คาร์เมไลท์ ชีวิตภาวนา และพลีกรรม
คุณพ่อสุรชัย ชุ่มศรีพันธุ์ จิตตาธิการอารามคาร์แมล (กรุงเทพฯ)

สัมภาษณ์คุณพ่อสุรชัย ชุ่มศรีพันธุ์ จิตตาธิการ

สัมภาษณ์คุณพ่อสุรชัย ชุ่มศรีพันธุ์ จิตตาธิการ2

ที่มาของ ชื่อคณะคาร์เมไลท์ ไม่สวมรองเท้า “คณะคาเมไลท์” คือผู้ที่ติดตาม แปลจริงๆ ก็ยังไม่ชัดเจนทีเดียว “คาร์แมล”  เป็นชื่อภูเขา ปัจจุบันอยู่ตรงประเทศอิสราเอล    สมัย 800 ปีก่อนพระเยซูเจ้า ประกาศกเอลียาห์ ได้มาอยู่ที่ภูเขาคาร์แมลเพื่อแสวงหาพระเป็นเจ้า   และดำเนินชีวิต ใกล้ชิดกับพระ อยู่กับการรำพึง ภาวนา ต่อมาทำหน้าที่เป็นประกาศก  หลังจากสมัยพระเยซูเจ้าแล้ว มีหลายๆ คนไปใช้ชีวิตบนภูเขาคาร์แมลเพื่อมีชีวิตอย่างเอลียาห์ แสวงหาพระเจ้าชิดสนิทกับพระเจ้า เช่นเดียวกัน คาร์แมล จึงเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่แสวงหาชีวิตสนิทกับพระ ต่อมาไม่นานเกิดสงครามครูเสสขึ้น ได้ให้กลุ่มคนที่อยู่บนภูเขาคาร์แมลออกจากพื้นที่   จากนั้นได้มีการรวมตัวตั้งคณะอยู่ในประเทศแถบยุโรป กฎเกณฑ์ที่เคยเคร่งครัด ผ่อนปรนจนเริ่มหย่อนยาน   และได้มีการปฏิรูปขึ้นในสมัยของนักบุญเทเรซาแห่งพระเยซูเจ้า และนักบุญยวง แห่งไม้กางเขน

ความเป็นมาของคณะคาร์เมไลท์ คณะคาร์เมลไลท์ประกอบด้วย 2 กลุ่มใหญ่ๆ ทั่วโลก กลุ่มแรกเรียกคาร์เมไลท์สวมรองเท้า    กับ   กลุ่มสองคาร์เมไลท์ไม่สวมรองเท้า ประเทศไทยเป็นกลุ่มคาร์เมไลท์ที่ไม่สวมรองเท้า   สำหรับชาวยุโรปรองเท้าหุ้มส้นถือเป็นสิ่งสำคัญและการไม่สวมรองเท้าหุ้มส้นเป็นเรื่องทรมานมีความทุกข์ยากมาก      เพื่อเป็น เครื่องหมายที่แสดงถึงความเคร่งครัดในระเบียบวินัย เคร่งครัดในชีวิต โดยนักบุญเทเรซา แห่งอาวิลลา เป็นผู้ปฏิรูปจากคณะที่สวมรองเท้า เป็นคณะที่ไม่สวมรองเท้า ส่วนคณะคาร์ เมไลท์ชาย ก็มี 2 คณะใหญ่เช่นเดียวกันคณะคาร์เมไลท์หญิง  ซึ่งผู้นำการปฏิรูปคือ   นักบุญเทเรซาแห่งอาวิลลา ร่วมมือกับนักบุญยวง แห่งไม้กางเขน ปฏิรูปคณะคาร์เมไลท์ที่ไม่สวมรองเท้า สังเกตว่า ในประเทศไทยมีแต่ซิสเตอร์คาร์เมไลท์ที่ไม่สวมรองเท้า แต่ยังไม่มี   คาร์เมไลท์ชายที่ไม่สวมรองเท้า เพิ่งมีพิธีบวชพระสงฆ์คาร์เมไลท์คนไทยคนแรก คือ คุณพ่อปรีชา ยั่งยืน  ได้รับการบวชในคณะคาร์เมไลท์ที่วัดแม่พระมหาทุกข์ ท่าม่วง ซึ่งศูนย์กลางของคณะคาร์เมไลท์ ในเอเชียอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ตอนนี้มีเณรคาร์เมไลท์คนไทยจำนวน 3 คน และในวันหนึ่งข้างหน้าจะมีการก่อตั้งคณะคาร์เมไลท์ชาย  ในประเทศไทย โดยพระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู ได้จัดเตรียมที่ไว้ให้แล้ว  และทางคณะคาร์เมไลท์ชายก็ตอบว่า “ยินดีที่จะเข้ามาแล้ว” ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการอยู่

ครอบครัวคาร์เมไลท์ ประกอบด้วย คาร์เมไลท์ชาย (ชั้น1)  ซิสเตอร์คาร์เมไลท์ (ชั้น 2) และ ฆราวาสคาร์เมไลท์ (ชั้น 3) ถือจิตตารมณ์เดียวกัน แต่วิถีทางการดำเนินชีวิตต่างกัน ทั้งหมดนี้จะมีชีวิตชิดสนิทกับพระเจ้าเหมือนกันและรับใช้พระศาสนจักร เป็นหลัก

นักบุญเทเรซาแห่งพระเยซูเจ้า  ( แห่งอาวิลลา) กับนักบุญเทเรซาแห่งพระกุมาร เยซู เป็นใคร ?

นักบุญเทเรซาแห่งพระเยซูเจ้า  (แห่งอาวิลลา)เป็นผู้ปฏิรูปคณะคาร์เมไลท์ที่ไม่สวมรองเท้า เป็นชาวสเปน มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 16 เป็นสตรีที่มีใจศรัทธามาก   และอยากถวายตัวแด่พระเจ้า และสมัครตัวเข้าเป็นสมาชิกของคณะคาร์เมไลท์ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีคณะคาร์เมไลท์ที่ไม่สวมรองเท้า เนื่องจากเธอเห็นว่ามีข้อผ่อนผันเยอะ ไม่เคร่งครัดเท่าที่ควร  เธอจึงปรับปรุงระเบียบวินัย หรือที่เรียกว่าปฏิรูป มาตั้งคณะที่ไม่สวมรองเท้า   ให้มีจิตตารมณ์เดิมแต่ เคร่งครัดกว่าเดิม เช่นสวดน้อยก็ให้สวดมากขึ้น ทรมานตัวน้อย ก็ให้มากขึ้น   และได้เขียนหนังสือชีวิตภายใน อธิบายเรื่องชีวิตภายใน หนทางไปสู่ความครบครันโดยร่วมมือกับนักบุญยวง แห่งไม้กางเขน  ทำให้มีตำราในการฝึกจิตวิญญาณไปสู่ความครบครันเป็นเครื่องหมายของความครบครัน มีชีวิตที่ชิดสนิทกับพระเจ้ามากขึ้น    ส่วนนักบุญเทเรซาแห่งพระกุมาร  เยซู (เป็นนักบุญองค์หนึ่งในคณะคาร์เมไลท์ที่ไม่สวมรองเท้า) มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 19-20 เป็นชาวฝรั่งเศส สมัครใจเข้าคณะคาร์เมไลท์ที่ไม่สวมรองเท้าและปฏิบัติชีวิตเคร่งครัด จนเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้รับใช้พระศาสนจักร ตามรูปแบบที่อยู่ในอาราม เป็นแบบอย่างของความศักดิ์สิทธิ์ จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนักบุญ

สำหรับคณะคาร์เมไลท์ในประเทศไทยมี 4 แห่ง อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ มี 2 แห่ง คือ กรุงเทพมหานคร กับ สามพราน นครปฐม สมาชิกที่กรุงเทพฯ (สีลม) มีจำนวน 15 คน ส่วนที่สามพราน ประมาณ 13-14 คน  ส่วนอีก 2 แห่งคือ สังฆมณฑลนครสวรรค์ กับสังฆมณฑลจันทบุรี มีคนเข้าออก จึงไม่รู้จำนวนที่แน่นอน

หน้าที่ของจิตตาธิการ อารามคาร์แมล คือ ดูแลเรื่องวิญญาณ  ถวายมิสซา และฟังแก้บาป     จำเป็นต้องเป็นพระสงฆ์ที่ได้รับการมอบหมาย แต่งตั้ง และยังให้คำปรึกษากับคณะ   คุณแม่อธิการคนปัจจุบันคือ คุณแม่เทเรซิต้า    ตำแหน่งอธิการมาจากการเลือกตั้ง สมัยหนึ่งได้ 3 ปี  ติดต่อกันได้ 3 สมัยเท่านั้น

กิจวัตรประจำวัน คือ สวดภาวนาและทำงาน  ดูแลคนป่วย ทำแผ่นปัง มีการแบ่งตารางเวลาชัดเจนไม่มีบันเทิงใดๆยกเว้นกรณีพิเศษที่จะอนุญาตให้ดูหนังสือพิมพ์ หรือ โทรทัศน์บ้าง บางครั้งยังมีการบรรเทาใจผู้ที่มาขอคำภาวนาและช่วยเหลือด้านคำภาวนาซึ่งถือเป็นงานแพร่ธรรมท่ามกลางชุมชนเมืองที่มีความสับสนวุ่นวาย

การพบปะและติดต่อ สามารถขอคำภาวนา พูดคุยผ่านทางกล่อง   หรือจะทำบุญก็สามารถนำของมาทำบุญผ่านทางกล่องที่สามารถหมุนได้ ซึ่งบางครั้งจะมีซิสเตอร์อยู่ภายนอก ให้การต้อนรับ

การสมัครเข้าเป็นสมาชิกคาร์เมไลท์หญิง (ชั้น2) ผู้ที่สนใจในพระวินัยต้องมีอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป โดยมากจะเกิน 20   ปีขึ้นไป ถือโสด ผู้ที่สนใจจะไปพบกับคุณแม่อธิการ หลังจากสัมภาษณ์ดูความเหมาะสม จะให้เวลามาอยู่ทดลองในอาราม 3 เดือน อยู่ภายใน และหลังจากนั้นจะเป็นโปสตุรันต์ ดูความเหมาะสม และจะเป็นโนวิส รับเสื้อ ถวายตน ตามลำดับ เพียงแต่ต้องทดลองว่า  มีกระแสเรียกหรือไม่ 

ส่วนการสมัครเข้าเป็นสมาชิกฆราวาสคาร์เมไลท์ (ชั้น 3) ต้องมีอายุตั้งแต่ 18 ปี - 70 ปีบริบูรณ์ คุณสมบัติ มีชีวิตการภาวนา  และชีวิตที่รับใช้พระศาสนจักรตามความสามารถของฆราวาส  มีระเบียบขั้นตอน มีธรรมนูญของตนเอง  และมีบทภาวนาที่ต้องสวด ประชุมร่วมกันเดือนละครั้ง มีการฝึกจิตภาวนาร่วมกัน ผู้สนใจก็สามารถติดต่อกับกลุ่มฆราวาสคาร์เมไลท์และมาพบปะกับกลุ่ม แต่โดยธรรมนูญจะขึ้นอยู่กับชั้น 1 แต่เมืองไทยไม่มี จึงต้องผ่านคาร์เมไลท์ชั้น 2 ที่เป็นครอบครัวเดียวกัน

เกร็ดความรู้เรื่องดอกกุหลาบของนักบุญเทเรซา และเครื่องแต่งกายของคาร์เมไลท์ 

ดอกกุหลาบ เหมือนคำภาวนา นักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซู ได้สัญญาไว้ว่า คำภาวนาของเรา แต่ละบทเหมือน 1 ดอกกุหลาบที่ให้แม่พระ ดอกกุหลาบจึงเป็นเหมือนเครื่องหมายภายนอกที่ทำ   ให้เราคิดถึงนักบุญเทเรซา เพื่อให้ท่านสวดภาวนาให้เรา ส่วน เครื่องแต่งกายของคาร์เมไลท์   จะรัดเข็มขัด เป็นส่วนหนึ่งของการทรมานกาย เสื้อที่ซิสเตอร์ใส่จะเรียกว่าเสื้อจำพวก มีปกหน้า  และปกหลัง จากที่แม่พระประจักษ์ให้กับนักบุญซินมอนสต็อก และได้บอกว่า  “ใครก็ตามที่สวมเสื้อจำพวกจนสิ้นชีวิตจะได้ขึ้นสวรรค์”

เรื่องกระแสเรียกคณะคาร์เมไลท์ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะไปทดลอง บางคนกลัวการทดลอง เลยไม่รู้ว่ามีกระแสเรียกหรือเปล่า ที่กลัวการทดลอง เป็นเพราะว่า ถ้าหากอยู่ได้ก็ดี ถ้าอยู่ไม่ได้ก็กลัวอาย   เขา แต่ถ้าเข้าใจว่า เป็นการเข้าไปทดลองชีวิต ก็ไม่ต้องกลัวอะไร ถ้าใครสนใจก็ไปทดลองดู    ไม่ เสียหายอะไร จะได้รู้ว่านี่เป็นกระแสเรียกในชีวิตของเราหรือเปล่า เราชอบหรือเปล่า ต้องใช้เวลา กระแสเรียกจะมีขั้นตอนเสมอ ถ้าเราไม่ผ่านขั้นตอนอะไรเราก็ไม่สามารถรับรู้กระแสเรียก หากเราสงสัยเกี่ยวกับกระแสเรียกก็ไปทดลองดู ไม่ใช่คนที่เข้ามาต้องเป็นคนอกหัก หรือ ผิดหวัง แต่หลายคนที่เข้ามาจะได้รู้ว่าเขาจะสามารถรับใช้พระด้วยวิธีนี้ดีหรือเปล่า จึงฝากเชิญชวนให้ลองมาสัมผัสชีวิตกันดู

อารามคาร์แมล สามพราน