หน้าหลักเช็คเมลล์ติดต่อเราสมุดเยี่ยมลิงค์คาทอลิกแผนผังเวบไซด์

ค้นหาข้อมูล :

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

1. การสอนคำสอนเรื่องการสร้าง

282การสอนคำสอนเรื่องที่พระเจ้าทรงสร้าง นับได้ว่ามีความสำคัญเป็นเอก เกี่ยวพันไปถึงพื้นฐานของชีวิตมนุษย์และคริสตชน  เนื่องจากว่าเป็นการอธิบายอย่างชัดแจ้งในเรื่องของคำตอบตามความเชื่อของคริสตชนต่อปัญหาพื้นฐาน  ซึ่งมนุษย์ทุกยุคทุกสมัยได้เคยตั้งคำถามเหล่านี้มาแล้ว เช่นว่า "เรามาจากไหน" "เรากำลังจะไปไหน" "อะไรคือต้นกำเนิดของเรา"   "จุดหมายสุดท้ายของเราคืออะไร"  "ทุกสิ่งที่มีอยู่นี้มาจากไหน และกำลังจะไปไหนปัญหาทั้งสองเรื่อง ต้นกำเนิดและจุดหมายสุดท้ายนี้แยกจากกันไม่ได้ เป็นปัญหาที่เด็ดขาดแน่นอน สำหรับความหมายและทิศทางแห่งชีวิตและการประพฤติปฏิบัติของเรา

283ปัญหาเรื่องต้นกำเนิดของโลกและมนุษย์ เป็นจุดหมายของการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้ทำให้ความรู้ของเรามั่งคั่งขึ้นอย่างงดงาม เกี่ยวกับอายุและสัดส่วนของจักรวาล ความเป็นไปของร่างที่มีชีวิต การปรากฏตัวของมนุษย์ การค้นพบเหล่านี้เชื้อเชิญเราให้ยกย่องสรรเสริญความยิ่งใหญ่ของพระผู้สร้างหนักขึ้นอีก ให้โมทนาคุณพระองค์สำหรับผลงานทั้งหลายทั้งสิ้นของพระองค์  และสำหรับภูมิปัญญาและปรีชาญาณที่พระองค์ประทานแก่บรรดาปราชญ์และนักค้นคว้าทั้งหลาย  ร่วมกับกษัตริย์ซาโลมอน ปราชญ์และนักค้นคว้าเหล่านี้ อาจกล่าวได้ว่า "เป็นพระองค์เองที่ได้ประทานศาสตร์แท้แห่งสิ่งที่เป็นอยู่แก่ข้าพเจ้า  เป็นพระองค์เองที่ได้ทรงโปรดให้ข้าพเจ้ารู้ถึงโครงสร้างของโลก และคุณสมบัติแห่งสสารทั้งหลาย... เนื่องจากว่าปรีชาญาณซึ่งเปรียบประดุจกรรมกรผู้ทำสรรพสิ่งทั้งหมดเหล่านี้เป็นผู้สอนข้าพเจ้า" (ปชญ.7:17-21)

284ความสนใจยิ่งใหญ่ที่มีต่องานค้นคว้าเหล่านี้ ได้รับการกระตุ้นอย่างแรงจากปัญหาอีกแบบหนึ่งซึ่งอยู่เหนือขอบเขตของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เรื่องไม่ได้อยู่ที่ว่าทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าจักรวาลนี้ผุดขึ้นมาเมื่อไรและอย่างไรจากแง่ของวัตถุ หรือว่ามนุษย์ปรากฏขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดเพียงเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการค้นให้พบว่า อะไรคือความหมายแห่งต้นกำเนิดดังกล่าวมากกว่า คือค้นให้พบว่าต้นกำเนิดอันนั้นถูกปกครองอยู่โดยความบังเอิญ โดยชะตากรรมที่บอดอยู่ โดยความจำเป็นอันนิรนาม หรือโดยองค์พระผู้ดำรงอยู่เหนือธรรมชาติ ทรงภูมิปัญญาและเอื้ออารี ที่เรียกว่าพระเจ้าและหากว่าโลกอุบัติขึ้นมาจากพระปรีชาญาณและความมีพระทัยดีของพระเจ้า ไฉนจึงมีความชั่วร้าย ความชั่วร้ายนั้นมาจากไหน ใครเป็นผู้รับผิดชอบในความชั่วร้ายนั้น และมีทางจะได้รับการปลดปล่อยให้พ้นจากความชั่วร้ายนั้นหรือไม่

285ตั้งแต่ต้นเลยทีเดียว ความเชื่อในคริสตศาสนาต้องเผชิญกับคำตอบเป็นจำนวนมากที่แตกต่างจากคำตอบของตนเกี่ยวกับปัญหาเรื่องต้นกำเนิด เช่นว่าในศาสนาและวัฒนธรรมโบราณ เราจะพบนิยายปรัมปรามากมายเกี่ยวกับต้นกำเนิดเหล่านั้น นักปรัชญาบางคนกล่าวว่าทุกสิ่งคือพระเจ้า โลกก็คือพระเจ้า  หรือมิฉะนั้นก็ว่าความเป็นไปของโลก ก็คือความเป็นไปของพระเจ้า (ลัทธิสรรพเทวนิยม = pantheism)   บางคนกล่าวว่าโลกคือสิ่งที่เนื่องมาจากพระเจ้าโดยความจำเป็น หลั่งไหลมาจากพระเจ้า และหวนกลับไปสู่พระเจ้า บางคนก็ยืนยันว่ามีหลักนิรันดรสองประการที่ดำรงอยู่ คือความดีและความชั่ว และความสว่างและความมืด ซึ่งต่อสู้กันอยู่ตลอดกาล (ลัทธิทวินิยม ลัทธิมานีเคนิยม)ตามมโนทรรศน์เหล่านี้บางประการ โลก (อย่างน้อยก็โลกทางด้านวัตถุ) ออกจะชั่วร้าย เป็นผลจากความเสื่อมทราม ดังนั้น จึงจำต้องละทิ้งเสีย หรือมิฉะนั้นก็ข้ามให้พ้นไป บางคนยอมรับว่าโลกได้รับการสร้างขึ้นมาโดยพระเจ้า แต่ในลักษณะเดียวกับช่างนาฬิกา ซึ่ง -เมื่อได้สร้างเสร็จแล้ว- ก็ปล่อยทิ้งไว้ให้ดำเนินไปเอง (ลัทธิเทวนิยม) สุดท้าย บางคนก็ไม่ยอมรับเลยว่าโลกมีต้นกำเนิดที่อยู่เหนือธรรมชาติ แต่มองเห็นไปว่าเป็นเพียงการละเล่นโดยบริสุทธิ์ของสสาร ซึ่งดำรงอยู่มาตลอดกาล (ลัทธิสสารนิยม) ความพยายามทั้งหลายทั้งปวงนี้ แสดงให้เห็นความยั่งยืนและความเป็นสากลของปัญหาด้านกำเนิดแห่งโลก การแสวงหาดังกล่าวนี้นับว่าเป็นลักษณะพิเศษของมนุษย์โดยเฉพาะ

286จริงอยู่ ภูมิปัญญาของมนุษย์มีสมรรถภาพที่จะค้นพบคำตอบต่อปัญหาต้นกำเนิดนี้ได้แล้ว เพราะว่ากันตามจริง การมีอยู่ของพระเจ้าซึ่งเป็นพระผู้สร้างนั้น เป็นสิ่งที่รู้ได้อย่างแน่นอนจากผลงานของพระองค์ อาศัยความสว่างจากเหตุผลของมนุษย์ (เทียบ สังคายนาวาติกันที่ 1 DS 3026) แม้ว่าความรู้นั้น บ่อยครั้ง มักจะมืดมนและถูกบิดเบือนเพราะความผิดหลง ด้วยเหตุนี้ ความเชื่อจึงเข้ามายืนยันและให้ความสว่างแก่เหตุผล ในอันที่จะเข้าใจความจริงข้อนี้อย่างถูกต้อง "โดยความเชื่อนี้เอง เราจึงเข้าใจว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างสากลจักรวาลด้วยพระดำรัสของพระองค์ ดังนั้น สิ่งที่มองเห็นจึงเป็นสิ่งที่เกิดจากสิ่งที่ไม่ปรากฏให้เห็น" (ฮบ.1:3)

287ความจริงเรื่องพระเจ้าทรงสร้างโลก เป็นเรื่องสำคัญยิ่งนักสำหรับทุกชีวิตมนุษย์ จนกระทั่งพระเจ้า -ด้วยความรัก- ได้ทรงปรารถนาจะเผยแสดงแก่ประชากรของพระองค์ถึงทุกสิ่งที่จะเป็นคุณประโยชน์แก่การได้รู้ถึงเรื่องนี้  นอกเหนือไปจากความรู้โดยธรรมชาติ ซึ่งมนุษย์ทุกคนจะสามารถมีได้เกี่ยวกับพระผู้สร้าง (เทียบ กจ.17:24-29; รม.1:19-20) พระเจ้ายังได้ทรงเผยแสดงไปทีละขั้นให้ชนชาติอิสราเอลได้รู้ถึงธรรมล้ำลึกแห่งการสร้างโลกของพระองค์ เป็นพระองค์เองที่ได้ทรงเลือกบรรดาอัยกา ทรงโปรดให้ชาวอิสราเอลออกจากอียิปต์ และในการเลือกสรรประชาชนชาวอิสราเอล ก็ได้ทรงสร้างพวกเขาขึ้นมาและอบรมพวกเขา พระองค์ทรงเผยแสดงพระองค์ในฐานะองค์พระ ซึ่งประชากรทั้งหมดบนแผ่นดิน และแผ่นดินทั้งแผ่นดินขึ้นอยู่กับพระองค์ ในฐานะองค์พระผู้ "ทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดิน" โดยลำพังพระองค์เดียว (สดด.115:15; 124:8; 134:3)

288ดังนี้ การเผยแสดงเรื่องการสร้างโลกจึงแบ่งแยกมิได้จากการเผยแสดง และความสำเร็จไปแห่งพันธสัญญาของพระเจ้าหนึ่งเดียว กับประชากรของพระองค์   การสร้างโลกได้รับการเผยแสดงในฐานะเป็นก้าวแรกสู่พันธสัญญาดังกล่าวนั้น ในฐานะเป็นประจักษ์พยานแรกและทั่วสากลแห่งความรักอันทรงสรรพานุภาพของพร