![]() |
|
|
สวัสดีท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน ทางผู้จัดเขาขอให้พ่อช่วยเขียนอะไรเกี่ยวกับความรักในมุมมองแบบกฎหมายพระศาสนจักร เนื่องจากว่าเดือนนี้เป็นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งวันที่ 14 กุมภาพันธ์นั้นตรงกับวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรัก เนื่องจากพ่อมีโอกาสอบรมคู่แต่งงานบ่อย ๆ จึงขอใช้โอกาสนี้ พูดถึงการแต่งงาน เพื่อความเข้าใจในมุมมองของกฎหมายพระศาสนจักร ก่อนที่จะพูดถึงการแต่งงานในมุมมองของกฎหมายพระศาสนจักร ขออธิบายเรื่องกฎหมายพระศาสนจักรซักเล็กน้อยก่อน ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร(Canon Law) ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันนั้น เป็นฉบับที่ประกาศใช้เมื่อปี 1983 โดยพระสันตะปาปายอห์น ปอลที่ 2 แบ่งเป็น 7 บรรพ มี 1752 มาตรา บรรพ 4 นั้น ว่าด้วยเรื่องอำนาจบันดาลความศักดิ์สิทธิ์ของพระศาสนจักร ซึ่งมีเรื่องของศีลสมรสไว้ด้วย ก่อนที่จะอธิบายอะไรนั้น ขอยกประมวลกฎหมายพระศาสนจักร ม. 1055 ก่อนครับ ม. 1055 วรรค 1 พันธสัญญาการแต่งงาน คือ พันธสัญญาที่ชายและหญิง นำชีวิตทั้งครบของตน มาหลอมเข้าเป็นหนึ่งเดียว ธรรมชาติของพันธสัญญานี้มุ่งสู่ความดีของคู่ชีวิตและการให้กำเนิดบุตรหลาน รวมทั้งให้การศึกษาอบรม การแต่งงานระหว่างผู้ได้รับศีลล้างบาป ได้รับการยกขึ้นจากพระคริสตเจ้า ให้มีศักดิ์ศรีเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ |
|
|
และธรรมชาติของการแต่งงานนั้น เป็นการมุ่งสู่ความดีของคู่ชีวิต ไม่ใช่เพื่อความดีของตนอีกต่อไป ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของตนอีกต่อไป แต่เพื่อคู่ชีวิตของเรา ตรงนี้จะเห็นชัดนะครับว่า เมื่อแต่งงานแล้วเราต้องพยายามคิดถึงคู่ชีวิตของเรา ทำแล้วทำให้คู่ชีวิตมีความสุข บางครั้งอาจต้องเสียสละความชอบส่วนตัวบ้าง และอาจเป็นเรื่องอื่น ๆ ด้วยนะครับ แล้วอีกประการหนึ่งคือ การให้กำเนิดบุตรหลานและให้การอบรม การให้กำเนิดบุตรนั้น เป็นการถ่ายทอดการสร้างของพระเจ้า ที่ทำให้มนุษย์นั้นยังคงสามารถสืบเผ่าพันธ์ต่อไปได้ การมีลูกจึงเป็นเป้าหมายสำคัญประการหนึ่งของการแต่งงาน นี่ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พระศาสนจักรนั้นต่อต้านการทำแท้งซึ่งถือเป็นการทำลายชีวิตบริสุทธิ์ซึ่งไม่มีทางสู้ แล้วจะเห็นว่าไม่ใช่เพียงให้กำเนิดเท่านั้นและยังต้องให้การอบรมด้วย ต้องให้ลูกนั้น รู้และเข้าใจถึงสิ่งที่ดี ที่ถูกต้อง ทั้งในด้านคุณธรรม จริยะธรรม โดยเฉพาะเรื่องทางด้านฝ่ายจิตใจ การรับศีลศักดิ์สิทธิ์ การมาร่วมพิธีกรรม ฯลฯ |
|
|
จากสิ่งที่อธิบายข้างบนนั้น คงพอทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงความหมายของการแต่งงานในมุมมองของกฎหมายพระศาสนจักร พ่อยกตัวอย่างมาเพียงแค่มาตราเดียวครับ แค่นี้ก็ทำให้เห็นว่า การแต่งงานนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ หรือ แค่หนุ่มสาวชอบพอกัน ก็มาแต่งงานแล้วครับ แต่คงต้องพิจารณาให้ดี ๆ อย่างรอบคอบว่า เราพร้อมที่น้อมรับ พันธสัญญาเงื่อนไขที่ตามจากการแต่งงานนั้นไหม? ทั้งสองคนนั้นเข้าใจสิ่งที่จะตามมาจากการแต่งงานขนาดไหน? ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องของหนุ่มสาวที่ตกหลุมรักกัน ภายในระยะเวลาอันสั้น เช่น ในเดือนกุมภาพันธ์ หรือเป็นพิเศษวันวาเลนไทน์แล้วก็คุยกันถึงเรื่องแต่งงานแล้ว พ่อคิดว่าความรักที่พัฒนาไปจนถึงการแต่งงานนั้น น่าจะมีอะไรที่มากกว่านี้ และลึกซึ้งกว่านี้ |
|
|