วัดราชินีแห่งสันติสุข ซอย 101

4/1 ตรอก ปุณณวิถี (วัดซอย 101)
แขวงบางจาก เขตพระโขนง
จ. กรุงเทพฯ  10260
----------------------------------------------------------------

0-2741-8520, 0-2741-8521

ตารางมิสซา

0-2741-8522

แผนที่การเดินทาง

รูปวัด   800x600   /   1024 x768

บาทหลวงเปาโล พจนารถ นิรมลทินวงศ


 
             ที่มาและที่ไปของประวัติวัดราชินีแห่งสันติสุข (วัดซอย 101) อยู่ในกระแสวงจรความคิดข้างต้นของผู้รวบรวมเขียนคำนำ ความสืบเนื่อง เพื่อโยงความคิดเมื่อ 40 ปีที่ผ่านไป ในขณะที่ดินสถานที่ตั้งวัดปัจจุบันยังมีสภาพสวนและท้องร่องน้ำ มีผู้พักอาศัยไม่มากนัก และซิสเตอร์คณะพระกุมารเยซู เป็นเจ้าของพื้นที่นี้โดยให้บริการด้านการศึกษาแก่เยาวชนหญิง เน้นภาษาอังกฤษเป็นสื่อการเรียนการสอน ส่งผลทำให้นักเรียนทุกคนเมื่อจบการศึกษา สามารถทำงานในบริษัทห้างร้านต่างๆ ของชาวต่างประเทศที่เปิดที่ทำการค้าขายในกรุงเทพฯ ได้อย่างดีโดยเฉพาะในหน้าที่เลขานุการของบริษัทหรือองค์การต่างๆ
 

       ตามบันทึกของซิสเตอร์ โดยเฉพาะคุณแม่ ปอล บานาล (Mother Paul Banal) ในฐานะรองเจ้าคณะ-อธิการิณีประจำภาคเอเชีย ค.ศ. 1957 สมาชิกของคณะฯ ได้กลับเข้ามาในประเทศไทยเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่เคยเข้ามาตามคำเชิญของคุณพ่อหลุยส์ เวย์ อุปสังฆราชมิสซังไทย (สยาม)   

       ในปี ค.ศ. 1885 (และต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสังฆราช) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประมาณ 22 ปี แล้วต้ องกลับไปที่เมืองอิโป ประเทศมาเลเซียในปี ค.ศ. 1907 โดยชื่อคุ้นเคยของคณะฯ ครั้งนั้น คือ ซิสเตอร์คณะแซงค์มอร์

             การเข้ามาในครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ.1957 ตามคำเชิญของพระสังฆราช ฟรังซิส สงวน สุวรรณศรี ประมุขมิสซังจันทบุรีขณะนั้น พระสังฆราชสงวน ประสงค์ให้คณะซิสเตอร์ช่วยสอนภาษา อังกฤษให้เยาวชนไทย ที่จังหวัดชลบุรีและดำเนินการบริหารโรงเรียนที่มีชื่อ “เมรี่ อิมมาคุเลต คอนแวนต์” (Mary Immaculate Convent)
 
               แต่มีเหตุการณ์ผันแปรนิดหน่อยกล่าวคือ อาคารเรียนที่จังหวัดชลบุรียังไม่พร้อม คณะซิสเตอร์ต้องพักที่วัดพระมหาไถ่ ซอมร่วมฤดี ในขณะที่สงฆ์คณะพระมหาไถ่ก็มีความประสงค์เปิดโรงเรียนทีนั่นด้วย เพื่อสอนทั้งเด็กไทยและเด็กต่างชาติที่ผู้ปกครองทำงานในประเทศไทยจึงนับเป็นพระญาณสอดส่องของพระผู้เป็นเจ้าพอดี การร่วมงานของซิสเตอร์ที่วัดพระมหาไถ่และค ณะสงฆ์มหาไถ่ ดำเนินไปด้วยดีจนภายหลังมีความเข้าใจผิดคิดว่า ซิสเตอร์พระกุมารเยซู เป็น  ซิสเตอร์คณะพระมหาไถ่ไปเลย !
 
สงฆ์คณะพระมหาไถ่กับโรงเรียนพระกุมารเยซูวิทยา พระโขนง
             กิจการของซิสเตอร์ดำเนินไปด้วยดี ผู้ปกครองจำนวนมาก นิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนที่คณะซิสเตอร์ดูแลทั้งที่ซอยร่วมฤดี และจังหวัดชลบุรี ผู้ใหญ่ของคณะซิสเตอร์ จึงปรึกษาหารือเพื่อขยับขยายกิจการด้านการศึกษา ออกไปชานเมืองกรุ งเทพฯ หลังจากสำรวจพื้นที่แล้วเห็นสมควรให้ซื้อที่ดินจำนวนหนึ่งบริเวณอำเภอพระโขนง สุขุมวิทซอย 101 ในราคาที่เหมาะสมในขณะนั้น
 
 
             สงฆ์คณะพระมหาไถ่ได้เดินทางไปให้บริการเกี่ยวกับศีลศักดิ์สิทธิ์ และพิธีมิสซาให้สมาชิกคณะซิสเตอร์อย่างต่อเนื่อง ในโอกาสนี้ผู้เขียนและเรียบเรียงขอขอบคุณคณะซิสเตอร์พระกุมารเยซูที่อนุญาตให้อ่านเอ กสารที่บันทึกไว้ของคณะ ทั้งภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกี่ยวโยงกับการกำเนิดวัดราชินีแห่งสันติสุข และการแบ่งพื้นที่ในครอบ ครองให้เป็นประโยชน์แก่ชุมชนความเชื่อปัจจุบันเป็นจำนวน 8 ไร่




ศาสนบริการที่โรงเรียนพระกุมารเยซู
             ในบันทึกของซิสเตอร์พระกุมารเยซู หลังจากเปิดสถานศึกษาในเขตอำเภอพระโขนงชื่อภาษาอังกฤษ Convent of the Holy Jesus Commercial School หรือชื่อภาษาไทย โรงเรียนพระแม่กุมารเยซูวิทยา แต่คนทั่วไปมักได้ยินพูดชื่อย่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “โรงเรียนพระกุมารเยซู”
             ประมาณปี ค.ศ. 1965 คณะซิสเตอร์ได้สร้างบ้านชื่อ Nazareth (นาซาเรท) เปรียบเป็นบ้านคุณแม่อธิการิณีใกล้โรงเรียนพระกุมารเยซูด้วย กระนั้นก็ดี สมาชิกของคณะฯ ยังเดินทางไปร่วมพิธีมิสซาที่วัดพระมหาไถ่ ซอยร่วมฤดีเช่นเคย เมื่อเวลาผ่ามาระย ะหนึ่ง สมาชิกชาวไทยของคณะซิสเตอร์มีมากขึ้น สงฆ์คณะพระมหาไถ่จึงปรึกษาหารือและมีมติอำนวยความสะดวกให้สมาชิกของคณะฯ โดยจัดพระสงฆ์อำนวยศาสนบริการให้ถึงที่โรงเรียนพระกุมานเยซู
 
 
             ขณะนั้นในบริเวณที่ไม่ไกลจากโรงเรียนพระกุมารเยซู (ปัจจุบันคือ สุขุมวิท 105)  ก็มีนักบวชคณะลาซาลได้มาเปิดสถานศึกษาสายสามัญ เพื่อช่วยเหลือผู้ปกครองและนักเรียนในบริเวณใกล้เคียง ลดความกังวลใจในการหาสถานศึกษาโดยเฉพาะนักเรียน ที่เป็นคาทอลิกพระสงฆ์คณะพระมหาไถ่จึงรับหน้าที่ริการด้านศาสนพิธีให้ด้วย รวมถึง “โรงเรียนเซนต์โยเซฟ บางนา” ที่เซอร์คณะเซนต์ปอลขยายสถานศึกษาจากในกรุงเทพฯ  ออกมาชานเมืองที่ซอยแบริ่ง (ปัจจุบันคือ สุขุมวิท 107)  ในเวลาไล่เลี่ยกันโดยมีเซอร์พักประจำอยู่
 
 
             ดังนั้นในปี ค.ศ. 1967 สงฆ์คณะพระมหาไถ่จึงแต่งตั้งพระสงฆ์ไปปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการให้ศาสนบริการแก่ คณะ นักบวชทั้ง 3 คณะ โดยให้เช่าบ้านพักบริเวณบางนา-สำโรง  เพื่อไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปกลับทุกวันและให้บริการศีลศักดิ์สิทธิ์อย่างสม่ำเสมอ

     ปีค.ศ. 1969 มีบันทึกในเอกสารของคณะซิสเตอร์พระกุมารเยซูลงนามโดยคุณแม่ปอล บานาลเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า (ใช้สำเนา)
     “...Dimanche 14 December’69(1969) A partie d’aulourd’hui le hall di l’ecole deviant “eglise paroissiale” Le Reverend Pere Robert Wells C.Ss.R., notre cure, y dit la premiere massa...”
แปลเป็นไทยความว่า  “วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1969 นับจากวันนี้เป็นต้นไปคุณพ่อโรเบิร์ต (บ๊อบ) เวลส์ สงฆ์คณะพระมหาไถ่ คุณพ่อจิตตาภิบาล/คุณพ่อเจ้าอาวาสของเรา ได้ถวายมิสซาเป็นทางการครั้งแรกในห้องประชุมของโรงเรียน ซึ่งถือเป็นวัดของชุมชนแล้ว”
 
 
           หลังจากโรงเรียนพระกุมารเยซูได้สร้างอาคารเรียนหลังใหม่เสร็จสิ้นแล้วก็มีบริการศาสนบริการศีลศักดิ์สิทธิ์แก่สัตบุร ุษในบริเวณใกล้เคียง เช่น พระโขนง บางนา สำโรง บางพลี เทพารักษ์ อ่อนนุช ฯลฯ คริสตชนเหล่านี้ ส่วนหนึ่งย้ายถิ่นฐานจากกรุงเทพฯ ชั้นใน เพื่อหาบ้านพักอาศัยแถบชานเมืองการพัฒนาที่ดินมีมากขึ้น อีกส่วนหนึ่งอพยพย้ายถิ่นมาจากจังหวัดต่างๆ แถบตะวันออกเฉียงเหนือ (อิสาน) ไม่สามารถหาวัดที่จะร่วมพิธีมิสซาได้สะดวก ซึ่งต่างจากกลุ่มแรกที่เดินทางไป-กลับวัดเดิมได้ เช่น วัดอัสสัมชัญ, วัดกัลหว่าร์, วัดราฟาแอล, วัดดอน บอสโก, วัดกุฎีจีน หรือวัดพระมหาไถ่
 
 
 
             สัตบุรุษที่เข้าร่วมพิธีที่โรงเรียนพระกุมารเยซู มีเพิ่มขึ้นตามลำดับ เมื่อผู้คนที่ศรัทธาในศาสนายังเดินทางไปพบพระเพื่อนมัสการพระองค์ทุกวันอาทิตย์ ในผู้ศรัทธามีสัตบุรุษท่านหนึ่ง ชื่อ มาสเตอร์ราฟาเอล มานิต บุญคั้นผล  ผู้ดำเนินกิจการโรงเรียนชื่อ สหะพาณิชย์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณศาลาแดง สวนลุมพินีแต่เพราะพื้นที่เดิมคับแคบ ประกอบกับคู่ชีวิตของมาสเตอร์มีที่ดินใกล้โ รงเรียนพระกุมารเยซูห่างประมาณ 600 เมตร จึงย้ายกิจการโรงเรียนสหะพาณิชย์มาเพื่อขยายกิจการในปี ค.ศ. 1965 มาสเตอร์มานิต เป็นผู้ขยันขันแข็ง
             เมื่อเห็นผู้เข้าร่วมมิสซามากขึ้นจึงปรึกษาหารือคุณพ่อทอม กริฟฟิต (Thomas Griffith) ที่ดูแลกลุ่มคริสตชนต่อจากคุณพ่อรุ่นแรกเพื่อหาทางสร้างวัดใหม่เป็นเอกเทศ ให้บริการแก่สัตบุรุษมากขึ้น เพราะจะช่วยลดภาวะโรงเรียนพระกุมารเยซูในการใ ช้สถานที่ด้วย แต่ความคิดคงเป็นแค่ความคิดปรึกษาหารือระดับมนุษย์ พระญาณสอดส่องหรือสัพพัญญูขอพระเจ้าจะจัดให้อย่างดีภายหลัง

           ช่วงเวลาที่พระสงฆ์พระมหาไถ่ดูแลมีคุณพ่อ 3 องค์ผลัดกันดูแลให้ ศาสนบริการดำเนินไปอย่างต่อเนื่องนอกจากคุณพ่อโรเบิร์ต เวลส์ ( Robert Wells) ยังมีคุณพ่อเอ็ดเวิร์ด เคน (Edward Kane) และคุณพ่อจอห์น บูเช (John Boucher) แต่คุณพ่อทั้งสามยังไม่คิดแยกวัดเป็นเอกเทศ เป็นการเริ่มคิดและเตรียมการในสมัยคุณพ่อทอม กริฟฟิต ในย่อหน้าข้างบนนี้
 
 
คุณพ่อโทมัส (ทอม) กริฟฟิต C.Ss.R. 
ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก ปี ค.ศ.1969-1981

 

       คุณพ่อรุ่นบุกเบิกศาสนบริการจำนวน 3 องค์ ได้เปลี่ยนแปลงหน้าที่ในคณะตามกำหนดไว้ คุณพ่อเอ็ดเวิร์ด เคน ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าคณะแขวงพระมหาไถ่องค์ใหม่ ในวันที่ 5 มกราคม ค.ศ.1972 มีที่ปรึกษาชุดใหม่ด้วย
       ในบันทึกของคุณแม่ ปอล บานาล (Mother Paul Banal) ระบุว่า วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1972 คุณพ่อโทมัส (ทอม) กริฟฟิต สงฆ์คณะพระมหาไถ่ถวายมิสซาเวลา 07.00 น. แทนคุณพ่อโรเบิร์ต เวลส์ ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ไปทำหน้าที่ในวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อิสาน) โดยคุณพ่อทอม กริฟฟิต รับหน้าที่จิตตาภิบาลของโรงเรียนและเจ้าอาวาสชุมชนวัดนี้ด้วย โดยคุณพ่อยังคงพำนักที่บ้านเช่าบางนาต่อไป
 
คุณพ่อทอม กริฟฟิต ได้ปฏิบัติหน้าที่เพิ่มเติมด้านศาสนบริการให้โรงเรียนลาซาลและโรงเรียนเซนต์โยเซฟแบริ่ง (บางนา) ด้วย เมื่อโรงเรียนทั้งสองได้ขยายกิจการมาอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง สะดวกที่คุณพ่อจะให้บริการศีลศักดิ์สิทธิ์ได้ จึงได้รับการขอร้องมาให้ช่วยเหลือบุคลา กรของทั้งสองแห่งตลอดถึง ภราดา และซิสเตอร์ (เซอร์) ภายหลังคุณพ่อกริฟฟิตได้พบบ้านเช่าหลังใหม่ในซอยปุณณวิถี 1 สุขุมวิท 101 ใกล้โรงเรียนพระกุมารเยซู เป็นลักษณะบ้านไม้สองชั้น

 (สันนิษฐานว่าเป็นบ้านเช่าของคุณพ่อทอม กริฟฟิต และคุณพ่อแพทิน พักก่อนจะเข้าบ้านพระสงฆ์หลังปัจจุบัน อยู่ที่ปุณณวิถี ซอย 1)
 
             นอกจากให้ศาสนบริการตามปกติแล้ว บันทึกเหตุการณ์ยังระบุว่า คุณพ่อทอม กริฟฟิต ได้ปฏิบัติหน้าที่อื่นในช่วงเวลาขณะนั้นด้วย กล่าวคือ
 
ร่วมกับโรงเรียนพระกุมารเยซูและคณะซิสเตอร์ ต้อนรับรูปพระแม่แห่งฟาติมาที่เสด็จเยี่ย มประเทศไทยโดย รับรูปต่อจากโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ กรุงเทพฯ ในวันพฤหัสบดีที่ 9 มีนาคม ค.ศ.1972 มีพิธีการต้อนรับ คือ มิสซา ตั้งศีลมหาสนิท สวดสายประคำ ฯลฯ รุ่งขึ้นวันศุกร์ที่ 10 มีนาคม ได้อัญเชิญ พระรูปไปวัดนักบุญยอเซฟ ตรอกจันทน์ เป็นประธานพิธีมิสซาและพิธีปฏิญาณตนของซิสเตอร์ใหม่ รับคำรื้อฟื้นคำปฏิญาณของซอสเตอร์ และถวายมิสซาให้นักเรียนคาทอลิก

เสกรถยนต์คันใหม่ของซิสเตอร์ เป็น Ford Escort
เทศน์อบรมฟื้นฟูจิตใจในแต่ละเดือน คณะซิสเตอร์เชิญพระสงฆ์องค์อื่นมาแบ่งปันในบางครั้งด้วย เพื่อปรับจินตทัศน์ให้ทันกับ คำสอนของพระศาสนจักรที่อยู่ช่วงหลังพระสังคายนาวาติกันที่2 มีเอกสารหลายอย่างต้องศึกษาและปรับความเข้าใจ ซึ่งต้องการผู้รู้และมีประสบการณ์มาแบ่งปันด้วย

เป็นจิตตาภิบาลในการให้คำแนะนำ และรับปรึกษาบางเหตุการณ์จำเป็นของคณะซิสเตอร์ นับจากปี ค.ศ.1972 เป็นต้นมา คุณพ่อกริฟฟิตได้แสดงความเอาใจใส่งานอภิบาลแบบเข้มข้น นอกจากจะทำหน้าที่จิตตาภิบาลให้คณะซิสเตอร์แล้วคุณพ่อยังเดินทางเสาะหาติ ดตามคริสตชนที่เข้าร่วมมิสซาในวันอาทิตย์ จัดเอกสารทำแบบกรอกประวัติครอบครัวและวัดสังกัดเดิมของแต่ละครอบครัวพร้อมสมาชิกอีกทั้งที่พักปัจจุบันของทุกคน ทั้งนี้จะทราบจำนวนคริสตชน และจัดส่งรายงานให้สำนักเลขาธิการของอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯต่อไป
             บรรดาคริสตชนต่างดีใจที่คุณพ่อเดินทางไปเยี่ยม และพร้อมจะกลับไปเยี่ยมคุณพ่อในทุกวันอาทิตย์ เมื่อคุณพ่อถวายมิสซ าในห้องประชุมของโรงเรียนพระกุมารเยซู ลูกหลานของแต่ละครอบครัวที่อพยพย้ายถิ่นยังได้โอกาสเรียนคำสอนหลังจบมิสซาแล้ว เด็กเหล่านี้มาจากโรงเรียนวัดพุทธ โรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนเอกชนอื่นที่ไม่มีคำสอนระหว่างเรียนวิชาปกติ

             เมื่อมีภาระงานเพิ่มขึ้นเพราะมีคริสตชนจำนวนมากเกินกำลังจะทำงานเพียงลำพัง คุณพ่อเจ้าคณะพระมหาไถ่พร้อมที่ปรึกษาจึงมีมติ จัดหาพระสงฆ์เพิ่มเป็นครั้งคราวเป็นต้นในวันอาทิตย์ พร้อมกันนี้ก็จัดให้สามเณรของคณะที่สามพรานเดินทางวันเส าร์-อาทิตย์ไปช่วยงานในส่วนของเยาวชนและเตรียมการร้องเพลงศักดิ์สิทธิ์ในมิสซาเป็นการฝึกงานอภิบาลไปด้วย

             ดำริเรื่องการสร้างวัดใหม่แยกจากใช้บริการห้องประชุมของโรงเรียนพระกุมารเยซูยังคงอยู่ในความคิดของคุณพ่อกริฟฟิตปะกอบกับมาสเตอร์ราฟาเอล มานิต บุญคั้นผล เป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนพร้อมให้ความช่วยเหลืออุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ สม่ำเสมอ ทั้งยังมีคริสตชนที่สามารถมีประสบการณ์และมีกำลังทรัพย์พอจะทำให้ฝันเป็นจริงได้

             คุณพ่อกริฟฟิตจึงเขียนจดหมายขออนุญาตพระอัครสังฆราช ยวง นิตโย ประกอบพิธีมิสซาเป็นทางการให้คริสตชนกลุ่มนี้ ในห้องประชุมของโรงเรียนพะกุมารเยซูเพราะมีข่าวความไม่เข้าใจของพระสงฆ์บางองค์เกี่ยวกับหน้าที่จิตตาภิบาลนี้

             ในปี ค.ศ. 1969  ทางคณะพระมหาไถ่ได้คิดว่าควรจะมีบ้านพัก เจ้าคณะจึงได้ขออนุญาตจากพระอัครสังฆราช ที่จะตั้ง บ้านพักอยู่ที่สำโรง สมุทรปราการ และเมื่อเห็นว่ามีคริสตังค์หลายคนตั้งบ้านอยู่บริเวณนั้น คุณพ่อเคยได้ปรึกษาพระอัครสังฆราช และขอให้คุณพ่อแวลส์ทำหน้าที่แทนพ่อเจ้าวัด โดยมีจุดประสงค์ที่จะตั้งวัดใหม่ในอนาคตทั้งนี้ก็สุดแล้วแต่พระอัครสังฆราช และคณะปรึกษาจะเห็นด้วย
 
 
             วันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1970 พระอัครสังฆราชได้อนุญาตให้คุณพ่อแวลส์โปรดศีลล้างบาปและศีลกล่าวที่โรงเรียนพระกุมารเยซู ซอย 101 สุขุมวิท ซึ่งต้องใช้ห้องประชุมของโรงเรียนแทนวัด

             วันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1972  คุณพ่อทอม กริฟฟิตได้ย้ายจากหนองคายมารับหน้าที่แทนคุณพ่อแวลส์ ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับบ้านพักนั้นทางคณะได้เลิกเช่าบ้านพักแล้วเพราะราคาเช่าแพงเกินไป คุณพ่อทอมจึงได้ตัดสินใจเช่าบ้านพักหลังใหม่ซึ่งราคาเช่าถูกกว่ามาก บ้านพักหลังใหม่นี้ตั้งอยู่ในซอย 101 ใกล้โรงเรียนที่เคยใช้แทนวัด พระอัครสังฆราชได้ให้สิทธิ์ผมทำหน้าที่เหมือนเป็นพ่อเจ้าวัด.

             ตลอดปีที่แล้วได้ทำการสำรวจ และพบว่าตั้งแต่สะพานพระโขนงไปจนถึงสมุทรปราการมีสัตบุรุษคริสตังค์อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวหลายร้อยครอบครัว การไปวัดของสัตบุรุษเหล่านี้ต้องลำบากมาก บางคนก็ไปฟังมิสซาที่วัดปากน้ำ หรือวัดมหาไถ่ หรือที่คลองเตย หรือ ที่ดอนบอสโก หรือที่เซ็นต์หลุยส์ และวัดอัสสัมชัญ และก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่สามารถไปวัดได้เพราะเนื่องด้วยความยากลำบากต่างๆ หลายประการ ตามความคิดของผมถ้าไม่มีวัดในบริเวณนั้นแล้วคริสตังค์ต้องเสียหลายคน และเป็นเหตุให้ผม ต้องวิ่งเต้นไปโน่นมานี่ทำให้เสียเวลาไปโดย เปล่าประโยชน์ ผลของการสำรวจปรากฏว่ามีสัตบุรุษที่เป็นคริสตังค์ไทยประมาณ 300 กว่าครอบครัว ซึ่งผมคิดว่าต้องมีมากกว่านี้อย่างแน่นอนทีเดียว และนอกจากนี้ยังมีคนได้ถวายที่ดินสำหรับสร้างวัดแล้ว และได้ทำการโอนเป็นกรรมสิทธิ์ของทางคณะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จำนวน 5 ไร่ อยู่ที่ ก.ม.8 ถนนสายใหม่บางนา-ตราด อันที่จริงถ้าจะสร้างวัดบริเวณนี้ก็ไกลไปแต่ก็หาที่เหมาะกว่านี้อีกไม่ได้แล้ว เพราะราคาที่ดินแถวสุขุมวิทจะตกราวๆ 1,100,000 บาท ต่อ 1 ไร่ ซึ่งเป็ นราคาที่ถูกที่สุดแล้ว ผมคิดว่าควรอย่างยิ่งที่จะมีท