www.catholic.or.th

มีข้อผิดพลาด
  • JLIB_DATABASE_ERROR_FUNCTION_FAILED

วันพฤหัสบดีที่ 8 มิถุนายน 2017 สัปดาห์ที่ 9 เทศกาลธรรมดา

บทอ่านจากหนังสือโทบิต                                              ทบต 6:10-11ก,7:1,9-17,8:4-10
     เมื่อเขาทั้งสองคนเข้าไปในแคว้นมีเดีย อยู่ใกล้เมืองเอกบาทานา ราฟาเอลพูดกับชายหนุ่มว่า “น้องโทบียาห์” เขาตอบว่า “อะไรครับ” ทูตสวรรค์กล่าวต่อไปว่า “คืนนี้เราจะต้องพักที่บ้านของรากูเอลซึ่งเป็นญาติคนหนึ่งของท่าน เขามีบุตรหญิงคนหนึ่งชื่อซาราห์
     เมื่อโทบียาห์มาถึงเมืองเอกบาทานา เขาพูดว่า “พี่อาซาริยาห์ จงนำข้าพเจ้าไปหารากูเอล ญาติของเราทันทีเถิด ราฟาเอลจึงนำเขาไปที่บ้านของรากูเอล เขาพบรากูเอลกำลังนั่งอยู่ที่ประตูลานบ้าน เขาทั้งสองคนจึงทักทายก่อน รากูเอลตอบว่า “สวัสดี เพื่อน ยินดีต้อนรับ” แล้วนำทั้งสองคนเข้าไปในบ้าน
     เขาทั้งสองคนอาบน้ำและชำระตนตามประเพณีแล้วจึงนั่งโต๊ะเพื่อกินอาหาร โทบียาห์บอกราฟาเอลว่า “พี่อาซาริยาห์ จงขอน้องซาราห์จากรากูเอลให้เป็นภรรยาของข้าพเจ้าเถิด” รากูเอลได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ จึงพูดกับชายหนุ่มว่า “คืนนี้จงกิน จงดื่ม และสนุกร่าเริงเถิด เพราะไม่มีญาติคนใดมีสิทธิ์ได้นางซาราห์บุตรหญิงของข้าพเจ้าเป็นภรรยานอกจากท่าน ข้าพเจ้าไม่มีสิทธิ์จะยกนางให้เป็นภรรยาของผู้ใดได้นอกจากยกให้ท่าน เพราะท่านเป็นญาติสนิทที่สุดของข้าพเจ้า แต่ก่อนอื่น ลูกเอ๋ย ข้าพเจ้าต้องบอกความจริงแก่ท่านอย่างตรงไปตรงมา ข้าพเจ้าเคยให้นางเป็นภรรยาแก่สามีที่เป็นญาติกันถึงเจ็ดคนแล้ว แต่ทุกคนตายในคืนแต่งงานก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์กับนาง บัดนี้ ลูกเอ๋ย จงกินและดื่มเถิด องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงจัดการให้ท่าน” โทบียาห์พูดขึ้นว่า “ข้าพเจ้าจะไม่กินและจะไม่ดื่มเป็นอันขาด ถ้าท่านไม่ตัดสินใจเรื่องของข้าพเจ้าก่อน” รากูเอลตอบว่า “ข้าพเจ้าจะทำ ข้าพเจ้ายกนางให้เป็นภรรยาของท่านตามข้อกำหนดในหนังสือของโมเสส และตามที่สวรรค์กำหนดจะให้นางแก่ท่าน จงรับน้องสาวของท่านเป็นภรรยาเถิด ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ท่านเป็นสามีของนาง และนางเป็นภรรยาของท่าน นางเป็นของท่านแล้วตั้งแต่วันนี้ตลอดไป ลูกเอ๋ย ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ทรงพิทักษ์รักษาลูกทั้งสองคนในคืนนี้ และประทานพระเมตตาและสันติแก่ลูกทั้งสองคนเถิด” รากูเอลเรียกนางซาราห์บุตรหญิง เมื่อนางเข้ามา เขาจับมือนางไว้ จูงนางไปมอบให้โทบียาห์ พลางพูดว่า “จงรับนางเป็นภรรยาของท่านตามธรรมบัญญัติและตามข้อกำหนดที่เขียนไว้ในหนังสือของโมเสส จงรับนางและนำนางไปที่บ้านของบิดาของท่านอย่างปลอดภัย ขอพระเจ้าแห่งสวรรค์โปรดให้ท่านมีสันติสุขและคุ้มครองท่านในการเดินทางเถิด” แล้วเขาเรียกมารดาของนางซาราห์เข้ามา สั่งให้นำกระดาษมาแผ่นหนึ่ง และเขียนสัญญาการแต่งงาน ระบุว่าขอมอบบุตรหญิงของตนให้เป็นภรรยาของโทบียาห์ตามข้อกำหนดในธรรมบัญญัติของโมเสส ต่อจากนั้น ทุกคนก็เริ่มกินและดื่ม
     รากูเอลเรียกนางเอดนาภรรยาของตน สั่งว่า “น้องเอ๋ย จงเตรียมห้องอีกห้องหนึ่ง และนำซาราห์ไปที่นั่น” นางเอดนาไปเตรียมเตียงไว้ในห้องตามคำสั่ง แล้วนำบุตรหญิงเข้าไปด้วย นางร้องไห้เพราะบุตรหญิง แล้วเช็ดน้ำตา พูดว่า”ลูกเอ๋ย จงทำใจให้ดี ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ทรงเปลี่ยนความทุกข์ของลูกให้เป็นความยินดี ลูกเอ๋ย จงทำใจให้ดี” แล้วนางก็ออกไป
รากูเอลและนางเอดนาออกจากห้องวิวาห์และปิดประตู โทบียาห์ลุกขึ้นจากเตียง บอกนางซาราห์ว่า “น้องเอ๋ย จงลุกขึ้น เราจงอธิษฐานภาวนาวอนขอองค์พระผู้เป็นเจ้าให้ประทานพระเมตตาและความรอดพ้นแก่เรา” นางก็ลุกขึ้น เขาทั้งสองคนเริ่มอธิษฐานภาวนาขอให้พระองค์ประทานความรอดพ้นแก่ตน กล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้าของบรรพบุรุษ ขอถวายพระพรแด่พระองค์ ขอพระนามพระองค์ได้รับการถวายพระพรตลอดไปทุกยุคทุกสมัย ขอให้สวรรค์และสิ่งสร้างทั้งมวล จงถวายพระพรแด่พระองค์ตลอดนิรันดร พระองค์ทรงสร้างอาดัม และทรงสร้างนางเอวา ภรรยาของเขา ให้เป็นผู้ช่วยเหลือและค้ำจุน มนุษยชาติก็ได้ถือกำเนิดจากเขาทั้งสองคน พระองค์ตรัสว่า “มนุษย์อยู่เพียงคนเดียวไม่ดีเลย เราจะสร้างผู้ช่วยที่เหมาะกับเขาให้” บัดนี้ ข้าพเจ้ารับน้องสาวของข้าพเจ้าผู้นี้ไว้เป็นภรรยา ไม่ใช่เพราะความใคร่ แต่ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ขอพระองค์โปรดให้ข้าพเจ้าและนางได้รับพระเมตตา และให้ข้าพเจ้าทั้งสองคนมีชีวิตอยู่ด้วยกันจนถึงวัยชราเถิด”
     เขาทั้งสองคนกล่าวพร้อมกันว่า “อาเมน อาเมน” แล้วนอนหลับไปในคืนนั้น
แต่รากูเอลลุกขึ้น เรียกผู้รับใช้มาและไปขุดหลุมพร้อมกับเขา เขาคิดว่า “ถ้าเขาตายไปอีกคนหนึ่ง อย่าให้ผู้คนต้องหัวเราะเยาะและรังเกียจเราเลย”

 

บทอ่านจากพระวรสารนักบุญมาระโก                             มก 12:28-34
     เวลานั้น ธรรมาจารย์คนหนึ่งเข้ามาเฝ้าพระเยซูเจ้า ได้ฟังการโต้เถียงเรื่องนี้ และเห็นว่าพระองค์ทรงตอบได้ดี จึงทูลถามพระองค์ว่า “บทบัญญัติข้อใดเป็นเอกกว่าบทบัญญัติข้ออื่นๆ” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “บทบัญญัติเอกก็คือ อิสราเอลเอ๋ย จงฟังเถิด องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของเราทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว ท่านจะต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญาและสุดกำลังของท่าน บทบัญญัติประการที่สองก็คือ ท่านจะต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง ไม่มีบทบัญญัติข้อใดยิ่งใหญ่กว่าบทบัญญัติสองประการนี้” ธรรมาจารย์คนนั้นทูลว่า “พระอาจารย์ ท่านตอบได้ดี จริงทีเดียวที่ท่านกล่าวว่า พระเจ้ามีแต่เพียงพระองค์เดียวและนอกจากพระองค์แล้วไม่มีพระเจ้าอื่นเลย การจะรักพระองค์สุดจิตใจ สุดความเข้าใจและสุดกำลัง และรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเองนี้มีคุณค่ามากกว่าเครื่องเผาบูชา หรือเครื่องสักการบูชาใดๆ ทั้งสิ้น” พระเยซูเจ้าทรงเห็นว่าเขาพูดอย่างเฉลียวฉลาด จึงตรัสว่า “ท่านอยู่ไม่ไกลจากพระอาณาจักรของพระเจ้า” หลังจากนั้น ไม่มีผู้ใดกล้าทูลถามพระองค์อีกเลย

 

ข้อคิด
     พระเยซูเจ้าทรงถือเป็นโอกาสชี้ให้เห็นว่าที่เคยถือว่าความรักพระเจ้าต้องมาอันดับแรก แล้วนั้นจึงเป็นความรักเพื่อนมนุษย์ ในความเป็นจริงแล้วเป็นความรักเดียวกัน พร้อมกันนั้นทรงยืนยันว่ารักพระเจ้าก็ต้องรักเพื่อนพี่น้อง เพราะรักพ่อก็ต้องรักลูกพ่อด้วย และรักเพื่อนมนุษย์ก็คือรักพระเจ้า ทุกสิ่งทำหรือไม่ทำแก่เพื่อนมนุษย์ก็เท่ากับทำหรือไม่ทำกับพระองค์เอง แล้วนั้นทรงย้ำว่าความรักเช่นนี้มีค่ามากกว่าเครื่องบูชาใดๆ เพราะหากคิดจะนำเครื่องบูชาไปถวายพระ แต่ความรักยังไม่เรียบร้อย ยังมีอะไรคาใจตนเองและคาใจเพื่อนมนุษย์ ก็ให้วางเครื่องบูชาไว้ กลับไปคืนดีกันก่อน แล้วนั้นจึงค่อยกลับมาถวายเครื่องบูชา