7. พระทรมานและการกลับคืนพระชนมชีพ (บทที่26-28)
บทที่ 26
การวางแผนการกำจัดพระเยซูเจ้า
26 1เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสพระวาจาเหล่านี้แล้ว พระองค์ตรัสแก่บรรดาศิษย์ว่า
2'ท่านทั้งหลายทราบแล้วว่า อีกสองวันจะถึงวันปัสกา และบุตรแห่งมนุษย์จะถูกมอบให้ศัตรูนำไปตรึงกางเขน'
3เวลานั้น บรรดามหาสมณะและผู้อาวุโสของประชาชนมาชุมนุมกันในสำนักของมหาสมณะชื่อ คายาฟาส
4และคิดหาอุบายเพื่อจับกุมพระเยซูเจ้า จะได้ฆ่าเสีย
5เขาพูดกันว่า "อย่าทำการนี้ในวันฉลองเลย เพราะประชาชนจะก่อการจลาจล'
การเจิมที่หมู่บ้านเบธานี
6ขณะที่พระเยซูเจ้าประทับอยู่ที่หมู่บ้านเบธานีในบ้านของซีโมนที่เคยเป็นโรคเรื้อน
7หญิงคนหนึ่งถือขวดหินขาวบรรจุน้ำหอมราคาแพงเข้ามา และเทน้ำมันหอมลงบนพระเศียรขณะที่พระองค์กำลังประทับที่โต๊ะอาหาร
8เมื่อบรรดาศิษย์เห็นดังนั้น จึงไม่พอใจกล่าวว่า 'ทำไมทำให้น้ำมันหอมเสียไปเปล่าๆ
9น้ำมันหอมนี้อาจจะขายได้เงินมาก แล้วเอาไปแจกให้คนยากจน'
10พระเยซูเจ้าทรงทราบ จึงตรัสว่า 'ท่านทำให้นางยุ่งยากใจทำไม? นางได้ทำดีต่อเรา!
11ท่านจะมีคนยากจนอยู่กับท่านเสมอ แต่ท่านจะไม่มีเราอยู่กับท่านเสมอไป
12นางได้เทน้ำมันหอมนี้ชโลมกายของเราเป็นการเตรียมไว้สำหรับฝังศพ
13เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ที่ใดในโลกที่มีการประกาศข่าวดี จะมีการกล่าวถึงสิ่งที่นางได้ทำ เพื่อเป็นการระลึกถึงนาง'
ยูดาสทรยศต่อพระเยซูเจ้า
14ต่อจากนั้น คนหนึ่งในบรรดาอัครสาวกทั้งสิบสองคน ชื่อยูดาสอิสคาริโอท ได้ไปพบบรรดามหาสมณะ กล่าวว่า
15'ท่านยินดีจะให้ข้าพเจ้าเท่าไร เพื่อข้าพเจ้าจะมอบเขาให้ท่าน?' บรรดามหาสมณะได้จ่ายเงินสามสิบ เหรียญให้แก่ยูดาส
16ตั้งแต่นั้นมา ยูดาสก็คอยหาโอกาสที่จะมอบพระองค์
การเตรียมงานเลี้ยงปัสกา
17วันแรกของเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อ บรรดาศิษย์เข้ามาทูลถามพระเยซูเจ้าว่า 'พระองค์ทรงประสงค์ให้เราจัดเตรียมการเลี้ยงปัสกาที่ไหน?'
18พระองค์ตรัสว่า 'จงเข้าไปในกรุง ไปพบชายคนหนึ่งบอกเขาว่า "พระอาจารย์บอกว่าเวลากำหนดของเราใกล้เข้ามาแล้ว เราจะกินปัสกากับศิษย์ของเราที่บ้านของท่าน"'
19บรรดาศิษย์ก็กระทำตามที่พระเยซูเจ้าทรงบัญชา และจัดเตรียมปัสกา
พระเยซูเจ้าทรงกล่าวถึงการทรยศของยูดาส
20ครั้นถึงเวลาค่ำ พระองค์ประทับร่วมโต๊ะกับอัครสาวกทั้งสิบสองคน
21ขณะที่กำลังรับประทานอาหารกันอยู่นั้น พระองค์ตรัสว่า 'เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนหนึ่งในที่นี้จะทรยศต่อเรา'
22บรรดาอัครสาวกรู้สึกสลดใจและทูลถามพระองค์ทีละคนว่า 'เป็นข้าพเจ้าหรือ พระเจ้าข้า?'
23พระองค์ตรัสตอบว่า 'คนที่จิ้มอาหารในชามเดียวกันกับเรานี่แหละ จะทรยศต่อเรา
24บุตรแห่งมนุษย์จะจากไปตามที่มีเขียนเกี่ยวกับพระองค์ในพระคัมภีร์ วิบัติจงเกิดแก่คนที่ทรยศต่อบุตร แห่งมนุษย์! ถ้าเขาไม่ได้เกิดมาก็จะดีกว่า!'
25ยูดาสผู้ทรยศต่อพระองค์ ทูลถามว่า 'เป็นข้าพเจ้าหรือ พระอาจารย์?' พระองค์ตรัสตอบว่า 'ใช่แล้ว'
พระเยซูเจ้าทรงตั้งศีลมหาสนิท
26ขณะที่ทุกคนกำลังรับประทานอาหารอยู่นั้น พระเยซูเจ้าทรงหยิบขนมปัง ทรงกล่าวถวายพระพร ทรงบิขนมปังออกส่งให้บรรดาศิษย์ ตรัสว่า 'จงรับไปกินเถิด นี่คือกายของเรา'
27แล้วพระองค์ทรงหยิบถ้วย ทรงกล่าวขอบพระคุณ ทรงยื่นให้เขาเหล่านั้น ตรัสว่า 'ทุกท่านจงดื่มจากถ้วยนี้เถิด
28นี่คือโลหิตของเรา โลหิตแห่งพันธสัญญา ที่หลั่งออกมาสำหรับคนจำนวนมาก
29เราบอกท่านทั้งหลายว่า แต่นี้ไปเราจะไม่ดื่มน้ำจากผลองุ่นอีก จนกว่าจะถึงวันที่เราจะดื่มเหล้าองุ่นใหม่กับท่านในพระอาณาจักรของพระบิดาของเรา
พระเยซูเจ้าทรงทำนายว่าเปโตรจะปฏิเสธพระองค์
30เมื่อขับร้องเพลงสดุดีแล้ว ทุกคนออกจากห้องเพื่อไปยังภูเขามะกอกเทศ
31แล้วพระเยซูเจ้าตรัสแก่บรรดาศิษย์ว่า 'ทุกท่านจะทอดทิ้งเราในคืนนี้ เพราะมีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า เราจะตีผู้เลี้ยงแกะ และแกะจะกระจัดกระจายไป
32แต่เมื่อเรากลับคืนชีพแล้ว เราจะไปยังแคว้นกาลิลีก่อนหน้าท่าน'
33เปโตร ทูลตอบว่า 'แม้ทุกคนจะทอดทิ้งพระองค์ ข้าพเจ้าก็จะไม่ทอดทิ้งพระองค์เลย'
34พระเยซูเจ้าตรัสแก่เขาว่า 'เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ในคืนนี้เอง ก่อนไก่จะขัน ท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง'
35เปโตรทูลว่า 'ถึงแม้ข้าพเจ้าจะต้องตายพร้อมกับพระองค์ ข้าพเจ้าก็จะไม่ปฏิเสธพระองค์เลย' บรรดาศิษย์ทุกคนต่างกล่าวเช่นเดียวกัน
ภายในสวนเกทเสมนี
36เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมาพร้อมกับบรรดาศิษย์ถึงสถานที่แห่งหนึ่งชื่อเกทเสมนี พระองค์ตรัสแก่เขาเหล่านั้นว่า 'จงนั่งอยู่ที่นี่ ขณะที่เราไปอธิษฐานภาวนาที่โน่น'
37แล้วทรงพาเปโตร และบุตรทั้งสองของเศเบดีไปด้วย พระองค์ทรงรู้สึกเศร้าและสลดพระทัยอย่างยิ่ง
38จึงตรัสแก่เขาทั้งสามคนว่า 'ใจเราเป็นทุกข์แทบสิ้นชีวิต จงอยู่ที่นี่และตื่นเฝ้ากับเราเถิด'
39แล้วพระองค์ทรงพระดำเนินไปข้างหน้าอีกเล็กน้อย ทรงซบพระพักตร์ลงกับพื้นดิน อธิษฐานภาวนาว่า 'พระบิดาเจ้าข้า ถ้าเป็นไปได้ ขอให้ถ้วยนี้พ้นข้าพเจ้าไปเถิด ถ้าเป็นไปไม่ได้ ก็ขออย่าให้เป็นไปตามใจข้าพเจ้า แต่ให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์เถิด'
40พระองค์เสด็จกลับมาพบบรรดาศิษย์ ทรงพบเขาเหล่านั้นกำลังหลับอยู่ จึงตรัสแก่เปโตรว่า 'ท่านไม่สามารถตื่นเฝ้าอยู่กับเราสักหนึ่งชั่วโมงหรือ?
41จงตื่นเฝ้าและอธิษฐานภาวนาเพื่อจะได้ไม่เข้าสู่การทดลอง จิตใจพร้อมแล้วก็จริงแต่เนื้อหนังอ่อน-กำลัง'
42พระองค์เสด็จไปอีกครั้งหนึ่ง ทรงอธิษฐานภาวนาว่า 'พระบิดาเจ้าข้า ถ้าข้าพเจ้าต้องดื่มจากถ้วยนี้โดยหลีกเลี่ยงมิได้แล้ว ขอให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์เถิด'
43ครั้นเสด็จกลับมาก็ทรงพบเขาหลับอยู่อีก เพราะนัยน์ตาลืมไม่ขึ้น
44พระองค์จึงทรงละเขาทั้งสามคน เสด็จไปอธิษฐานภาวนาอย่างเดียวกันเป็นครั้งที่สาม
45แล้วเสด็จกลับมาพบเขา ตรัสว่า 'เดี๋ยวนี้ ท่านหลับต่อไปและพักผ่อนได้ เวลาที่บุตรแห่งมนุษย์จะต้องถูกมอบในเงื้อมมือของคนบาปมาถึงแล้ว 46จงลุกขึ้น! ไปกันเถิด ผู้ทรยศต่อเราอยู่ที่นี่แล้ว'
พระเยซูเจ้าทรงถูกจับกุม
47ขณะที่พระองค์กำลังตรัสอยู่นั้น ยูดาสซึ่งเป็นคนหนึ่งในบรรดาอัครสาวกทั้งสิบสองคนมาถึงพร้อมกับคนจำนวน มาก ถือดาบและไม้ตะบองเป็นอาวุธ บรรดาหัวหน้าสมณะและผู้อาวุโสของประชาชนได้ส่งพวกนี้มา
48ผู้ทรยศต่อพระองค์ได้ให้สัญญาณแก่คนเหล่านี้ว่า 'ข้าพเจ้าจูบคำนับผู้ใด ก็เป็นคนนั้นแหละ จับกุมเขาไว้เถิด'
49ทันใดนั้น ยูดาสก็เข้ามาหาพระเยซูเจ้า ทูลว่า 'สวัสดี พระอาจารย์' แล้วจูบคำนับพระองค์
50พระเยซูเจ้าตรัสแก่เขาว่า 'เพื่อนเอ๋ย จงทำอย่างที่ตั้งใจจะทำเถิด' เวลานั้นเอง คนเหล่านั้นต่างกรูกันเข้าจับกุมพระองค์
51ขณะนั้น คนหนึ่งซึ่งอยู่กับพระเยซูเจ้าก็ชักดาบฟันผู้รับใช้คนหนึ่งของมหาสมณะ ใบหูขาดไป
52พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า 'เอาดาบใส่ฝักเสีย เพราะว่าทุกคนที่ใช้ดาบ ก็จะต้องพินาศด้วยดาบ
53ท่านคิดว่า เราจะอ้อนวอนพระบิดาเจ้าให้ส่งทูตสวรรค์มากกว่าสิบสองกองพลมาช่วยเราบัดนี้มิได้หรือ?
54แล้วพระคัมภีร์ที่เขียนไว้ว่าจะต้องเป็นเช่นนี้ จะเป็นความจริงได้อย่างไรเล่า?'
55ในขณะนั้น พระเยซูเจ้าตรัสแก่ประชาชนว่า 'เราเป็นโจรหรือ ท่านทั้งหลายจึงถือดาบ ถือไม้ตะบองมาจับกุม เรา? เรานั่งสอนในพระวิหารทุกวัน ท่านก็มิได้จับกุมเรา'
56เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพื่อให้ข้อเขียนของบรรดาประกาศกเป็นความจริง หลังจากนั้นบรรดาศิษย์ทุกคนได้ละทิ้งพระองค์และหนีไป
พระเยซูเจ้าทรงถูกพิจารณาคดีในสภาสูงของชาวยิว
57บรรดาผู้ที่จับกุมพระเยซูเจ้าได้นำพระองค์ไปยังบ้านของคายาฟาสมหาสมณะ บรรดาธรรมาจารย์และผู้อาวุโสชุมนุมกันที่นั่น
58ส่วนเปโตรได้ติดตามพระองค์ไปห่างๆ จนเข้าถึงภายในลานบ้านของมหาสมณะ นั่งอยู่กับบรรดาผู้รับใช้ คอยดูว่าเหตุการณ์จะจบลงอย่างไร
59บรรดาหัวหน้าสมณะ และสมาชิกสภาสูงทุกคนพยายามแสวงหาพยานเท็จมากล่าวหาพระเยซูเจ้า เพื่อจะประหารชีวิตพระองค์ให้ได้
60แต่เขาหาหลักฐานไม่ได้ แม้ว่าจะมีพยานเท็จหลายคน ในที่สุด มีคนสองคนมาให้การว่า
61'คนคนนี้ได้พูดว่า "ฉันสามารถทำลายพระวิหารของพระเจ้า และสร้างขึ้นใหม่ได้ภายในสามวัน"'
62มหาสมณะจึงลุกขึ้นถามพระองค์ว่า'ท่านไม่ตอบอะไรหรือ? พยานเหล่านี้ตั้งข้อกล่าวหาอะไรปรักปรำท่าน?'
63แต่พระเยซูเจ้าทรงนิ่ง มหาสมณะจึงพูดกับพระองค์ว่า 'เราสั่งให้ท่านสาบานโดยอ้างพระเจ้าผู้ทรงชีวิต จงตอบเราว่าท่านเป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิตหรือ?'
64พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า 'ใช่แล้ว แต่ยังมีมากกว่านั้นอีก เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าตั้งแต่บัดนี้ไปท่านจะเห็นบุตรแห่งมนุษย์ประทับนั่ง ณ เบื้องขวาของพระผู้ทรงอานุภาพ และจะเสด็จมาพร้อมกับหมู่เมฆบนท้องฟ้า'
65มหาสมณะจึงฉีกเสื้อของตนแล้วกล่าวว่า 'เขาพูดหมิ่นประมาทพระเจ้า เราจะต้องการพยานอะไรอีกเล่า? ท่านทั้งหลายต่างได้ยินเขาพูดหมิ่นประมาทพระเจ้าแล้ว
66ท่านคิดอย่างไร?' ทุกคนตอบว่า 'เขาสมควรต้องตาย'
7แล้วพวกนั้นก็พากันถ่มน้ำลายรดพระพักตร์ของพระองค์ ชกต่อยพระองค์ บางคนตบตีพระองค์ กล่าวว่า
68'พระคริสต์จงทำนายซิว่า ใครตบหน้าเจ้า?'
เปโตรปฏิเสธพระเยซูเจ้า
69ขณะที่เปโตรนั่งอยู่ที่ลานข้างนอก หญิงผู้รับใช้คนหนึ่งเข้ามาพูดว่า 'ท่านก็เคยอยู่กับเยซู ชาวกาลิลีด้วย'
70แต่เปโตร ปฏิเสธต่อหน้าคนทั้งหลายว่า 'ฉันไม่รู้ ท่านกำลังพูดเรื่องอะไร?'
71เมื่อเปโตรกำลังออกไปที่ประตู หญิงผู้รับใช้อีกคนหนึ่งเห็นเข้าจึงพูดกับคนที่อยู่ที่นั่นว่า 'คนนี้เคยอยู่กับ เยซู ชาวนา-ซาเร็ธด้วย'
72เปโตร จึงปฏิเสธอีก ทั้งสาบานว่า 'ฉันไม่เคยรู้จักคนนั้นเลย'
73ต่อมาไม่นาน คนที่อยู่ที่นั่นเข้ามากล่าวแก่เปโตรว่า 'ท่านเป็นคนหนึ่งในพวกนั้นแน่ๆ! ฟังสำเนียงก็รู้แล้ว'
74แต่เปโตรเริ่มสาบานอย่างแข็งขันว่า 'ฉันไม่รู้จักคนนั้น' ทันใดไก่ก็ขัน 7
5เปโตรจึงระลึกถึงคำที่พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า 'ก่อนไก่จะขัน ท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง' เขาจึงออกไปข้าง นอก ร้องไห้อย่างขมขื่น
บทที่27
พระเยซูเจ้าทรงถูกนำไปพิจารณคดีต่อหน้าปิลาต
27 1ครั้นรุ่งเช้า บรรดาหัวหน้าสมณะและผู้อาวุโสของประชาชนได้ประชุมปรึกษาพร้อมกัน ทุกคนกล่าวโทษพระเยซูเจ้าเพื่อประหารชีวิตพระองค์
2เขามัดพระองค์แล้วนำไปมอบให้ปิลาต ผู้ว่าราชการ
ยูดาสฆ่าตัวตาย
3เมื่อยูดาสผู้ทรยศต่อพระเยซูเจ้าเห็นว่าพระองค์ทรงถูกตัดสินประหารชีวิต ก็รู้สึกเสียใจ จึงนำเงินสามสิบเหรียญ ไปคืนให้แก่หัวหน้าสมณะและผู้อาวุโส
4กล่าวว่า 'ข้าพเจ้าได้ทำบาปที่ได้ขายโลหิตของผู้บริสุทธิ์' เขาเหล่านั้นตอบว่า 'ธุระอะไรของเราเล่า? เป็นเรื่องของ เจ้าต่างหาก'
5ยูดาสจึงโยนเงินทิ้งไว้ในพระวิหาร แล้วไปแขวนคอตาย
6บรรดาหัวหน้าสมณะจึงเก็บเงินนั้น กล่าวว่า 'เป็นการไม่ถูกต้องที่จะเก็บเงินนี้ไว้ในคลังศักดิ์สิทธิ์ เพราะมันเป็นค่า โลหิต'
7เขาทั้งหลายจึงได้ปรึกษากัน แล้วนำเงินนั้นไปซื้อนาแปลงหนึ่งของช่างหม้อทำเป็นสุสานสำหรับคนต่างเมือง
8เพราะฉะนั้นนาแปลงนั้นจึงมีชื่อว่า "นาเลือด" จนถึงวันนี้
9ดังนี้ พระดำรัสที่ตรัสไว้ทางประกาศกเยเรมีย์จึงเป็นความจริงว่า 'เขาทั้งหลายได้นำเงินสามสิบเหรียญอันเป็นราคาค่าตัวซึ่งลูกหลานอิสราเอลได้ตีราคาเขาไว้
10เอาไปซื้อนาของช่างหม้อตามที่พระเจ้าทรงบัญชาข้าพเจ้า'
พระเยซูเจ้าต่อหน้าปิลาต
11ขณะนั้น พระเยซูเจ้าประทับยืนอยู่ต่อหน้าผู้ว่าราชการ ผู้ว่าราชการจึงถามพระองค์ว่า 'ท่านเป็นกษัตริย์ของชาวยิวหรือ?' พระเยซูเจ้าทรงตอบว่า 'ท่านพูดเองนะ'
12แต่เมื่อบรรดาหัวหน้าสมณะและผู้อาวุโสกล่าวหาพระองค์ พระองค์มิได้ทรงตอบอะไร
13ปิลาตจึงถามพระองค์ว่า 'ท่านไม่ได้ยินเขากล่าวหาท่านหลายประการทีเดียวหรือ?'
14แต่พระองค์มิได้ตรัสตอบประการใด ทำให้ผู้ว่าราชการประหลาดใจมาก
15มีประเพณีที่ผู้ว่าราชการต้องปล่อยนักโทษคนหนึ่งตามคำขอร้องของประชาชนในวันฉลอง
16เวลานั้น มีนักโทษอุกฉกรรจ์คนหนึ่งชื่อ บารับบัส
17ดังนั้น เมื่อประชาชนมาชุมนุมกันปิลาตจึงถามว่า 'ท่านทั้งหลายต้องการให้ข้าพเจ้าปล่อยผู้ใด ปล่อยบารับบัส หรือ เยซูที่เรียกว่าพระคริสต์?'
18ปิลาตทราบอยู่แล้วว่า เขาได้จับพระองค์มามอบให้เพราะความอิจฉา
19ขณะที่ปิลาตนั่งอยู่บนบัลลังก์ศาลนั้น ภรรยาของเขาส่งคนมาบอกว่า 'อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ชอบธรรมคนนี้เลยเพราะวันนี้ ฉันได้ฝันถึงเรื่องของคนคนนี้ จึงไม่สบายใจมาก'
20แต่บรรดาหัวหน้าสมณะและผู้อาวุโสได้เสี้ยมสอนยุยงประชาชน เพื่อขอให้ปล่อยบารับบัส และประหารพระเยซูเจ้า
21ผู้ว่าราชการจึงถามว่า 'ในสองคนนี้ ท่านอยากให้ข้าพเจ้าปล่อยคนไหน?' พวกเขาตอบว่า 'บารับบัส'
22ปิลาตจึงถามว่า 'ถ้าเช่นนั้น จะให้ข้าพเจ้าทำอะไรกับเยซู ซึ่งมีชื่อว่า พระคริสต์?' ทุกคนตอบว่า 'ให้เขาถูกตรึงกางเขน!'
23ปิลาตถามอีกว่า 'เขาได้ทำผิดอะไร?' แต่ประชาชนร้องตะโกนดังยิ่งขึ้นว่า 'ให้เขาถูกตรึงกางเขน!'
24เมื่อปิลาตเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไร มีแต่จะวุ่นวายยิ่งขึ้น จึงเอาน้ำมาล้างมือต่อหน้าประชาชน กล่าวว่า 'ข้าพเจ้า ไม่ขอเกี่ยวข้องกับโลหิตของผู้นี้ เรื่องนี้เป็นธุระของท่าน'
25ประชาชนทุกคนตอบว่า 'ขอให้เลือดของเขาตกเหนือเราและเหนือลูกหลานของเราเถิด!'
26แล้วปิลาตได้สั่งให้ปล่อยบารับบัสสั่งให้โบยตีพระเยซูเจ้า แล้วส่งพระองค์ให้เขานำไปตรึงบนไม้กางเขน
พระเยซูเจ้าทรงถูกสวมมงกุฎหนาม
27แล้วบรรดาทหารของผู้ว่าราชการนำพระเยซูเจ้าเข้าไปในจวน และเรียกทหารทั้งกองมาพร้อมกัน
28เขาเปลื้องฉลองพระองค์ออก นำเสื้อคลุมสีม่วงแดงมาคลุมให้
29นำหนามมาสานเป็นมงกุฎสวมพระเศียร ให้พระองค์ถือไม้อ้อในพระหัตถ์-ขวา แล้วคุกเข่าลงเฉพาะพระพักตร์ เยาะเย้ยพระองค์ว่า 'ข้าแต่กษัตริย์ของชาวยิว! ขอทรงพระเจริญเทอญ'
30เขาถ่มน้ำลายรดพระองค์ ฉวยไม้อ้อฟาดพระเศียร
31เมื่อได้เยาะเย้ยพระองค์แล้ว เขาก็ถอดเสื้อคลุมออกเสีย นำฉลองพระองค์สวมให้ดังเดิม แล้วจึงพาพระองค์ไปตรึงบนไม้กางเขน
พระเยซูเจ้าทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน
32ขณะที่บรรดาทหารนำพระองค์ออกไปนั้น เขาได้พบชายชาวไซรีนคนหนึ่งชื่อ ซีโมน จึงเกณฑ์ให้แบกไม้กางเขนของพระองค์
33เมื่อมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเรียกว่า กลโกธา แปลว่า เนินหัวกระโหลก
34ทหารนำเหล้าองุ่นผสมดีมาให้พระองค์ดื่ม พระองค์ทรงชิมแล้ว ไม่ยอมดื่ม
35เมื่อได้ตรึงพระองค์บนไม้กางเขนแล้ว เขาเอาฉลองพระองค์มาแบ่งกันโดยจับฉลาก
36และพากันนั่งเฝ้าดูพระองค์อยู่ที่นั่น
37เขาติดป้ายเหนือพระเศียรของพระองค์ เขียนข้อกล่าว-หาพระองค์ไว้ว่า 'นี่คือเยซูกษัตริย์ของชาวยิว'
38เขายังได้ตรึงโจรสองคนพร้อมกับพระองค์ด้วย คนหนึ่งอยู่ข้างขวา อีกคนหนึ่งอยู่ข้างซ้าย
พระเยซูเจ้าบนไม้กางเขน ทรงถูกเยาะเย้ย
39ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมา ต่างสบประมาทพระองค์ สั่นศีรษะเยาะเย้ยว่า 'ท่านผู้ทำลายพระวิหารและสร้างขึ้นใหม่ ได้ภายในสามวัน! จงช่วยตนเองให้รอดพ้น ถ้าท่านเป็นบุตรของพระเจ้า จงลงมาจากไม้กางเขนเถิด!'
41บรรดาหัวหน้าสมณะพร้อมกับธรรมาจารย์และผู้อาวุโสต่างเยาะเย้ยพระองค์เช่นเดียวกันว่า
42'เขาช่วยคนอื่นให้รอดพ้นได้ แต่ช่วยตนเองไม่ได้ เขาเป็นกษัตริย์แห่งอิสราเอล จงลงมาจากไม้กางเขน เดี๋ยวนี้ แล้วเราจะเชื่อ 4
3เขาไว้วางใจในพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงช่วยเขาบัดนี้เถิด หากว่าพระองค์ทรงพอพระทัยเขา เพราะเขาเคยพูดว่า "ข้าพเจ้าเป็นบุตรของพระเจ้า"'
44โจรที่ถูกตรึงบนไม้กางเขนพร้อมกับพระองค์ก็เยาะเย้ยพระองค์ด้วย
พระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์
45ตั้งแต่เวลาเที่ยง ทั่วแผ่นดินก็มืดไปจนกระทั่งถึงเวลาบ่ายสามโมง 46ครั้นถึงเวลาบ่ายสามโมง พระเยซูเจ้าทรงร้องเสียงดังว่า 'เอลี เอลี ลามาสะบัคทานี?'ซึ่งแปลว่า'ข้าแต่พระเจ้าของข้าพเจ้า ข้าแต่พระเจ้าของข้าพเจ้า ทำไมพระองค์จึงทรงทอดทิ้งข้าพเจ้าเล่า?'
47ผู้อยู่ที่นั่นบางคนได้ยินจึงพูดว่า 'เขากำลังร้องเรียกเอลียาห์'
48ทันใดนั้น คนหนึ่งวิ่งไปเอาฟองน้ำจุ่มน้ำส้ม เสียบปลายไม้อ้อส่งให้พระองค์ดื่ม
49แต่คนอื่นพูดว่า 'อย่าเพิ่ง! คอยดูซิว่า เอลียาห์จะมาช่วยเขาไหม?'
50แต่พระเยซูเจ้าทรงเปล่งเสียงดังอีกครั้ง แล้วสิ้นพระชนม์
51ทันใดนั้น ม่านในพระวิหารได้ฉีกขาดเป็นสองส่วนตั้งแต่ด้านบนตลอดจนถึงด้านล่าง แผ่นดินสั่นสะเทือน ก้อนหินแตก
52คูหาที่ฝังศพเปิดออก ร่างของผู้ศักดิ์สิทธิ์หลายร่างที่ล่วงหลับไปแล้วกลับคืนชีพ
53และออกมาจากหลุมศพหลังจากที่พระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพ พากันเข้าไปในนครศักดิ์สิทธิ์ แล้วแสดงตนแก่ผู้คนเป็นอันมาก
54นายร้อยพร้อมกับพวกทหารที่เฝ้าพระเยซูเจ้า เมื่อเห็นแผ่นดินไหวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ตกใจกลัวยิ่งนัก กล่าวว่า 'ชายคนนี้เป็นบุตรของพระเจ้าแน่ทีเดียว'
55ที่นั่น มีสตรีหลายคนมองดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ สตรีเหล่านี้ได้ติดตามพระเยซูเจ้ามาจากแคว้นกาลิลี เพื่อรับใช้พระองค์
56ในจำนวนนี้มีมารีย์ชาวมักดาลาและมารีย์มารดาของยากอบและของโยเซฟและมารดาของบุตรเศเบดี
การฝังพระศพของพระเยซูเจ้า
57ครั้นถึงเวลาเย็น คนมั่งมีชาวอาริมาเธียคนหนึ่งชื่อ โยเซฟ ได้มาที่นั่น เขาเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้าด้วย
58จึงเข้าไปหาปิลาตเพื่อขอพระศพของพระเยซูเจ้า ปิลาตจึงสั่งให้มอบพระศพแก่เขา
59โยเซฟเชิญพระศพมา เอาผ้าป่านสะอาดห่อพระศพ
60นำไปวางในคูหาหินซึ่งเป็นคูหาใหม่ที่ตนขุดไว้กลิ้งก้อนใหญ่ปิดทางเข้าคูหา แล้วจึงกลับไป
61มารีย์ชาวมักดาลา และมารีย์อีกคนหนึ่งนั่งอยู่หน้าคูหาที่นั่น
ทหารยามเฝ้าพระคูหา
62วันรุ่งขึ้น คือวันสับบาโต บรรดาหัวหน้าสมณะและชาวฟาริสีไปหาปิลาตพร้อมกัน
63กล่าวว่า 'ท่านขอรับ เราจำได้ว่าคนลวงโลกผู้นี้เมื่อยังมีชีวิตอยู่เคยพูดว่า "ฉันจะกลับคืนชีพหลังจากสามวัน"
64ท่านจงสั่งให้มีคนเฝ้าคูหาจนถึงวันที่สาม เพื่อมิให้บรรดาศิษย์ของเขาขโมยศพไปแล้วประกาศแก่ประชาชนว่า "เขากลับคืนชีพจากบรรดาผู้ตายแล้ว" การหลอกลวงครั้งนี้จะร้ายแรงยิ่งกว่าครั้งก่อน'
65ปิลาตจึงบอกเขาว่า 'ท่านจงจัดทหารยามไปเฝ้าตามใจชอบเถิด'
66บรรดาหัวหน้าสมณะและชาวฟาริสีจัดการเฝ้าพระคูหาอย่างแข็งแรงโดยประทับตราที่หินปิดทางเข้าและวางยามไว้
บทที่ 28
พระคูหาว่างเปล่า ข่าวดีจากทูตสวรรค์
28 1หลังจากวันสับบาโต เช้าตรู่ของวันอาทิตย์ มารีย์ชาวมักดาลา และมารีย์อีกผู้หนึ่งไปดูพระคูหา
2บัดนั้นได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุ่นแรง ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าลงจากสวรรค์เข้าไปกลิ้งหินออกและนั่งบนหินนั้น
3ใบหน้าของทูต-สวรรค์แจ่มจ้าเหมือนสายฟ้า อาภรณ์ขาวราวหิมะ
4ทหารยามตกใจกลัวทูตสวรรค์จนตัวสั่นหน้าซีดเหมือนคนตาย
5ทูตสวรรค์กล่าวแก่สตรีทั้งสองคนว่า 'อย่ากลัวเลย ข้าพเจ้าทราบว่าท่านกำลังแสวงหาพระเยซู ผู้ถูกตรึงบน ไม้กางเขน
6พระองค์ไม่อยู่ที่นี่ เพราะกลับคืนพระชนมชีพแล้วตามที่ตรัสไว้ มาซิ มาดูที่ที่เขาได้วางพระองค์ไว้
7แล้วจงรีบไปบอกบรรดาศิษย์ว่า "พระองค์ได้กลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตายแล้วพระองค์เสด็จล่วงหน้าท่านไปในแคว้นกาลิลี ท่านจะพบพระองค์ที่นั่น" นี่คือข่าวดีที่ข้าพเจ้าแจ้งแก่ท่าน'
8สตรีทั้งสองคนมีความกลัวระคนกับความยินดีอย่างยิ่ง ได้รีบจากพระคูหา วิ่งไปแจ้งข่าวแก่บรรดาศิษย์ของพระองค์
พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์แก่สตรีทั้งสองคน
9ทันใดนั้น พระเยซูเจ้าเสด็จมาพบสตรีทั้งสองคน ตรัสว่า 'สวัสดี' ทั้งสองคนจึงเข้าไปใกล้กอดพระบาทนมัสการพระองค์
10แล้วพระเยซูเจ้าตรัสว่า 'อย่ากลัวเลย จงไปแจ้งข่าวแก่พี่น้องของเราให้ไปยังแคว้นกาลิลี เขาจะพบเราที่นั่น'
ผู้นำชาวยิวป้องกันตน
11เมื่อสตรีทั้งสองคนเดินทางไป ทหารยามบางคนเข้าไปในเมือง แจ้งเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นแก่บรรดาหัวหน้าสมณะ
12บุคคลเหล่านี้จึงประชุมปรึกษากันกับบรรดาผู้อาวุโสแล้วตกลงจ่ายเงินก้อนใหญ่ให้ทหาร
13สั่งว่า 'ท่านทั้งหลายจงพูดว่า "บรรดาศิษย์ของเขาได้มาขโมยศพของเขาไปในเวลากลางคืน ขณะที่เรากำลังหลับอยู่"
14ถ้าเรื่องมาถึงหูของผู้ว่าราชการ เราจะชี้แจงแก่เขา ทำให้ท่านพ้นโทษ'
15ทหารได้รับเงินและกระทำตามคำแนะนำ เรื่องนี้จึงเล่าลือกันในหมู่ชาวยิวจนกระทั่งทุกวันนี้
พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์ในแคว้นกาลิลี ทรงส่งบรรดาอัครสาวกไปทั่วโลก
16บรรดาศิษย์ทั้งสิบเอ็ดคนได้ไปยังแคว้นกาลิลี ถึงภูเขาที่พระเยซูเจ้าทรงกำหนดไว้
17เมื่อเขาเห็นพระองค์ ก็กราบนมัสการ แต่บางคนยังสงสัยอยู่
18พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามาใกล้ ตรัสแก่เขาทั้งหลายว่า 'พระเจ้าทรงมอบอำนาจอาชญาสิทธิ์ทั้งหมดในสวรรค์และบนแผ่นดินให้แก่เรา
19เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา ทำพิธีล้างบาปให้เขาเดชะพระนามพระบิดา พระบุตร และพระจิต
20จงสอนเขาให้ปฏิบัติตามคำสั่งทุกข้อที่เราได้ให้แก่ท่านแล้วจงทราบเถิดว่าเราอยู่กับท่านทุกวันตลอด ไปตราบจนสิ้นพิภพ'