![]() |
|
ที่มา : หนังสือพิมพ์อุดมสาร ปีที่ 34 ฉบับที่ 40 ประจำวันที่ 3-9 ตุลาคม 2010 (หน้าพิเศษ2-3) |
ทำไม ฉัน จึงมาเป็นคริสตชน ถ้าฟังเหตุผลจากเบื้องล่างบนแผ่นดินนี้แต่ละคำตอบล้วนแล้วแต่ไม่น่าชื่นชอบทั้งสิ้น เช่น บางคนบอกว่าฉันเป็นคริสตชน ก็เพราะเป็นตามพ่อตามแม่ บางคนอาจกล่าวแรงกว่านั้นอีกว่า ก็เพราะพ่อแม่ยัดเยียดเอาฉันไปล้างบาปตั้ง แต่เล็กนะซิ ฉันไม่มีเสรีภาพที่จะเลือกเลย ฉันจึงมีชื่อเป็นคริสตชนจนถึงทุกวันนี้ เป็นความจริงว่า มีน้อยที่ได้มีโอกาส เลือกเป็นคริสตชนด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่พ่อแม่หรือปู่ย่าตายายเป็นผู้เลือกให้ ซึ่งเราเรียกว่า เป็นคริสตังนอน เราคงไม่ต่อว่าพ่อแม่ที่ได้ป้อนนม-น้ำ-ข้าว-อาหาร หาเสื้อผ้า-พาเราไปหาหมอ ตั้งแต่เล็กๆ โดยที่ไม่ต้องรอให้เราโตขึ้นและขอเอาเองใช่หรือไม่ อันที่จริงท่านทำถูกต้องแล้วเพราะท่านเห็นว่าดีและจำเป็น ท่านจึงตัดสินใจทำเพื่อเรา เช่นเดียวกัน หากท่านเห็นว่าการเป็นคริสตชน เป็นวีชีวิตที่ดีมีคุณค่าและความหมาย ท่านจึงตัดสินใจเลือกให้เรา เราก็น่าจะขอบคุณท่านด้วยมิใช่หรือ |
|
|
แต่ในเชิงหลักการ เราเชื่อว่าพระเจ้าทรงเห็นความสำคัญและศักดิ์ศรีของเรา พระองค์ทรงรักเลือกเราให้มาเป็นคริสตชนด้วยวิธีการที่หลากหลายและต่างกัน พระเยซูเจ้ายังตรัสต่อไปว่า เรามอบภารกิจให้ท่านไปทำจนเกิดผล และผลของท่านยังคงอยู่ (ยน15:16) คริสตชนจึงเป็น กลุ่มชนที่ได้รับการเจิมจากพระคริสต์ซึ่งพร้อมที่จะยึดถือพระองค์ เป็นอาจารย์และติดตามพระองค์ โดยทั่วไป ศิษย์แต่ละคนจะต้องมีสำนึกไม่เพียงแต่มีความรักและผูกพันกับพระเยซูคริสต์ แบบศิษย์กับอาจารย์เท่านั้น แต่ยังต้องเรียนรู้ และพร้อมที่จะถ่ายทอดวิทยายุทธ และอุมดมการณ์ของอาจารย์ให้แพร่หลายและดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้นอีกด้วย คริสตชนทุกคนจึงเป็นผู้ร่วมงานของพระคริสต์เพราะได้เรียนรู้เกี่ยวกับแผนการแห่งการสร้างและแผนการแห่งการไถ่กู้ที่พระองค์ ได้นำมาแสดงและเปิดเผยให้ทราบโดยพระองค์เอง พระองค์ถึงกับตรัสอีกว่า เราไม่เรียกท่านว่าเป็นผู้รับใช้อีกต่อไป เพราะผู้รับใช้ ไม่รู้ว่านายของตนทำอะไร เราเรียกท่านเป็นมิตรสหาย เพราะเราแจ้งให้ท่านรู้ทุกสิ่งที่เราได้ยินมาจากพระบิดาของเรา (ยน15:15) คริสตชนส่วนใหญ่มักลืมว่า ตนเองมีทั้งสิทธิและหน้าที่ในฐานะเป็นสมาชิกของพระศาสนจักรคริสตชนทุกคนต้องทุ่มเทพลังตามสภาพของตนเพื่อเจริญชีวิตศักดิ์สิทธิ์ เพื่อส่งเสริมให้พระศาสนจักรเติบโตและมีความศักดิ์สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง (ก.ม.ศ 210) ในบางครั้งมีหน้าที่ต้องแสดงความคิดเห็นของตนในเรื่องที่เกี่ยวกับความดีของพระศาสนจักร (ก.ม.ศ 212 วรรค 3) |
|
|
ทุกคนเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงในศักดิ์ศรี และหน้าที่การงาน เพื่อร่วมมือกันสร้างพระกายทิพย์ตามสภาพและหน้าที่ของแต่ละคน (ก.ม.ศ. 208) คริสตชนที่รัก ให้เราหันมาสร้างความสำนึกกันเถิดว่า เบื้องหลังการได้มาเป็นคริสตชน เป็นเพราะพระเจ้าทรงรัก และให้เกียรติ เรา แม้วิธีการของพระองค์จะผ่านทางพ่อแม่ที่เลือกให้เรา หรือเป็นเพราะเราอยู่ในบรรยากาศแวดวงคริสตชน เราจึงเป็นคริสตชนตั้งแต่เล็กจนกระทั่งบัดนี้ หากเราสร้างความมั่นใจให้ได้ว่า พระเจ้าทรงรักเราจึงได้เรียกและเลือกเราให้มาร่วมงานกับพระองค์ เราก็ควรกระทำในลักษณะเดียวกัน คือ รักพระองค์ และเลือกที่จะรับผิดชอบร่วมงานกับพระองค์ เราต้องสร้างความภูมิใจในการเป็นคริสตชน ให้เป็นความรู้สึกที่จะดำรงอยู่ต่อไปนานๆ การตระหนักอยู่เสมอว่าพระเจ้าทรงรักเรา จะเป็นภูมิคุ้มกัน ทำให้เราไม่เข้าใจชีวิตผิด และหันเหไปจากพระองค์ แต่จะเพิ่มความสำนึกที่จะมีบทบาท และร่วมงานกับพระองค์อย่างทุ่มเทจิตใจและอุทิศตนเสมอไป |