โดย....คุณพ่อวิทยา แก้วแหวน (สารอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ฉบับที่ 9 เดือนกันยายน 2010)

Share |

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 เป็นต้นมา คริสตชนทั่วทั้งทวีปเอเชียเริ่มคุ้นเคยกับคำว่า “B.E.C.” ซึ่งย่อมาจากคำว่า “Basic Ecclesial Communities” หรืออีกคำหนึ่งที่เรียกว่า SCCs ซึ่งย่อมาจากคำว่า “Small Christian Communities”  คำทั้งสองดังกล่าว หากจะแปลเป็นภาษาไทยก็น่าจะแปลว่า “ชุมชนคริสตชนพื้นฐาน” และ “ชุมชนคริสตชนย่อย”

คำทั้งสองคำดังกล่าวข้างต้น ถือเป็นผลตามมาจากการประชุมของสหพันธ์สภาพระสังฆราชแห่งเอเชียที่เมืองบันดุงในปี ค.ศ. 1990 ที่ต้องการจะฟื้นฟูวัดทุกๆวัดในทวีปเอเชียให้เป็นวัดที่สมาชิกทุกคนในวัดร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งในส่วนของ พระสงฆ์ นักบวช และสัตบุรุษที่เป็นฆราวาส แบบที่เรียกว่า “วัดที่ทุกคนมีส่วนร่วม” (New way of being Church) ทั้งนี้โดยอาศัย “พระวาจาของพระเจ้า” ที่แสดงชีวิตขององค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนชีพ เข้ามาประทับอยู่และมีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกทุกๆคนในชุมชนวัด ผ่านทางพระคัมภีร์ที่อ่าน และโดยเฉพาะผ่านทางศีลมหาสนิทที่พวกเขาเข้าไปรับในพิธีบูชาขอบพระคุณ การมีประสบการณ์ชีวิตกับพระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนชีพดังกล่าวใน “ชุมชนคริสตชนพื้นฐาน” และ “ชุมชนคริสตชนย่อย” นี้ จะขับเคลื่อนสมาชิกแต่ละคนให้ก้าวออกไปประกาศข่าวดีและแบ่งปันประสบการณ์ความเชื่อในชีวิตของตนให้กับผู้คนที่อยู่รอบข้างในทุกซอกทุกมุมของชุมชนที่เขาอาศัยอยู่ ทั้งกับผู้ที่เป็นคริสตชนด้วยกันและกับผู้นับถือศาสนาอื่นๆที่แตกต่างกันอีกด้วย

กิจกรรมพื้นฐานใน “ชุมชนคริสตชนพื้นฐาน” หรือ “ชุมชนคริสตชนย่อย” ในแต่ละวัด มีเป้าหมายสุดท้ายอยู่ที่การมารวมตัวกันในบ้านของพี่น้องที่อยู่ใกล้เคียงกัน เพื่อมีประสบการณ์ในชีวิตของพระเยซูเจ้าผู้กลับคืนชีพร่วมกัน เหมือนบรรดาศิษย์ของพระเยซูเจ้ามารวมตัวกันภาวนาพร้อมกับพระมารดาของพระเยซูเจ้า ในช่วง 3 วันก่อนที่พระเยซูเจ้าจะกลับฟื้นคืนชีพ หรือในวันที่พระจิตเจ้าเสด็จลงมา หรือในการมาร่วมในพิธีหักขนมปังในการชีวิตคริสตชนรุ่นแรกๆ

กิจกรรมดังกล่าวจะส่งผลทำให้สมาชิกแต่ละคนได้ “เห็น” องค์พระเยซูเจ้าร่วมชีวิตกับพวกเขาอยู่ต่อหน้า และ “มีความเชื่อ” ในพระองค์อย่างมั่นคง เหมือนเหล่าสานุศิษย์ของพระเยซูเจ้าที่วิ่งไปที่หลุมฝังพระศพของพระเยซูเจ้าในวันอาทิตย์ปัสกา  พวกเขาได้ “เห็น” และ “ได้เชื่อ” ในพระองค์ ด้วยเหตุนี้กิจกรรมหลักในการรวมตัวกันใน “ชุมชนคริสตชนพื้นฐาน” หรือ “ชุมชนคริสตชนย่อย” ก็คือการเข้ามาร่วมกัน “ฟังพระวาจาของพระเจ้า” จากการอ่านพระคัมภีร์ โดยเฉพาะจากใน “พระวรสาร” ให้ประสบการณ์จากพระวาจาของพระเจ้า จากพระคัมภีร์ที่รับฟัง ประสานต่อเนื่องกับพระวาจาของพระเจ้าที่มีประสบการณ์ในศีลมหาสนิทที่ได้รับ เข้ามาขับเคลื่อนอยู่ในชีวิต จากนั้นก็ยินยอมให้พระวาจาของพระเจ้าที่ขับเคลื่อนอยู่ในชีวิต นำชีวิตของตนเข้าไปร่วมชีวิตกับเพื่อนพี่น้องรอบข้างและประกาศข่าวดีให้กับทุกๆคนในละแวกบ้านของตน

จากประสบการณ์ของพ่อเกี่ยวกับกิจกรรมใน“ชุมชนคริสตชนพื้นฐาน” หรือ “ชุมชนคริสตชนย่อย” หากจะกระทำให้สม่ำเสมอและยั่งยืน ควรเริ่มต้นด้วยการรณรงค์ให้ลูกวัดในแต่ละวัดฟื้นฟู “การสวดภาวนาค่ำ” ร่วมกันในครอบครัว

แต่ละครอบครัวอย่างสม่ำเสมอเป็นลำดับแรก ซึ่งควรมีการสวดสายประคำร่วมอยู่ด้วย เพื่อให้พระแม่มารีย์ได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมอยู่ในการภาวนาร่วมกันในแต่ละครอบครัว จากนั้นค่อยๆเสริมให้มีการ “อ่านพระคัมภีร์” ร่วมอยู่ด้วยในขณะสวดภาวนาค่ำร่วมกันนั้น ในขณะที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวยังไม่มีพระคัมภีร์อ่านประจำตัว ให้แต่ละวัดพิมพ์พระวรสารของอาทิตย์ถัดไปแจกให้สัตบุรุษทุกคนนำกลับไปอ่านในขณะที่สวดภาวนาค่ำพร้อมกันในบ้าน จากนั้นจึงค่อยๆจัดรวมตัวสมาชิกในบ้านใกล้เคียงให้มาร่วมกันภาวนาค่ำและอ่านพระคัมภีรร่วมกัน พร้อมทั้งให้มีการร่วมจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกัน กระทำกิจกรรมแบ่งปันประสบการณ์ความเชื่อทั้งด้วยคำพูดและการเป็นประจักษ์พยานให้กับผู้คนในละแวกบ้านของตนร่วมกันต่อไป

เกี่ยวกับวิธีการอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน พ่อแนะนำให้ใช้วิธีการการแบ่งปันประสบการณ์ในพระวรสารแบบ 7 ขั้นตอนเป็นหลัก โดยในระยะแรกไม่ต้องใช้ทุกขั้นตอน เช่นใช้ขั้นตอนที่ 1- 4 ไปก่อนจนกว่าจะพร้อมมากขึ้น ก็ค่อยๆเพิ่มขั้นตอนต่อๆไปอีก จากนั้นก็ค่อยๆนำวิธีการแบ่งปันประสบการณ์ในพระวรสารแบบที่เรียกว่า Look Listen Love แบบ  Bible Miller หรือแบบ Amos Program มาใช้เพิ่มเติมต่อไปตามความเหมาะสม นอกจากการอ่านพระคัมภร์ร่วมกันแล้ว ควรค่อยๆให้ความรู้อย่างต่อเนื่องกับ “ชุมชนคริสตชนพื้นฐาน” หรือ “ชุมชนคริสตชนย่อย” ซึ่งแนวทางการให้ความรู้เกี่ยวกับ “ชุมชนคริสตชนพื้นฐาน” หรือ “ชุมชนคริสตชนย่อย” แบบ AsIPA หรือ Lumko มีเนื้อหาที่สามารถนำมาประยุกต์จัดทำการอบรมอย่างต่อเนื่องได้เป็นอย่างดีทีเดียว พ่อหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นวัดทุกวัดในอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯของเราได้พัฒนาชีวิตวัดของเราให้เป็น “วัดแบบที่ทุกคนมีส่วนร่วม” แบบเป็น “ชุมชนคริสตชนพื้นฐาน” หรือ “ชุมชนคริสตชนย่อย” อย่างจริงจังต่อๆไป