ค้นหาข้อมูล :

โดย  คุณพ่อวีรศักดิ์ วนาโรจน์สุวิช

การฉลองแม่พระมหาทุกข์นี้ ชวนเราให้รำพึงถึง    ความทุกข์เจ็บปวดรวดร้าวของพระมารดา 7 อย่างด้วยกัน   ที่มีการพูดถึงในพระวรสาร เป็นพระสันตะปาปาปีโอที่ 7 ที่ได้นำการฉลองแม่พระมหาทุกข์เข้ามาในพิธีกรรมของพระศาสนจักร เพื่อเป็นการระลึก ถึงความทุกข์ยากลำบากที่จักรพรรดินโปเลียนได้ทำต่อพระศาสนจักร และเป็นต้นที่ได้ทำต่อองค์ประมุขของพระศาสนจักร

การมีส่วนร่วมในความทุกข์ยากลำบาก ที่พระมารดาพระผู้ไถ่ได้มีร่วมกับพระบุตรของพระนางในงานช่วยมนุษย์ให้รอดนั้น        (ลก.2:33-35)  เป็นต้นได้แสดงให้เห็นเป็นประจักษ์พยานในชั่วโมงที่พระองค์ถูกตรึงที่ไม้กางเขน ตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์น ซึ่งได้รับพระนางมาเป็นมารดา (ยน.19:25-27)

ในปัจจุบันการฉลอง  หรือการระลึกถึงแม่พระมหาทุกข์นี้เรามุ่งมาที่ตัวพระนางเอง  พระมารดาผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความทุกข์และ ยัญบูชาของพระคริสตเจ้าซึ่งพระนางเองได้ทรงถวายแด่พระบิดาพร้อม ๆ กับพระบุตร

ความทุกข์ยากเป็นของมนุษย์ทุกคนที่เจริญชีวิตอยู่ในโลกนี้ ทุกคนต้องเผชิญกับการประจญของปีศาจและความยากลำบากต่าง ๆ พระเป็นเจ้าทรงพระทัยดีพระองค์ไม่ให้เรารู้ว่า ในอนาคตเราจะได้รับความทุกข์ยากอะไรบ้าง แต่พระองค์ประทานพระหรรษทานให้แก่ทุกคนให้สามารถต่อสู้ความทุกข์ยากนั้นตามแต่ความต้องการของแต่ละคน

แต่ดูเหมือนว่าพระองค์ไม่ทรงสงสารแม่พระ   ทรงพระประสงค์จะให้พระนางเป็นราชินีแห่งความเศร้า และทนความยากลำบาก  เหมือนกับพระบุตร พระนางจึงต้องโศกเศร้ามากมายที่เห็นพระบุตรถูกทรมาน ถูกตรึงกางเขน โดยที่พระนางมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจนปลาย ความทุกข์เศร้าในชีวิตจของพระนางที่เราแต่ละคนน่าจะรำพึงถึง

1. คำพยากรณ์ของท่านซีเมโอน

ในพระวิหารซีเมโอนรับพระกุมารมาอุ้มไว้        พยากรณ์ว่าเด็กนี้จะเป็นสัญญลักษณ์แห่งการขัดแย้ง “กุมารนี้เกิดมาเพื่อความพินาศ    และความรอดของคนเป็นอันมากในชาติอิสราเอล และจะเป็นเสมือนเป้าให้มนุษย์คัดค้าน ส่วนตัวท่าน (พระนางมารีอา) ก็จะถูกกระบี่ทิ่มแทงดวงใจ” (ลก.2:34-35)

แม่พระบอกกับนักบุญเทเรซาว่าพระนางทราบดีว่า ชีวิตของพระองค์จะต้องถวายเพื่อความรอดของ โลกพระนางยอมรับถึงความทุกข์ยากนี้ไม่ว่าจะโหดร้ายเพียงไร   พระนางทราบดีว่าพระบุตรจะถูกเบียดเบียนข่มเหง  คนเป็นอันมากจะต่อต้านคำสอนของพระองค์ และเมื่อพระองค์ตรัสถึงพระเจ้าพวกเขาก็หาว่าพระองค์ กล่าวคำผรุสวาทดังที่คายาฟาสมหาสมณะกล่าวว่า    “บุคคลผู้นี้มันกล่าวผรุสวาท...มันสมจะต้องตาย”              (มธ.26:65-66) หลายคคนดูถูกพระองค์ต่าง ๆ นานา เขาดูถูกหาว่าพระองค์เป็นคนวิกลจริต

2. พาพระกุมารหนีไปอียิปต์

ดาบเล่มที่ 2  ที่ทิ่มแทงดวงหทัยของพระนางคือ    การที่ต้องพาพระเยซูเจ้าหนีไปประเทศอียิปต์  เพื่อให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของ เฮโรด

เฮโรดคอยด้วยความพระวนกระวาย  เพื่อทราบข่าวจากบัณฑิตสามองค์ว่า พระเยซูเจ้าบังเกิดที่ไหน จะได้ตามไปฆ่า เมื่อทราบว่าตนถูกหลอกก็สั่งให้ฆ่าทารกทุกคนในเมืองเบ็ธเลเฮม  แต่เทวดาปรากฏมาในฝันบอกโยเซฟว่า   “ลุกขึ้นเถิด พาพระกุมารและพระมารดาหนีไปประเทศอียิปต์” (มธ. 2:13 )  โยเซฟลุกขึ้นและ คืนนั้นเองก็พาพระกุมารและพระมารดาออกเดินทางไปอียิปต์ (มธ. 2:14)

พระเยซูเจ้าทรงบังเกิดมายังไม่ทันไรก็ถูกเบียดเบียน… แม่พระเริ่มระลึกถึงคำของท่านซีเมโอนที่ทำ นายไว้และกำลังเป็นความจริง    “พระองค์จะเป็นเสมือนเป้าให้มนุษย์คัดค้าน” (ลก. 2:34)

3. พระเยซูเจ้าทรงหายไปในพระวิหาร

แม่พระที่เคยเห็น เคยพบ  พูดคุย  และเลี้ยงพระเยซูเจ้ามา  แล้วอยู่ ๆ  พระองค์ก็หายไปถึง 3 วัน   แม่พระเที่ยวตามหาด้วยความ โศกเศร้าอาลัย
ในพระวรสารบทที่  2   ของนักบุญลูกากล่าวว่า แม่พระพาพระเยซูเจ้าไปฉลองปัสกาที่กรุงเยรูซาเล็ม   ขณะนั้นพระกุมารทรงพระชนม์ 12 พรรษา ระหว่างเดินทางกลับบ้าน พระเยซูเจ้าทรงค้างที่กรุงเยรูซาเล็ม      โดยที่แม่พระไม่ทันสังเกต คิดว่าพระองค์คงกลับกับญาติ ๆ เมื่อไม่เห็นพระองค์จึงย้อนกลับไปกรุงเยรูซาเล็ม  เที่ยวตามหาถึง 3 วัน

ช่างเป็นภาพที่น่ารันทดใจเพียงใด ที่แม่พระต้องปวดร้าวใจตามหาพระเยซูเจ้าตั้งแต่เช้าจรดค่ำตลอด 3 วัน  พระนางอาจจะกินข้าวกับน้ำตาเหมือนกับกษัตริย์ดาวิดคร่ำครวญถึงบุตรของตนที่ตายไป “ข้าพระองค์กินน้ำตาต่างอาหารทั้งวันและคืน  ขณะที่คนพูดกับข้าพระองค์วันแล้ววันเล่าว่า    “พระเจ้าของเจ้าอยู่ที่ไหน” (สดด.42:3)

4. พระเยซูเจ้าทรงพบพระมารดา

นักบุญเบอร์นาดี  กล่าวว่าก่อนจะพูดถึงความทุกข์โศกเศร้าของแม่พระ  เราต้องทราบว่าแม่พระรู้สึก อย่างไรเมื่อพระเยซูเจ้ากำลังจะถูกประหาร และเราต้องตระหนักดีว่าแม่พระรักพระเยซูเจ้ามากเพียงไร

แม่ทั้งหลายย่อมทราบความทุกข์ทรมานของลูก  ๆ   และพร้อมจะรับทนทุกข์ทรมาน  เมื่อหญิงชาว คานาอันวอนขอพระเยซูเจ้าให้ขับไล่ปีศาจออกจากลูกของตน เพราะว่ามันช่างทรมานใจนางสักเพียงใด  ยิ่งกว่าทรมานลูกสาวของเธออีก   “ข้าแต่พระเจ้าโอรสดาวิด โปรดเมตตาข้าพเจ้าเถิด   บุตรสาวของข้าพเจ้าถูก ปีศาจทรมานอย่างน่าสมเพช (มธ. 15:22)    แม่พระมองเห็นพระพักตร์ของพระเยซูเจ้า เต็มไปด้วยพระโลหิต มีบาดแผลเต็มไปหมดจากศีรษะจรดเท้า สวมมงกุฎหนาม แบกกางเขนหนักและใหญ่

ประกาศกอิสยาห์กล่าวว่า   “เรามองเห็นพระองค์ในสายตามนุษย์แล้วน่าสงสาร (อสย.53:2) นี่แหละ บุตรสุดที่รักของพระนาง ไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไร        แม่พระคงปรารถนาจะเข้าไปกอดพระบุตร     แต่ทหาร คงผลักรุนพระเยซูเจ้าไปข้างหน้าและสบประมาทเยาะเย้ยพระนาง…แม่พระยังคงติดตามพระบุตรไป

5. พระเยซูเจ้าทรงสิ้นพระชนม์

แม่พระเฝ้าดูลูกน้อยที่ถูกปรับโทษถึงตาย   ทั้ง ๆ ที่ลูกน้อยนั้นเป็นคนบริสุทธิ์  ลูกน้อยที่พระนางรัก อย่างสุดหัวใจ  แต่กลับถูกทรมานอย่างโหดร้ายสุดประมาณ    และตายอยู่ต่อหน้าต่อตาพระนาง     “มารีย์ มารดาของพระเยซูเจ้ายืนอยู่ที่เชิงกางเขน” (ยน.19:25) แม่พระยืนอยู่ที่เชิงกางเขนเฝ้าดูพระบุตรถูกทรมาน   และกำลังจะสิ้นใจ เขาถอดเสื้อผ้าของพระองค์ออก จับนอนลงกับกางเขน ตอกตะปูที่มือและเท้าของพระองค์ อย่างทารุณ    ยกกางเขนตั้งขึ้น  แล้วปล่อยให้พระองค์สิ้นพระชนม์…พวกเพชรฆาตหนีไป    แต่พระแม่มิได้จากไป พระนางเข้าไปใกล้ ๆ เชิงกางเขนมากขึ้น

ท่านซีมอนแห่งกาเซีย  กล่าวว่า  “ใครที่เห็นแม่พระยืนนิ่งเงียบโดยไม่บ่นอะไรแทบเชิงกางเขน คงจะ ตกใจเพราะพระนางอดทนจริง ๆ ริมฝีปากเธอเงียบ  แต่ใจเธอไม่เงียบ  พระนางถวายพระบุตรเพื่อความรอดของเรา… พระเป็นเจ้ามีแผนการให้แม่พระร่วมไถ่บาป และให้พระแม่ได้เป็นมารดาของเรา ดังนั้นที่เชิงกางเขน แม่พระจึงเป็นมารดาของเรา และเราเป็นลูก ๆ ของพระนาง” จึงตรัสแก่พระมารดาว่า  “สตรีเอ๋ย นี่แนะลูกของท่าน” “นี่แน่ะแม่ของเจ้า” (ยน.19:26-27)

6. แทงสีข้างของพระเยซูเจ้าและนำพระศพลงจากกางเขน

จิตใจของพระมารดาไม่สามารถรับความบรรเทาได้  เพราะพระเยซูเจ้าได้สิ้นพระชนม์แล้ว  แม้ว่าพระ บุตรจะสิ้นพระชนม์แล้ว ก็ยังถูกหอกแทงที่สีข้างด้วยความโหดร้าย  “ทหารคนหนึ่งเอาหอกแทงสีข้างของพระองค์” (ยน.19:34)   แม้ว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์แล้วก็ตาม   แม่พระก็ยังต้องแบมือรับพระศพลงจากกางเขน ดาบเล่มที่ 6 ที่ทิ้มแทงดวงหทัยของแม่พระ พระนางต้องทรมานทีละอย่าง ๆ และบัดนี้ทุกอย่างเอามารวมกันทรมานพระนางมากทวีคูณขึ้นไปอีก    ถ้าแม่พระสามารถที่จะทนทุกข์โศกศัลย์มากกว่านี้ได้    พระนางคงยอม รับทรมาน ซึ่งดูเหมือนความทุกข์นี้ก็ยังมีอยู่เรื่อย ๆ เพราะมนุษย์ทำบาป ก็เป็นการทรมานพระองค์ ขอให้เรากลับใจเสียใหม่ ดังที่ประกาศกอัสยาห์กล่าวว่า “จงกลับใจเสียใหม่เถิด” (อสย.46:8)

7. ฝั่งพระศพพระเยซูเจ้า

แม่พระผู้ระทมทุกข์กำลังแบมือรับร่างของพระบุตรที่ไร้ชีวิต เธอคงจะกล่าวเช่นเดียวกับมหาบุรุษโยบ ว่า   “พระองค์ทรงกระทำกับข้าพเจ้าอย่างโหดร้ายนัก”  (โยบ 30:21)     ความเศร้าโศกสุดแสนของแม่พระ พระบุตรยังคงอยู่ในอ้อมแขน พวกศิษย์กลัวว่าแม่พระจะสิ้นใจ จึงรับพระศพไปจากพระนางเพื่อทำพิธีฝัง

ถึงเวลาที่จะต้องปลงพระศพ พระมารดาคงจะปวดร้าวใจสักเพียงใดที่จะต้องกล่าวอำลาครั้งสุดท้าย… แน่นอน ช่างเป็นภาพที่เศร้าสลดและปวดร้าวใจพระนางสุดพรรณา เมื่อคิดถึงโศกราฏกรรมนี้

แม่พระบอกกับนักบุญบริจิตว่า “บุตรของฉันถูกฝัง แต่มีดวงใจ 2 ดวง ที่ฝังอยู่ที่นั่นด้วย” ที่สุด พวก เขาก็ปิดที่ฝั่งพระศพพระเยซู เจ้า ร่างกายนั้นมีค่ามากที่สุดทั้งบนแผ่นดินและในสวรรค์  แม่พระทรงทิ้งดวงใจของพระนางไว้กับพระบุตร เพราะพระองค์มีค่ามากที่สุด “เหตุว่า ทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ใด จิตใจของท่าน ก็อยู่ที่นั่นด้วย” (ลก.12:34)