันทำลายกำแพงขวางกั้น ความลึกของดวงพระทัยของพระเยซูเจ้าที่หอกแทงทะลุนั้นแทงทะลุสิ่งเข้าไปสู่ภายในของดวงใจ พระโลหิตและน้ำไหลออกมา โลหิตสำหรับการไถ่กู้และมีน้ำซึ่งหมายถึงน้ำแห่งศีลล้างบาปซึ่งพระศาสนจักรได้รับกำเนิดมาจากด้านข้างพระวรกายที่เปิดออกขององค์พระคริสตเจ้า เมื่อได้เกิดจากด้านข้างพระวรกายของพระองค์ ให้พระศาสนจักรของพระองค์รู้และเข้าใจว่าเป็นผู้ที่ได้รับเลือกสรรอย่างเป็นพิเศษในความรักชั่วนิรันดรของพระองค์ ให้พระศาสนจักรเรียนรู้ที่จะมีความเกลียดต่อบาป เพราะว่าพระโลหิตของพระเจ้าได้หลั่งไหลลงมาจากพระเจ้า ที่เป็นมนุษย์ ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่และเวลาที่สิ้นพระชนม์แล้ว

พระโลหิตของพระคริสตเจ้าได้ไหลออกจากพระกายของพระคริสตเจ้าอย่างหมดสิ้นนั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักของพระเจ้าที่หลั่งลงมาและหลังจากนี้ก็เป็นน้ำที่ไหลลงมา ความเร้นลับอันสูงส่งเกี่ยวกับการที่ว่าพระโลหิตได้ไหลหลั่งลงก่อนน้ำ โลหิตเป็นราคาค่าไถ่บาปของมนุษย์เรา
(จากหนังสือ “บทเทศน์ในเทศกาลมหาพรตเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ 5)

ญ. นักบุญเปโตร คานีซีอุส  (1521-1597)
จากสมุดบันทึกของท่านนักบุญ ท่านได้เขียนไว้ไม่นานก่อนที่ท่านจะตายว่า
“โอพระผู้ไถ่ของข้าพเจ้า  โปรดเปิดประตูดวงใจของพระองค์ให้แก่ข้าพเจ้าเถิด  และดูเหมือนว่าข้าพเจ้าได้เห็นดวงพระทัยนั้นใกล้ชิดข้าพเจ้า  พระองค์ได้เชื้อเชิญข้าพเจ้าให้เข้าไปและดื่มน้ำแห่งความรอดจากน้ำพุแห่งนั้น ความปรารถนาของข้าพเจ้ามีมากมายใหญ่หลวงยิ่งนักในขณะนั้น มีความรู้สึกว่าความเชื่อ ความไว้วางใจและความรักหลั่งไหลเข้ามาสู่วิญญาณดังสายธารจากพระหฤทัยนั้น  ข้าพเจ้ากระหายหาความยากจน ความบริสุทธิ์และความนบนอบและข้าพเจ้าวิงวอนพระองค์ได้โปรดชำระข้าพเจ้าให้สะอาด       และคลุมร่างกายและตกแต่งให้สวยงาม  หลังจากนั้นจึงกล้าที่จะเข้าไปหาดวงพระทัยของพระองค์และ     ดับกระหาย  พระองค์ได้ทรงสัญญาจะประทานเสื้อคลุมอันวิเศษซึ่งทอด้วยความสันติ  ความรักและความพากเพียรจนถึงที่สุด

เมื่อได้รับพระหรรษทานแห่งเสื้อคลุมนี้และมีความชื่นชมยินดีแล้ว  ข้าพเจ้าก็มีความเชื่อมั่นอีกครั้งว่าข้าพเจ้าจะไม่มีความขัดสนสิ่งใดเลย  และทุกสิ่งจะเป็นเพื่อพระเกียรติมงคลของพระองค์เท่านั้น”
(จากหนังสือ “จดหมายและกิจการ” เล่มที่ 1 หน้า 55-56)

ฎ. นักบุญเทเรซา แห่ง อาวีลา (1515-1582)
เป็นที่ยิ่งใหญ่สำหรับเรามนุษย์ที่จะได้มีรูปแบบของพระคริสตเจ้าผู้อยู่ในสภาพมนุษย์ เป็นความช่วยเหลือและเป็นพระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเรา

เมื่อเรามีธุระยุ่ง ได้รับการเบียดเบียนและอยู่ในความยากลำบากต่าง ๆ หรือเมื่อเราไม่สามารถเข้าถึงความเงียบที่เราต้องการได้ในเวลาแห่งการเปลี่ยวใจ แห้งแล้ง เรามีเพื่อที่ดีที่สุดคือพระคริสตเจ้า เราสามารถมองดูพระองค์ที่เป็นมนุษย์ เราอาจคิดถึงพระองค์ในขณะที่มีความอ่อนแอและในขณะที่มีการผจญและพระองค์จะกลับเป็นเพื่อนที่ยิ่งใหญ่ของเรา
โอ้พระเยซูเจ้าเมื่อข้าพเจ้าเห็นพระองค์อยู่ใกล้ ข้าพเจ้าก็ได้เห็นพระพรต่าง ๆ นานา ไม่มีการทดลองใด ๆ ที่ข้าพเจ้าไม่ดีใจที่จะได้รับทนเมื่อข้าพเจ้าได้แลเห็นพระองค์ยืนอยู่ต่อหน้าผู้พิพากษาด้วยการเป็นเพื่อนที่ดีเช่นนี้ และผู้นำทางที่ดีที่สุดของเราก็มีกำลังที่จะเผชิญหน้ากับความทุกข์ต่าง ๆ เราอาจทนรับได้ทุกอย่าง พระองค์ทรงช่วยเรา ประทานกำลังให้แก่เรา พระองค์ไม่ทำให้เราผิดหวัง พระองค์เป็นมิตรแม้ของเรา

องค์พระผู้เป็นเจ้าเองทรงตรัสว่าพระองค์ทรงเป็นหนทางที่จะนำเราไปหาพระบิดา ไม่มีใครอื่นอีก ดังนั้นแม้ว่าท่านจะขึ้นถึงจุดสุดยอดในการรำพึงแล้วท่านก็ไม่ต้องหาหนทางอื่น หนทางนี้แหละเป็นทางที่ปลอดภัยแต่อย่างเดียวทางที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรานี้แหละเป็นทางที่เราจะได้รับพระพรทั้งสิ้น

พระองค์จะชี้หนทางให้แก่เรา เราต้องมองดูแบบอย่างชีวิตของพระองค์ ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดสำหรับเรา เรายังต้องการอะไรอื่นอีกถ้ามีเพื่อที่ดีที่สุดอยู่ใกล้ ๆ เรา เพื่อผู้ซึ่งจะไม่หนีเราเมื่อเรามีความทุกข์ยากลำบากต่าง ๆ เหมือนกับเพื่อนที่เป็นมนุษย์กระทำ เป็นบุญของเขาที่ได้รักพระองค์ในสัจจะความจริงและมีพระองค์อยู่ใกล้ชิดตลอดเวลา ให้เรามองดูท่านนักบุญเปาโลผู้ยิ่งใหญ่ ท่านผู้ซึ่งพระนามของพระองค์ไม่เคยห่างเหินจากริมฝีปากของท่านเลย เพราะว่าพระองค์ได้มีที่บูชาอยู่ในดวงใจของท่าน ข้าพเจ้าได้ค้นคว้าอย่างละเอียดและพบว่าบรรดานักบุญที่ได้เข้าถึงการภาวนาอันดับสูงนั้น เช่นนักบุญฟรังซิส นักบุญอันตน แห่งปาดัว นักบุญเบอร์นาร์ด นักบุญคาธารีนา แห่งซีเอนา ได้เดินทางนี้มาก่อนแล้ว

ทุกครั้งที่เราคิดถึงพระคริสตเจ้า เราควรระลึกว่าความรักของพระองค์มีต่อเรามากล้นเพียงไร และถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเจ้าที่ทรงเปิดเผยให้เราทราบในการได้ประทานมัดจำแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงมีต่อเรา แม้ว่าเราจะเป็นผู้เริ่มต้นและเป็นคนชั่วร้าย ให้เราพยายามที่จะระลึกถึงสิ่งเหล่านี้เพื่อว่าจะได้เกิดความรัก และหากว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ประทานพระคุณแห่งความรักลงในดวงใจของเราเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ทุกอย่างจะเป็นสิ่งที่ง่ายสำหรับเราและเราจะบรรลุผลสำเร็จในระยะเวลาสั้นและไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเท่าไร ขอพระเจ้าประทานความรักลงในดวงใจของเรา เพราะพระองค์ทรงทราบว่าเราต้องการมากเพียงไร เราะเห็นแก่ความรักของพระองค์ที่ทรงมีต่อเราโดยทางพระบุตรผู้ทรงเกียรติ ผู้ซึ่งได้เปิดเผยให้เราทราบพระองค์ต้องยอมสละมากเพียงไรเพื่อเรา

บาดแผลที่สีข้างพระองค์นั้นพระองค์โปรดให้เรามองเข้าไปถึงดวงพระทัยของพระองค์ จะเผยให้เราได้เห็นความรักของพระองค์ที่มีต่อเรา ได้เห็นความรักอันอ่อนหวานหาที่สุดมิได้ของพระองค์ที่พระองค์ได้แสดงแก่เรา พระองค์มีพระประสงค์จะให้บาดแผลของพระองค์นี้เป็นเหมือนบ้านที่พักพิงและเป็นทางให้เราเข้าไปสู่ประตูแห่งความรอด                 
(จากหนังสือ “ปราสาทภายใน” บทที่ 6 และ “ชีวประวัติ” บทที่ 22)
 
------------------------------------------------------