www.catholic.or.th

มีข้อผิดพลาด
  • JLIB_DATABASE_ERROR_FUNCTION_FAILED

จิตตารมณ์การทำงานธรรมทูตของมิชชันนารีสมัยแรกๆ

ถ้ามีคนบอกให้คุณเดินไปตาย คุณจะไปมั้ย? หรือ

ถ้าหากคุณรู้ว่า คุณเดินไปตรงนี้ คุณมีโอกาสตาย 50/50 คุณจะกล้าเดินไปมั๊ย?

ศาสนาคริสต์เข้ามาในประเทศไทยกว่า 300-400 ปีแล้ว โดยมิชชันนารีรุ่นแรกๆ ที่เข้ามาในประเทศไทยนั้น มาจากคณะโดมินิกัน (ค.ศ.1567) คณะฟรังซิสกัน (ค.ศ.1582) และคณะเยสุอิต (ค.ศ.1606) ตามลำดับ ซึ่งงานแพร่ธรรมในช่วง 100 ปีแรกนี้ ไม่ค่อยเกิดผลมากนักในประเทศไทย อันสืบเนื่องอุปสรรคมากมายนานัปการในขณะนั้น

ต่อมาในค.ศ.1662 มีมิชชันนารีคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (M.E.P.) เข้ามาแพร่ธรรมอีกคณะหนึ่ง ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งในช่วงเวลานั้น สยาม (ชื่อเรียกประเทศไทยสมัยนั้น) เป็นประเทศที่มีนโยบายเปิดต้อนรับต่างประเทศ เข้ามาทำการสัมพันธ์ทางการทูตและการค้ามากขึ้น ในช่วงนี้เองที่พระศาสนจักรในสยามเวลานั้น ค่อยๆ เริ่มลงหลักปักฐานได้ และค่อยๆ เจริญเติบโตสืบเนื่องต่อมา
จนกระทั่งถึงปัจจุบัน แม้จะมีช่วงเวลาแห่งความยุ่งยากลำบาก ถูกเบียดเบียนบ้าง แต่พระศาสนจักรยังคงอยู่ สืบทอดมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้

     สิ่งสำคัญที่น่าสนใจนั่นก็คือ การเดินทางมาแพร่ธรรมของมิชชันนารีในช่วงแรกเริ่มนี้ โดยเฉพาะของคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส เต็มไปด้วยอุปสรรค ความยากลำบาก ภัยอันตรายจากการเดินทาง และเสี่ยงต่อความตายอย่างมาก นั่นคือ…

 

 

กลุ่มแรกที่ออกเดินทาง คือ พระคุณเจ้าลังแบรต์ เดอ ลา ม็อต และพระสงฆ์อีกสององค์ ทั้งสามองค์ออกเดินทางจากเมืองท่ามาร์เซย์ วันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ.1660 ผ่านเกาะมอลตา ไซปรัส ประเทศซีเรีย เปอร์เซีย อินเดีย ทะเลแบงคอล ถึงประเทศสยามที่เมืองตะนาวศรี ในที่สุดถึงกรุงศรีอยุธยาวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ.1662 ในการเดินทางครั้งนี้ใช้เวลา 22 เดือนและเคราะห์ดีเขาถึงทั้งสามคน

     กลุ่มที่สอง คือ พระคุณเจ้าอิกญาซิโอ โกโตลังดี และพระสงฆ์ 2 องค์ ฆราวาส 1 คน ทั้งสี่คนลงเรือที่เมืองเดียวกันวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ.1661 (9 เดือนหลังกลุ่มแรก) เดินทางไปตามเส้นทางเดียวกัน แต่ใน 4 คนนี้เสียชีวิต 2 คนกลางทาง คือ ฆราวาสตายก่อนในเปอร์เซีย และสังฆราชตายในอินเดีย พระคุณเจ้าปัลลือ
จะพบพระสงฆ์ 2 องค์ที่เหลือในอินเดีย เขาจะร่วมเดินทางต่อไปกับท่าน

 

    กลุ่มที่สาม คือ พระคุณเจ้าปัลลือ กับพระสงฆ์ 7 องค์ ฆราวาส 2 คน รวมกันมี 10 คน (รวมทั้งคุณพ่อลาโนด้วย) เดินทางไปตามเส้นทางเดียวกัน แต่กลุ่มนี้จะประสบเคราะห์ร้ายกว่าเพื่อน ใน 10 คนนี้จะถึงจุดหมายปลายทางเพียง 4 คน อีก 6 คนจะตายกลางทาง ถึงกรุงศรีอยุธยาวันที่ 24 มกราคม ค.ศ.1664 ใช้เวลาเดินทาง 2 ปี กับ 3 อาทิตย์ พระสงฆ์จากกลุ่มที่ 2 ที่สมทบ

กลุ่มที่ 3 ได้เดินทาง 28 เดือน

 

     สรุปแล้วมิชชันนารีคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส 17 คน จะถึงประเทศสยาม 9 คน ตายกลางทาง 8 คน พระคุณเจ้าปัลลือได้เขียนในจดหมายฉบับหนึ่งว่า “เราได้เริ่มทอดสะพานระหว่างยุโรปกับเอเชีย ข้าพเจ้าจะยินดีมากทีเดียวที่ถวายร่างกายและกระดูกของข้าพเจ้า รวมทั้งของลูกที่รักของข้าพเจ้า (มิชชันนารี) ใช้เป็นเสาให้สะพานนั้นแข็งแรงเพื่อเปิดทางเตรียมให้มิชชันนารีใจกล้าจะได้ผ่านในอนาคตต่อไป”

และนี่คือสิ่งที่อยากให้คิดพิจารณาให้ดีๆ เคยมีคนถามกันว่า “บรรดามิชชันนารีรู้หรือไม่ว่า ในการเดินทางนี้มีความเสี่ยงต่อชีวิต เป็นตาย 50/50%” คำตอบคือ “มิชชันนารีทุกคน รู้ดี” “รู้ว่ามีโอกาสตายระหว่างทางและรู้ว่ามีโอกาสตายอาจจะมากกว่า 50% ด้วย” แล้วทำไม? ทำไมถึงกล้าออกเดินทางมา?

เพราะพวกท่านทุกคน ต้องการประกาศพระเยซูเจ้าให้พวกเราทุกคน ที่ยังไม่รู้จักพระเยซูเจ้า ยังไม่รู้จักพระเจ้า ยังไม่เคยได้ยินข่าวดีหรือพระวรสาร และสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพวกท่าน จะเสี่ยงตายแค่ไหนท่านก็ยอม… หัวใจอย่างนี้นี่ไง ที่พวกท่านมี พวกท่านเป็น… ยิ่งใหญ่ขนาดไหนหนอ… ไม่รู้ว่าเอาความกล้า เอากำลังใจมาจากไหนกัน… มาจากพระเยซู (นี่เป็นคำตอบ) ทำไม ก็เพราะว่า พระเยซู “รู้ทั้งรู้ว่า ลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ แล้วมีโอกาสถูกฆ่าตาย 100% (ต้องตายบนไม้กางเขน) ก็ยังยอมลงมา เพื่อไถ่มนุษย์ทุกคน” และนี่คือแบบอย่างแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ สำหรับมิชชันนารี

 

     พวกเรากล้ามั๊ย “ถ้ามีคนบอกให้คุณเดินไปตาย คุณจะไปมั๊ย? หรือ ถ้าหากคุณรู้ว่า คุณเดินไปตรงนี้ คุณมีโอกาสตาย 50/50 คุณจะกล้าเดินไปมั๊ย?” กล้าหรือไม่ก็ไม่รู้ ขอเพียงว่า ขอให้เรากล้าแสดงตัวเราเองว่า เราเป็นคริสตชน ก็เท่ากับว่า เรากล้าประกาศว่าเราเชื่อในพระเยซู นับถือพระเยซู นับถือพระเจ้าเรากล้าหรือไม่ ที่จะติดรูปพระเยซูบนโต๊ะหรือวางไว้ใต้กระจกโต๊ะทำงาน ที่ปฏิทิน สมุดบันทึก กระเป๋าสตางค์ ฯลฯ ที่คนอื่นๆ พอจะมองเห็นเวลามาพบกับเรา ถ้าเราทำอย่างนี้ ก็เท่ากับว่า เราประกาศพระเยซูบ้างแล้ว

เอาเถอะนะ ได้โปรดเถอะ… กล้าๆ หน่อย… ช่วยๆ กัน พระเยซูจะได้ดีใจว่าเรารักและเชื่อในพระองค์จริงๆ…