หน้าหลักเช็คเมลล์ติดต่อเราสมุดเยี่ยมลิงค์คาทอลิกแผนผังเวบไซด์

ค้นหาข้อมูล :

โดย...พระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2

บุรุษผู้ใคร่ธรรม – สามี

กระแสชีวิตก้าวหน้าไป ซึ่งเป็นการแสวงบุญด้านความเชื่อ, โยเซฟก็เช่นเดียวกับพระแม่มารี ได้คงดำรงสัตย์ซื่อต่อพระเป็นเจ้า ซึ่งทรงเรียกให้ “ทำเรื่อยไปจนถึงที่สุด”. ชีวิตของพระแม่มารีนั้นเป็นการปฏิบัติตลอดไปตามวาจาที่พระแม่ได้เปล่งออกมา คราวรับสาสน์นั้นว่า : “ขอให้เป็นไป” (แก่ข้าพเจ้าตามวาทะของท่านนั้นเถิด) ; แต่โยเซฟ ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว, ท่านมิได้ปริปากพูดอะไรเลย “ในการรับสาสน์ของท่าน, ท่านได้แต่ “ปฏิบัติ”ตามที่เทวดาของพระเจ้ากำชับสั่งนั้น” (มธ.1,24). ก็การ “ปฏิบัติ” นี้แหละ. เป็นการเริ่มต้นเดินหน้าไปของโยเซฟ”. ตลอดทางอันนี้ทั้งหมด ผู้นิพนธ์พระวรสารมิได้เอ่ยคำพูดสักคำที่ออกมาจากปากของท่าน. “การนิ่งเงียบ” ของโยเซฟนี้แหละเผยให้เห็นประจักษ์แจ้ง, เป็นดังมนต์พิเศษที่ทำให้เราเข้าใจความจริงอันมีบันทึกอยู่ในพระวรสารว่า : ท่านเป็นบุรุษผู้ใคร่ธรรม” (มธ.1,19).

ความจริงอันนี้ คนเราต้องรู้จักอ่านให้ถูกต้อง เพราะว่าในนั้นมีบางสิ่งบางอย่าง ที่ยืนยันแน่วแน่ถึงบุรุษผู้นั้น และภารหน้าที่ของท่าน. วันเวลาล่วงไปๆ พระศาสนจักรก็ยิ่งสนใจอ่านคำยืนยันอันนั้น และท่านซึมทราบมากขึ้น คล้ายกับควักเอา “ของใหม่และของเก่า” (มธ.13,52) จากคลังมหาสมบัติบุคลิกภาพพิเศษของบุรุษประเสริฐสุดผู้นี้.

ก่อนหมด “บุรุษผู้ใคร่ธรรม” ชาวนาซาเรธ ท่านประกอบด้วยคุณลักษณะอันเจิดจ้าของสามี, ผู้นิพนธ์พระวรสารบ่งว่า แม่มารี “สาวพรหมจารีรับหมั้นกับบุรุษที่ชื่อว่าโยเซฟ” (ลก.1,27). เพราะฉะนั้นพระวรสารต่างๆ จึงนำเอาภาพของสามีและภรรยามาตั้งไว้ต่อหน้าเราก่อนที่ “ธรรมล้ำลึกอันซ่อนเร้นอยู่แต่หลายศตวรรษมาแล้ว” จะเริ่มสำเร็จเป็นไป. ตามประเพณีของประชากรฮีบรู การแต่งงานนั้นเขาทำกันเป็น 2 ช่วง, ช่วงแรก เขาทำการแต่งงานทางกฎหมาย (อันนี้เป็นการแต่งงานแท้) ช่วงต่อมา อีกชั่วเวลาหนึ่ง สามีจึงพาภรรยาของตนเข้ามาในบ้าน. เป็นอันว่า ก่อนที่โยเซฟจะมาอยู่ร่วมกับมารี ท่านเป็น “สามี” ของพระแม่อยู่แล้ว. ถึงกระนั้น พระแม่ได้ตั้งใจเด็ดขาดไว้ว่าจะถวายตัวเองทั้งหมดแด่พระเป็นเจ้าแต่ผู้เดียว. ใครๆ ก็มีสิทธิถามว่า : น้ำใจของพระแม่อันนี้กับการแต่งงานจะประสานสมานกันได้อย่างไร. คำตอบก็คือ มาจากเหตุการณ์การช่วยให้รอดแต่อย่างเดียว,และจากการก้าวหน้าไปของเหตุการณ์อันนั้น นั่นคือ จากการกระทำอันพิเศษของพระเป็นเจ้านั่นเอง. นับแต่เหตุการณ์ต่างๆ แห่งการช่วยให้รอดแต่อย่างเดียว และความก้าวหน้าของเหตุการณ์ดังกล่าว ก็เป็นคำตอบ คือ เป็นการกระทำพิเศษของพระเป็นเจ้าเอง.

นับแต่เวลารับ “สาสน์” นั้นแล้ว พระแม่มารีทราบดีว่า ตัวท่านต้อง “ปฏิบัติพรหมจรรย์ตามความตั้งใจของท่าน, หมายความว่า ท่านจะต้องถวายตัวของท่านทั้งครบ ทั้งกีดกันคนอื่น เพื่อพระเป็นเจ้า, ท่านต้องรับเอาหน้าที่การเป็นแม่