Share |

ม.ล. จตุรพิธ ชมพูนุท

วิถีชุมชนวัดเป็นคำใหม่สำหรับหลายๆ  คน แต่วิถีชุมชนวัดเป็นคุณค่าที่มีอยู่ในคริสตชนแต่ละ คน เป็นคุณค่าที่มีอยู่ในแต่ละครอบครัว  และเป็นคุณค่าที่มีอยู่ในแต่ละกลุ่มและการคงอยู่ของวิถีชุมชนวัดนั้นเอง ทำให้เกิดเครื่องหมายที่เห็นได้ภายนอก ประจักษ์แก่ตาคนทั้งปวง นั่นคือ วัด

จึงกล่าวได้ว่าวิถีชุมชนวัด   เป็นคุณค่าที่มีมาและคงอยู่ ตั้งแต่ก่อนสร้างวัด

วิถีชุมชนวัดทำให้เกิดวัด

ปี ๑๘๘๕ หมู่บ้านริมคลองบางเชือกหนัง ภาษีเจริญ ฝั่งธนบุรียังไม่มีวัด แต่ชุมชนคาทอลิกได้เกิดขึ้นแล้ว   จากครอบครัวก๋ง แดงมีเพียงเพิงไม้ไผ่เป็นโรงสวด มีคุณพ่อกียูแวะเวียนเข้ามาดูแลแม้จะไม่มีวัด และไม่มีคุณพ่อเจ้าวัด   แต่วิถีชุมชนวัดได้เกิดขึ้น  แล้ว และได้กลายเป็นวัดธรรมาสน์นักบุญเปโตรในปัจจุบัน

ปี๑๙๒๙ นายแหยม ขุนศักดาและนายมัง ศรีสุระ พา ๖  ครอบครัวคาทอลิกอพยพหนีการเบียดบียนศาสนาจากอำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม มาปักหลักปักฐานที่เนินร้าง ห้วยแถลง โคราช ทั้งๆที่หน้าแล้งอากาศร้อนจัด  หน้าหนาว   อากาศหนาวจัด ต้อง เผชิญโรคระบาด การคมนาคมทุรกันดาร โจรผู้ร้าย แต่วิถีชุมชนวัดได้เกิดขึ้นแล้ว และได้กลายเป็นวัดนักบุญเทเรซา บ้านโนนแก้ว ในปัจจุบัน

ปี๑๙๕๙ ถนนสุขุมวิทตั้งแต่เพลินจิตลงไปถึงบางกะปิ บางปู ยังเป็นทุ่งนา    คาทอลิกกลุ่มหนึ่งที่ใช้ภาษาอังกฤษได้รวมตัวกันร่วมมิสซาทุกวันอาทิตย์ ที่โรงรถของนายแพทย์ เลิศ ศรีจันทร์  แม้จะไม่มีวัด แต่วิถีชุมชนวัดก็เกิดขึ้นแล้ว เริ่มจากคนกลุ่มเล็กๆ ๔-๕คน ได้กลายเป็นวัดพระมหาไถ่ในปัจจุบัน

ปี๑๙๖๙ หมู่บ้านจัดสรรแถบชานพระนครฝั่งตะวันออกกำลังเติบโต ครอบครัวคาทอลิก ส่วนหนึ่งย้ายถิ่นฐานจากกรุงเทพฯชั้น ใน อีกส่วนหนึ่งย้านถิ่นจากจังหวัดภาคอีสาน    ชุมชนคาทอลิกย่อยๆ   เหล่านี้มีเพียงปากต่อปากชวนกันมาร่วมมิสซาที่วัดน้อยในโรง เรียนพระกุมารเยซู ซอยสุขุมวิท ๑๐๑ แม้จะไม่มีวัด แต่วิถีชุมชนวัดได้เกิดขึ้นแล้ว เริ่มจาก ๒-๓ ครอบครัวและขยายเป็นสิบเป็นร้อยครอบครัว และได้กลายเป็นวัดราชินีแห่งสันติสุข (วัดซอย๑๐๑) ในปัจจุบัน ชุมชนคาทอลิกบางเชือกหนัง โนนแก้วมหาไถ่   และ๑๐๑ เป็นเพียงบางตัวอย่างของการเกิดวัด เช่นเดียวกับที่อื่นๆ ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ สุราษฎร์ฯ อุดรฯ อุบลฯ ท่าแร่ฯ   โคราช นครสวรรค์ ราชบุรี จันทบุรี

ในอดีต เราให้ความสนใจเฉพาะเรื่องประวัติการสร้างวัด ว่าสร้างในสมัยคุณพ่อท่านใดเป็นเจ้าอาวาส       เราชื่นชมกับความสำเร็จของการสร้างวัด จนละเลยจิตตารมณ์ หรือคุณค่าหรือที่มาของการมารวมกลุ่มกันของคริสตชนที่ทำให้เกิดวัดขึ้นได้

ผู้เขียนยังจำได้ เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วได้มีโอกาสตามคุณพ่อคณะพระมหาไถ่ไปทำมิสซาที่A.I.T.รังสิตห้องทำมิสซาเป็นห้องเรียน เล็กๆ มีนักศึกษา อาจารย์และคนที่อยู่บริเวณนั้นร่วมมิสซาประมาณไม่เกิน ๑๐ คน คุณค่าแบบไหนกันที่ทำให้คุณพ่อไปทำมิสซาแม้จะไกลแสนไกลและทำให้สัตบุรุษมาร่วมมิสซาแม้จะกลุ่มเล็กๆ

แต่ที่สังฆมณฑลเชียงใหม่ สังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี และสังฆมณฑอุดรธานีคุณพ่อเดินทางไกลกว่านี้หลายเท่า       สัตบุรุษก็ออกเดินทางกันตั้งแต่เช้ามืดหรือมาค้างแรมเพื่อจะได้ร่วมมิสซา จิตตารมณ์คุณพ่อท่านหนึ่งของสุราษฎร์ธานีเล่าว่า ท่านต้องขับรถ   ไป-กลับ ๘ ชั่วโมงเพื่อทำมิสซาครึ่งชั่วโมง คุณค่าแบบไหนกันที่ทำให้เกิดวิถีชุมชนวัดเช่นนี้

วิถีชุมชนวัดยังคงอยู่แม้ไม่มีวัด

สิงหาคม ๑๙๕๒ สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรไปบินเข้ามาทิ้งระเบิดในพระนคร วัดอัสสัมชัญถูกทั้งระเบิดทำลายและระเบิดเพลิง อาคารต่างๆรอบๆวัดได้รับความเสียหาย หมู่บ้านคริสตังก็ถูกเผาผลาญหมด คริสตชนต้องอพยพไปอยู่อาศัยในจังหวัดที่ปลอดภัย แต่วิถีชุมชนวัดยังคงอยู่ และทุกคนก็กลับมาช่วยกันสร้างวัดอัสสัมชัญขึ้นมาใหม่

ตุลาคม ๑๙๕๓ ชุมชนคาทอลิกบางเชือกหนังก็ช่วยกันสร้างวัดบางเชือกหนังหลังใหม่ ก๋งบัววาดแปลน  ก๋งย้งและแปะฮวดติดต่อซื้อไม้ ลากไม้ ผู้ชายทุกคนเปลี่ยนเวรกันมาเลื่อยไม้ ขุดหลุม ขึ้นเสา ผู้หญิงเปลี่ยนเวรหุงข้าวส่งเสบียง  ตกเย็นมาร่วมกันสวดสายประคำ จน “วัดธรรมาสน์นักบุญเปโตร” สำเร็จได้ด้วยสองมือของบรรพชนบางเชือกหนัง นี่คือ วิถีชุมชนวัด ซึ่งต้องเกิดขึ้นก่อนจึงจะ เกิดวัดซึ่งเป็นตัวอาคาร และเมื่อมีวิถีชุมชนวัดแล้วต่อให้วัดถูกปิด ถูกทำลาย   จิตตารมณ์หรือคุณค่านั้นก็จะยังคงอยู่และพร้อมที่จะ  เติบโตมาใหม่อีกครั้งหนึ่งอย่างยั่งยืน

วิถีชุมชนวัด จึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องมาสร้างกันในปีนี้ปีหน้า แต่วิถีชุมชนวัดเป็นสิ่งที่ต้องนำมากล่าวขานเล่าสู่กันฟังจากรุ่นสู่รุ่น   ให้ความเข้มแข็งในรุ่นพ่อแม่ ยังเป็นความเข้มแข็งในรุ่นลูก และต้องทำให้เห็นเด่นชัด จนทุกคนที่อยู่รอบชุมชนวัดพูดได้ว่า “ดูสินั่นคริสตังพวกเขารักกันและกัน” ดังที่พระเยซูสอนว่า “เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น    เจ้าทั้งหลายรักกันและกัน ดังนี้แหละคนทั้งปวงก็จะรู้ว่าเจ้าทั้งหลายเป็นศิษย์ของเรา” (ยอห์น๑๓:๓๕-๓๖)

เมื่อเห็นการประทับอยู่ของพระเจ้าในวิถีชุมชนวัด เห็นพระเยซูเจ้าทรงเป็นศีรษะของวิถีชุมชนวัด เราก็จะมีเรื่องเล่ามากมายที่จะเล่าขานสู่กันฟัง และเพื่อนบ้านของเราก็จะมีเรื่องมากมายที่โจษจัน นี่คือ “การแบ่งปันข่าวดี” ข่าวดีที่เกิดขึ้นในชีวิต      ในชุมชน ไม่ได้ฟังใครเล่าขานมาอีกต่อหนึ่ง แต่เป็นประสบการณ์จริงที่บอกว่า “พระรักเราพระเลี้ยงดูเราและพระอยู่กับเราเสมอเป็นนิตย์”

หนังสือพิมพ์อุดมสาร ปีที่ 34 ฉบับที่ 40 ประจำวันที่ 3-9 ตุลาคม 2010 หน้าแทรกพิเศษ3