www.catholic.or.th

มีข้อผิดพลาด
  • JLIB_DATABASE_ERROR_FUNCTION_FAILED

วันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม 2017 สัปดาห์ที่ 12 เทศกาลธรรมดา

บทอ่านจากหนังสือปฐมกาล                                           ปฐก 18:1-15
     องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำแดงพระองค์แก่อับราฮัมที่หมู่ต้นโอ๊กของมัมเร ขณะนั้นเป็นเวลาแดดร้อนจัด อับราฮัมกำลังนั่งอยู่ที่ประตูกระโจม เขาเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นชายสามคนยืนอยู่ใกล้ตน ทันทีที่เห็น อับราฮัมก็วิ่งจากประตูกระโจมไปต้อนรับและกราบลงที่พื้นดิน เขาพูดว่า “เจ้านายของข้าพเจ้า ถ้าท่านโปรดปรานข้าพเจ้า โปรดอย่าผ่านผู้รับใช้ของท่านไปเลย ข้าพเจ้าจะให้เขาเอาน้ำมาล้างเท้าให้ท่าน เชิญท่านพักใต้ต้นไม้นี้เถิด ขอให้ข้าพเจ้าไปนำอาหารมาให้ท่านสักเล็กน้อย ท่านจะได้สดชื่น มีกำลังเดินทางต่อไป ท่านมาถึงบ้านข้าพเจ้าแล้ว ขอให้ข้าพเจ้ารับใช้ท่านเถิด” เขาทั้งสามคนจึงตอบว่า “จงทำตามที่ท่านพูดนั้นเถิด”
อับราฮัมรีบเข้าไปในกระโจมของนางซาราห์ และบอกว่า “เร็วเข้า ไปเอาแป้งละเอียดสามถังมานวดและทำขนมปังสำหรับแขกสามคนเถิด” แล้วอับราฮัมวิ่งไปที่ฝูงสัตว์ นำลูกโคอ้วนพีตัวหนึ่งให้ผู้รับใช้ฆ่า และรีบปรุงเป็นอาหาร เขาเอานมข้นเปรี้ยว น้ำนมสดและเนื้อลูกโคที่เตรียมแล้ว มาวางต่อหน้าคนทั้งสาม และยืนอยู่ใต้ต้นไม้คอยรับใช้ ขณะที่คนทั้งสามกำลังกินอาหาร
เขาเหล่านั้นถามว่า “นางซาราห์ ภรรยาของท่านอยู่ที่ไหน” อับราฮัมตอบว่า “นางอยู่ในกระโจม” คนหนึ่งจึงพูดว่า “ปีหน้า เราจะกลับ มาหาท่านอีกอย่างแน่นอน นางซาราห์ภรรยาของท่านจะมีบุตรชายคนหนึ่ง” นางซาราห์ฟังอยู่ที่ประตูกระโจมเบื้องหลังอับราฮัม อับราฮัมและนางซาราห์ชรามากแล้ว ทั้งประจำเดือนของนางซาราห์ก็หมดไปแล้วด้วย นางซาราห์จึงหัวเราะอยู่ในใจ คิดว่า “ฉันแก่เกินกว่าที่จะมีบุตรแล้ว สามีของฉันก็แก่แล้ว ฉันยังจะมีความสนุกในทางประเวณีอีกหรือ” แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสถามอับราฮัมว่า “ทำไมนางซาราห์จึงหัวเราะ และคิดว่าฉันแก่แล้วจะคลอดบุตรได้หรือ มีสิ่งใดที่ยากเกินไปสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้าหรือ เมื่อถึงเวลากำหนดเราจะกลับมาหาท่านในปีหน้า และนางซาราห์จะมีบุตรชายคนหนึ่ง” นางซาราห์ปฏิเสธว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้หัวเราะ” เพราะนางกลัว พระองค์จึงตรัสว่า “ไม่จริง ท่านหัวเราะแน่ๆ”

 

บทอ่านจากพระวรสารนักบุญมัทธิว                                   มธ 8:5-17
     เวลานั้น เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จเข้าเมืองคาเปอรนาอุม นายร้อยคนหนึ่งเข้ามาเฝ้าพระองค์ ทูลอ้อนวอนว่า “พระองค์เจ้าข้า ผู้รับใช้ของข้าพเจ้าเป็นอัมพาตนอนอยู่ที่บ้าน ต้องทรมานอย่างสาหัส” พระเยซูเจ้าจึงตรัสกับเขาว่า “เราจะไปรักษาเขาให้หาย” แต่นายร้อยทูลตอบว่า “พระองค์เจ้าข้า ข้าพเจ้าไม่สมควรให้พระองค์เสด็จเข้ามาในบ้านของข้าพเจ้า แต่ขอพระองค์ตรัสเพียงคำเดียวเท่านั้น ผู้รับใช้ของข้าพเจ้าก็จะหายจากโรค ข้าพเจ้าเป็นคนอยู่ใต้บังคับบัญชา แต่ยังมีทหารอยู่ใต้บังคับบัญชาด้วย ข้าพเจ้าสั่งทหารคนนี้ว่า ‘ไป’ เขาก็ไป สั่งอีกคนหนึ่งว่า ‘มา’ เขาก็มา ข้าพเจ้าสั่งผู้รับใช้ว่า ‘ทำนี่’ เขาก็ทำ” เมื่อพระเยซูเจ้าทรงได้ยินเช่นนี้ ทรงประหลาดพระทัย จึงตรัสแก่บรรดาผู้ติดตามว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เรายังไม่เคยพบใครมีความเชื่อ มากเช่นนี้ในอิสราเอลเลย เราบอกท่านทั้งหลายว่า คนจำนวนมากจะมาจากทิศตะวันออกและตะวันตก และจะนั่งร่วมโต๊ะกับอับราฮัม อิสอัคและยาโคบในอาณาจักรสวรรค์ แต่บุตรแห่งอาณาจักรจะถูกขับไล่ออกไปในที่มืดข้างนอก ที่นั่นจะมีแต่การร่ำไห้คร่ำครวญ และขบฟันด้วยความขุ่นเคือง” แล้วพระเยซูเจ้าจึงตรัสกับนายร้อยว่า “จงไปเถิด จงเป็นไปตามที่ท่านเชื่อนั้นเถิด” ผู้รับใช้ของเขาก็หายจากโรคในเวลานั้นเอง
     เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จเข้าไปในบ้านของเปโตร ทรงเห็นมารดาของภรรยาเปโตรนอนป่วยเป็นไข้ พระองค์จึงทรงจับมือนาง นางก็หายไข้ ลุกขึ้นและปรนนิบัติรับใช้พระองค์
     เย็นวันนั้น ประชาชนนำผู้ถูกปีศาจสิงจำนวนมากมาเฝ้าพระองค์ พระองค์ทรงขับปีศาจเหล่านี้ออกไปด้วยพระวาจา และทรงบำบัดรักษาผู้ป่วยทุกคน เพื่อให้พระวาจาที่ได้ตรัสไว้ทางประกาศกอิสยาห์เป็นความจริงว่า พระองค์ทรงรับเอาความอ่อนแอของเราไว้ และทรงแบกความเจ็บป่วยของเรา

 

ข้อคิด
     “มีสิ่งใดที่ยากเกินไปสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้าหรือ” เป็นคำพูดที่ทูตสวรรค์กล่าวกับอับราฮัม และนางซาราห์ เป็นคำพูดที่ยืนยันมั่นคงว่า พระเจ้าทรงกระทำได้ทุกสิ่ง แม้อับราฮัม และนางซาราห์จะมีอายุมากแล้ว ตามประสามนุษย์ ก็คงจะไม่มีลูกได้แล้ว แต่พระเจ้าได้มอบลูกให้กับท่านทั้งสอง พระเจ้าได้รักษาผู้รับใช้ ของนายร้อยผู้นั้นให้หายจากการเป็นอัมพาต เพราะความเชื่ออันมากมายที่นายร้อยผู้นั้นมี และมารดาของภรรยาของเปโตรได้หายจากการป่วยไข้ เพียงพระเยซูเจ้าทรงจับมือของนางเท่านั้น ทั้ง 3 กรณีนี้เป็นไปได้ ก็เพราะความเชื่อมั่นที่มีต่อพระเจ้า
วอนขอพระเจ้า ประทานความเชื่อที่มั่นคงให้กับข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเทอญ