Share |

วันที่ 2 พฤศจิกายน เป็นวันระลึกถึงบรรดาผู้ล่วงลับ (หรือที่เรียกว่า วันระลึกถึงวิญญาณในไฟชำระ)  พระศาสนจักรถือว่า  บรรดาผู้ล่วงลับกับผู้มีชีวิตนี้ มีความผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยอาศัยคำภาวนา และการร่วมบูชามิสซา ผู้ล่วงลับมิใช่ผู้ที่จากไป    อยู่อีกทีหนึ่ง หรืออีกโลกหนึ่ง โลกที่ไม่สามารถติดต่อสัมพันธ์กันได้ แต่ผู้ล่วงลับ คือ ผู้ที่ออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน    เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระ และสักวันหนึ่งภายหน้าก็จะกลับคืนชีพพร้อมกับพระเยซูคริสตเจ้า

ทำไมต้องระลึกถึงบรรดาผู้ล่วงลับ

การที่พระศาสนจักรกำหนดให้เดือนพฤศจิกายนเป็นเดือนระลึกถึงผู้ล่วงลับนั้น    เพราะเรามีความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีร่างกาย จิตใจและวิญญาณ  เมื่อถึงวันที่ร่างกายจบสิ้น(ตาย) แต่วิญญาณนั้นคงอยู่  วิญญาณจะรับผลของร่างกายที่เป็นผู้กระทำ ไม่ว่าจะเป็นผลของความดี หรือความชั่ว แน่นอนมนุษย์ทุกคนมีทั้งความดี และความผิดบกพร่องด้วยกันทุกคน     โดยความเชื่อของเราซึ่งเป็นคาทอลิก  เราเชื่อว่าผู้ที่ตายไปแล้วจะได้ไปพบกับพระเป็นเจ้า แต่บุคคลที่จะพบกับพระเป็นเจ้าได้นั้น ต้องเป็นผู้บริสุทธิ์ ซึ่งขณะเดียวกันเราก็เชื่อว่าในความเป็นมนุษย์ที่มีความอ่อนแอ  คงไม่มีใครสามารถชำระตัวเองให้บริสุทธิ์ได้ทั้งหมด  

ดังนั้นผู้ที่ล่วงลับไปในขณะที่ยังมีมลทินของบาป บาปเบา เศษของบาป หรือยังไม่บริสุทธิ์พอที่จะได้ไปพบพระเป็นเจ้า   พวกเขา  เหล่านั้น ยังต้องใช้โทษของตน อยู่ในที่แห่งหนึ่ง ที่เรียกว่าไฟชำระ  และในไฟชำระนี้ เขาจะได้รับการทดลองอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง จะช้านานแล้ว แต่สภาพของวิญญาณของเขา เมื่อผ่านพ้นช่วงนั้นไปแล้ว พวกเขาจะได้เข้าสู่สวรรค์    ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคนที่มีชีวิตทุกคนที่จะสวดภาวนาให้กับผู้ล่วงลับที่อยู่ในไฟชำระ เพื่อวอนขอพระเป็นเจ้าทรงมีพระเมตตา อภัยโทษ ความผิดบาปต่างๆ ให้กับเขา เพื่อเขาจะได้รับชีวิตนิรันดร ร่วมสุขกับพระองค์ในสวรรค์ เพราะผู้ล่วงลับเหล่านั้น ไม่อยู่       ในสภาพที่จะช่วยเหลือตัวเองให้พ้นจากความผิดบาปที่กระทำได้ มีเพียงพวกเราเท่านั้นที่จะสามารถช่วยพวกเขา ได้ และหน้าที่ของการภาวนาและขอมิสซาอุทิศแด่ผู้ล่วงลับนั้น ยังเป็นเรื่องของความยุติธรรม และความกตัญญูกตเวทีของเราทุก ๆ คนอีกด้วย เพราะผู้ล่วงลับเหล่านั้น   อาจเป็นบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ครูบาอาจารย์ นักบวชชาย หญิง พระสงฆ์ พระสังฆราช หรือมิตรสหายของเรา ฯลฯ ซึ่งมีส่วนผูกผัน    และเคยเกี่ยวข้องกับเรามาไม่มากก็น้อยในอดีตที่ผ่านมา ท่านเคยอยู่ในโลก ……จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในกรณีเช่นนี้

สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้ล่วงลับ

การสวดภาวนาและขอมิสซาให้กับผู้ล่วงลับนั้น  ถือเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่มีชีวิตอยู่ เพื่อวอนขอพระเจ้า ได้เมตตากับบรรดาผู้ล่วงลับทั้งหลาย    ให้พวกเขาได้พ้นจากบาปต่าง ๆ ที่กระทำและได้เข้าไปอยู่กับพระเป็นเจ้า    โดย เร็ววัน ซึ่งการขอมิสซาให้ผู้ล่วงลับ ถือเป็นคำภาวนาที่ดีที่สุด    เป็นการระลึกถึงสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงกระทำให้ อดีต ระลึกถึงการสิ้นพระชนม์  การกลับคืนชีพ ฯลฯ  และในบูชามิสซานี่เอง ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความรักที่พระเป็นเจ้าทรงมีต่อชีวิตมนุษย์ ในขณะเดียวกันมนุษย์ก็ถวายความรัก การต่อสู้ทุก ๆ อย่างของมนุษย์เป็นเกียรติ แด่พระเป็นเจ้าด้วย ดังนั้นรางวัลสำหรับมนุษย์ ที่ได้ต่อสู้ และแบกกางเขนร่วมกับพระองค์ในโลกนี้ ก็คือ รางวัลของ ชีวิตนิรันดรในโลกหน้า ชีวิตที่ได้อยู่ร่วมกับพระเป็นเจ้าองค์แห่งความรัก

นอกจากนั้น   การขอมิสซาของเราเพื่อผู้ ล่วงลับ  ยังถือเป็นการสละแรงกาย ทรัพย์สินเงินทอง เพื่อเป็นบูชาถวายแด่พระเป็น เจ้า   โดยอาศัยคำภาวนาของ พระสงฆ์ ผ่านทางบูชามิสซาที่ถวายร่วมกัน จะเห็นได้จากในพิธีบูชามิสซาจะมีการสวดภาวนาให้กับผู้มีชีวิต และผู้ ล่วงลับไปแล้ว เพราะเราเชื่อว่าผู้ล่วงลับหรือผู้ที่มีชีวิตอยู่นั้น   ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน   ดังนั้นบูชามิสซาจึงเป็นเครื่อง หมายของความเป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งผู้มีชีวิตและผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว

ภาวนาและขอมิสซาให้ผู้ล่วงลับ เขาจะได้รับหรือไม่???

การขอมิสซา การอุทิศส่วนกุศล ส่วนบุญของเราด้วยทรัพย์สินเงินทอง แรงกาย ถวายแด่พระเป็นเจ้า  เป็นการทำบุญให้กับผู้ล่วงลับ เพื่อเขาจะได้ไปมีชีวิตนิรันดร์เร็วขึ้นนั้น เราจะทราบได้อย่างไรว่าผู้ล่วงรับเหล่านั้นได้รับ หรือไม่ ??? และบางคนที่ลงนรกไป แล้ว เราสวดภาวนาให้ก็ไร้ประโยชน์ อย่างไรเขาก็ไม่สามารถเอาตัวรอดไปสวรรค์ได้ แต่ใครล่ะจะกล้าตัดสินว่า    บุคคลนี้ต้องไปนรก แน่ ๆ เพราะแม้แต่คนที่เลวร้ายที่สุด หากวินาทีสุดท้ายเขาได้ กลับใจ และได้รับพระหรรษทานของพระเป็นเจ้าล่ะ ดังนั้นสิทธิของการตัดสินนี้จึงยกให้เป็นหน้าที่ของพระเป็นเจ้า พระองค์จะทรงเป็นผู้ตัดสินในทุกเรื่อง ๆ รวมทั้งเป็นผู้ให้ส่วนกุศลต่าง ๆ    ที่เราได้กระทำให้นั้นแก่วิญญาณของผู้ ที่เราปรารถนาสวดภาวนาให้  หรือวิญญาณที่ควรสวดภาวนาให้  หรือให้กับวิญญาณที่ไม่มีใครคิดถึงเลย เราจงมั่น ใจว่าเถิดว่า “กิจการดี กิจการกุศล  และการภาวนาอุทิศให้กับผู้ล่วงลับนี้  พระเจ้าพระองค์จะทรงให้เกิดผลเสมอ พระองค์ ไม่ปล่อยให้คำภาวนา ไร้ค่าแน่นอน” ดังนั้นจึงไม่กังวลว่าคำภาวนาและมิสซาที่เราขอไปในผู้ล่วงลับจะได้ รับหรือไม่

ชีวิตหลังความตาย

ชีวิตหลังความตายเป็นโลกที่หลายๆคนอยากทราบว่าเป็นเช่นไร แต่ไม่มีใครให้คำตอบได้แน่ชัดนักเพราะ เราทุกคนต่างอยู่ในสภาพของผู้มีชีวิต ไม่มีใครเคยพบว่าชีวิตหลังความตายเป็นเช่นไร เราทราบแต่เพียงว่า มนุษย์ ทุกคนเกิดมาย่อมมีเป้าหมายในชีวิต และเป้าหมายสุดท้ายที่มนุษย์ทุกคนหวังไว้ก็คือ หลังจากที่ได้ทำความดี ต่อสู้ กับอุปสรรคต่าง ๆ มากมายในโลกนี้    แบกกางเขนติดตามพระเยซูเจ้าแล้ว วันหนึ่งเมื่อต้องจบชีวิตในโลก  ก็ขอให้ ได้มีชีวิตใหม่อยู่กับพระเป็นเจ้า ในสวรรค์ ซึ่งสรรค์นั้น เป็นแบบใด และอยู่ที่ไหนก็มิอาจรู้ได้  สวรรค์อาจมิใช่สถาน ที่ที่สวยความ อย่างที่เราคิดฝัน แต่สวรรค์ คือ สภาวะของความสุข ความบริบูรณ์ที่เราบรรลุถึงเป้าหมายที่ต้องการ เป้าหมายในชีวิตที่จะได้ไปอยู่กับพระเป็นเจ้า และเป้าหมายที่เราได้รับนั้น    ก็คือชีวิตหลังความตายที่จะได้พบเจอ นั้นเอง

การจัดพิธีต่าง ๆ ให้ผู้ล่วงลับบอกอะไรกับเรา

เมื่อมีคนหนึ่งคนใดล่วงลับ มนุษย์จะให้เกียรติกับผู้ล่วงลับ  โดยการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อเป็นเครื่อง หมายแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่จากโลกนี้ไปกำลังเดินทางไปพบกับความสุขในโลกหน้า   ซึ่งคาทอลิกเรามีเชื่อว่าโดยอาศัยศีลล้างบาปเราจะสามารถผ่านไปสู่ชีวิตพร้อมกับพระองค์โดยผ่านทางความตายของวิญญาณ ผู้ล่วงลับทุกคนที่ อยู่ในศีลในพรของพระ ได้ตายกับพระคริสตเจ้า  จะได้กลับมามีชีวิตใหม่พร้อมกับพระองค์  เหมือนกับที่พระคริสตเจ้าได้สิ้นพระชนม์ และทรงกลับคืนชีพใหม่   ดังนั้นพิธีกรรมต่างไม่ว่าจะ เป็นการตั้งศพ การสวดภาวนาให้มิสซาปลง ศพ และการฝั่งศพ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาลักษณ์และเครื่องหมายแสดงให้เห็นว่าผู้ล่วงลับนั้น วันหนึ่งจะได้ กลับฟื้นคืนชีพใหม่ ซึ่งเป็นความหวังของชีวิตคริสตชน

ทำไมต้องจุดเทียน??

เทียนเปรียบเสมือนแสงสว่างของพระคริสตเจ้า การจุดเทียนให้กับผู้ล่วงลับในวันเสกสุสานเป็นการเตือนใจเราให้เปิดใจมองเห็นแสงสว่างของพระเป็น เจ้า รวมทั้งขอให้บรรดาผู้ล่วงลับทั้งได้เห็นแสงสว่างของพระเป็นเจ้าด้วย นอกจากนั้นเทียนยังมีความหมายถึงการให้เกียรติแด่บรรดาผู้ล่วงลับอีกด้วย

จึงกล่าวได้ว่าเดือนนี้เป็นเดือนพิเศษที่พระศาสนจักรของเราเปิดโอกาส ให้เป็นเดือนระลึกถึงบรรดาผู้ล่วงลับ และวิญญาณที่ไม่มีใครนึกถึง เป็นโอกาสดีที่พวกเราทุกคนจะร่วมกันสวดภาวนาและขอมิสซาให้กับบรรดาผู้ล่วงลับ

ทั้งหลาย   ญาติพี่น้อง  และผู้ที่ไม่มีใครคิดถึง เพราะพวกเขาเหล่านั้นไม่อยู่ในสถานะ ที่จะช่วยเหลือตัวเองให้พ้น  จากความผิดบาปได้ มีเพียงพวกเราเท่านั้ น ที่สามารถช่วยเหลือพวกเขาได้ ดังนั้นพวกเราทุกคนควรจะระลึกถึง  บรรดาผู้ล่วงลับ    หรือญาติพี่น้องที่จาก มิใช่เฉพาะแต่เดือนผู้ตายเท่านั้น แต่ควรระลึกทุก ๆ วัน เพื่อพวกเขาจะได้ไปอยู่กับพระเป็น เจ้าโดยเร็ววันและเมื่อพวกเขาได้รับชีวิตนิรันดรในสวรรค์แล้วพวกเขาก็จะไม่ลืมที่จะสวดภาวนา  ให้พวก เราเช่นกัน